การลำเลียงขึ้นที่สูง.
 

อุปกรณ์ลำเลียงขึ้นที่สูง Elevating Conveyors

อุปกรณ์ลำเลียงมาตรฐานส่วนใหญ่ จะมีขีดจำกัดด้านสมรรถนะสำหรับการลำเลียงวัสดุแข็งปริมาณมวลขึ้น ที่สูงความชันมากกว่า 20o

ตามที่การวางผังโรงงานและการพิจารณาอื่น ๆ มักจะต้องการให้วัสดุจำนวนมาก ๆ เคลื่อนตัวขึ้นที่สูง ภายในขอบเขตในแนวนอน ระยะ
ค่อนข้างสั้น จึงได้มีการพัฒนาอุปกรณ์ประเภทพิเศษขึ้นสำ หรับวัตถุประสงค์นี้อุปกรณ์นี้มักเรียกว่า "Elevators" หรือ"Conveyor
/elevator"ส่วนใหญ่จะเป็นกระพ้อ ลำเลียง (Bucket Elevators) และ Pivoted Bucket Carriers ในเวลาไม่กี่ปีมานี้ได้มีการ
เริ่มนำสายพาน ยางชนิดพิเศษมาใช้งานสำหรับการทำงานประเภทนี้

ในบางโอกาสอุปกรณ์ลำเลียงขึ้นที่สูงแบบสั่นวนก้นหอยจะถูกใช้สำหรับขนถ่ายวัสดุเปราะร่วนขึ้นที่สูงประ มาณ20ฟุตการเคลื่อนที่

ด้วยความสั่นสะเทือนจะถูกประยุกต์ใช้กับทางลาดก้นหอยบังคับให้วัสดุเคลื่อนตัวขึ้นทาง ลาดอย่างช้า ๆ แต่เนื่องจากอุปกรณ์ประเภทนี้ไม่ค่อยจะมีใช้งาน จึงจะไม่ขอกล่าวในบทนี้อีกเช่นกัน ถึงแม้ว่า กว้านยก Skip Hoist จะไม่ใช่อุปกรณ์ลำเลียงแบบต่อเนื่องก็ตาม แต่มันมักจะถูกใช้ในโรงงานสำ หรับเคลื่อนวัสดุขึ้นในแนวดิ่งระยะสูง ๆ

กระพ้อลำเลียง (Bucket Elevators)

สมาคมผู้ผลิตอุปกรณ์ลำเลียงได้นิยามกระพ้อลำเลียงไว้ดังนี้ "อุปกรณ์ลำเลียงสำหรับนำพาวัสดุปริมาณมวล ในแนวดิ่งหรือเส้นทาง

ลาดชัน ซึ่งประกอบด้วย สายพาน, โซ่ หรือ ต่อชนปลายทั้ง 2 เข้าด้วยกันโดยมีชุดกระพ้อ ประกอบอยู่, กลไกที่จำเป็นบริเวณปลายด้านบนสุดและฝาครอบ และโครงหรือเรือนรองรับ

สายพานหรือโซ่จะทำงานในทิศทางเดียว ดังนั้นจากคำนิยามข้างต้นจึงไม่รวม Skip Hoist และ Freight Elevators เข้าไว้ด้วย

พร้อมกับจะขอกล่าวเฉพาะอุปกรณ์ลำเลียงในแนวดิ่งเท่านั้น อุปกรณ์ลำเลียงขึ้นทางชัน จะมีใช้งานอยู่อย่างจำกัด ตามปกติแล้วการขนถ่ายแนวนอน ยกขึ้นแล้วจึงถ่ายเทค่อนข้างจะประหยัดมากกว่ากระ พ้อลำเลียงขึ้นทางลาดชัน

กระพ้อลำเลียงนี้กล่าวได้ว่าเป็นรูปแบบของอุปกรณ์ลำเลียงที่เก่าแก่ที่สุด โดยมีประวัติมาตั้งแต่สมัยบาบิโลน ที่มีการใช้ตะกร้าหวายซึ่ง

บุด้วยยางสนและยึดเข้ากับเชือก ทำงานอยู่บนลูกรอกไม้ที่ใช้ทาสหมุน เพื่อวิดน้ำขึ้นไป ยังท่อชลประทาน ไม่แปลกเลยที่กระพ้อลำเลียงจะมีความสำคัญที่สุดในอดีต เพราะในปัจจุบันวิศวกรและนักออก แบบต่างก็ตระหนักดีว่ากระพ้อลำเลียงที่ออกแบบมาดี และนำมาประยุกต์ใช้งานอย่างเหมาะสมมักจะมีข้อดีเหนือ กว่าการขนถ่ายวัสดุปริมาณมวลขึ้นที่สูงวิธีอื่น กระพ้อลำเลียงแนวดิ่งจะประหยัดพื้นที่มากทำให้การวางผังเครื่อง จักรยืดหยุ่นได้พร้อมกับมีต้นทุนงบประมาณเริ่มแรกต่ำที่สุด ซึ่งเป็นข้อดีที่สำคัญที่สุด

ในขณะที่กระพ้อลำเลียงมีข้อดีมากมายแต่ก็ไม่ค่อยนิยมใช้กันเนื่องจากค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาสูงและ ความเชื่อถือได้ต่ำ ถ้านำ

กระพ้อ ลำเลียงมาใช้งานอย่างถูกต้อง ความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจก็จะเท่าเทียมกับเครื่องจักร อื่น ๆ ในโรงงานที่มีการดำเนินการสมัยใหม่ ไม่เป็นการยากที่จะทำความเข้าใจว่าทำไมบางครั้ง กระพ้อลำเลียง ถูกมองว่าเป็นสิ่งเลวร้ายที่สำคัญในระบบขนถ่ายวัสดุสิ่งตีพิมพ์หรือหนังสือเกี่ยวกับข้อกำหนดใช้งานของกระพ้อ ลำเลียงนอกเหนือจากแคตาล้อคของผู้ผลิตมีน้อยมาก การใช้งานอุปกรณ์ลำเลียงขึ้นที่สูงในปัจจุบันส่วนใหญ่ถูกนำ ออกมาแสดงเมื่อต้นศตวรรษ โดยนาย Hetzel ได้มีการปรับปรุงเทคนิคการผลิตส่วนประกอบของอุปกรณ์ลำ เลียงขึ้นที่สูงมากมาย การเลือกใช้วัสดุให้ดีขึ้นที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดสามารถนำมาปรับปรุงกระพ้อลำเลียงในปัจจุ บันได้

ผู้ผลิตอุปกรณ์ลำเลียงขึ้นที่สูงจะมีอุปกรณ์มาตรฐาน และจัดเป็นชุดไว้สำหรับอัตราขนถ่ายความเร็ว กระพ้อ และส่วนประกอบอื่น ๆ

ทั้งหมดตามอัตราที่กำหนดให้ เพื่อให้สามารถเลือกอุปกรณ์สำหรับวัสดุปริมาณมวลถัว เฉลี่ยได้อย่างเหมาะสม

วัสดุปริมาณมวลถัวเฉลี่ยสำหรับกระพ้อลำเลียงจะมีคุณลักษณะเฉพาะดังนี้
1.วัสดุก้อนขนาดเล็ก 4" (วัสดุที่ถูกบดหรือถูกคัดขนาดเล็กกว่า 4" และอาจรวมส่วนที่เป็นผงละเอียดด้วย)
2.ไม่มีปัญหาการไหลตัวอย่างผิดปกติ ซึ่งต้องการกระพ้อแบบพิเศษหรือไม่ยินยอมที่จะพิจารณากระพ้อลำเลียง แบบทั่ว ๆ ไป เช่น วัสดุเหนียวมากที่มีคุณลักษณะพิเศษคล้ายกับสิ่งโสโครก
3.วัสดุที่มีอุณหภูมิเท่าสภาพแวดล้อมหรือสูงกว่าเล็กน้อย
4.วัสดุที่มีความคมไม่มาก (+7 Moh) หรือไม่มีการผุกร่อนอย่างรุนแรง
5.ไม่เสื่อมสภาพง่ายในการขนถ่ายปกติ

ตัวอย่างวัสดุปริมาณมวลถัวเฉลี่ยจะรวมหินปูนบดขนาดไม่เกิน 1.5"ทรายโรงหล่อ,หินฟอสเฟต,ถ่านหิน, ถ่านโค้ก, เศษก้อนปูน

ซีเมนต์บด, วัตถุดิบอื่น ๆ และปูนซีเมนต์สำเร็จ วัสดุที่ไหลตัวได้ไม่ถัวเฉลี่ยจะรวมวัสดุซึ่งปราศจากน้ำ และหินบดขั้นต้นที่มีขนาดใหญ่กว่า 4" วัสดุไม่ถัว เฉลี่ยอาจจะขนถ่ายขึ้นในแนวดิ่งได้เช่นกัน แต่จะต้องมีการพิจารณาเป็นพิเศษ เช่น วัสดุที่ใช้สร้างอุปกรณ์ความ เร็วและการออกแบบกระพ้อ

ความไหลช้า (Sluggishness) - วัสดุบางประเภทอาจต้องการลักษณะพิเศษ ได้แก่มีรู (Bucket Holes) หรือกระพ้อที่มีรูปร่าง
พิเศษ เพื่อทำให้การปล่อยวัสดุดี
อุณหภูมิสูง - วัสดุที่มีอุณหภูมิสูงเกิน 250 oF (121 oC) ปกติจะไม่ใช้อุปกรณ์ลำเลียงขึ้น ที่สูงแบบสายพาน และวัสดุที่ร้อนกว่านี้
อาจต้องการส่วนประกอบ โครงสร้าง ที่ดีมากขึ้นหรือกระพ้อที่ดีมากกว่าเพื่อป้องกันการบิดเสียรูป (Warpage)

กระพ้อลำเลียงสามารถที่จะใช้โซ่หรือสายพานเป็นตัวนำพาไปได้ ข้อดีหลักของสายพานกระพ้อลำเลียง ที่ดีกว่ากระพ้อแบบโซ่ มีดังนี้
1.ความเร็วสูงกว่า และทำให้อัตราขนถ่ายสูงกว่าด้วย
2.การทำงานนิ่มนวลกว่า และเงียบกว่า
3.ทนทานต่อการขัดสีของวัสดุได้สูง เช่น ทราย เศษถ่านโค้ก วัสดุกลุ่มที่เป็นแก้ว และประเภทที่คล้ายกัน
4.ทนทานต่อการกัดกร่อนสูง ได้แก่ วัสดุประเภทโซดาไฟ และเกลือ

เพื่อเป็นการช่วยให้เข้าใจได้ดีที่สุด ซึ่งทำให้การออกแบบ และการใช้งานของกระพ้อลำเลียงประสบผลสำ เร็จ ดังนั้น จึงต้องทำ

ความเข้าใจหลักเบื้องต้นของอุปกรณ์ลำเลียงขึ้นที่สูงโดยทั่วไปกระพ้อลำเลียงจะแบ่งออกเป็น 3 ประเภทพื้น ๆ คือ :

1.แบบปล่อยวัสดุออกด้วยแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลาง (Centrifugal Discharge)
2.แบบปล่อยวัสดุออกอย่างต่อเนื่อง (Continuous Discharge)
3.แบบปล่อยวัสดุออกอย่างเชื่อถือได้ (Positive Discharge)

ชื่อเหล่านี้เรียกตามเส้นทางขนถ่ายและเส้นทางปล่อยวัสดุออก (รูป 6.1)



รูป 28 กระพ้อลำเลียงประเภทต่าง ๆ

กระพ้อลำเลียงแบบปล่อยวัสดุออกด้วยแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลาง (Centrifugal Discharge Elevator)

กระพ้อลำเลียงแบบปล่อยวัสดุออกด้วยแรงเหวี่ยงจะประกอบไปด้วย ตัวกระพ้อที่ติดตั้งอยู่บนโซ่หรือสาย พาน โดยเว้นระยะช่องว่าง

ไว้ดังในรูป 29 วัสดุจะถูกป้อนเข้าไปยังส่วนล่างของอุปกรณ์และถูกกระพ้อตักขึ้นใน ขณะที่วัสดุอยู่บริเวณรอบ ๆ ล้อด้านล่าง และจะถูกปล่อยออกด้วยแรงเหวี่ยงหนีศูนย์เมื่อวัสดุผ่านข้ามล้อด้านบน กระพ้อลำเลียงแบบนี้จะทำงานที่ความเร็วสูงกว่าประเภทที่ปล่อยวัสดุออกอย่างต่อเนื่องเนื่องจากอุปกรณ์นี้จะอา ศัยแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลางเพื่อให้วัสดุถูกปล่อยออกอย่างถูกต้องดังในรูป 30 ความเร็วใช้งานจะเป็นส่วนที่ต้อง ใช้ความระมัดระวังมาก เนื่องจากรูปแบบการปล่อยวัสดุออกที่ถูกต้องจะเป็นฟังก์ชั่นของเส้นผ่าศูนย์กลางล้อด้าน บนกับความเร็วที่พอเหมาะกับการออกแบบของตัวกระพ้อ กระพ้อลำเลียงแบบนี้ส่วนใหญ่จะทำงานที่ช่วงความ เร็วตั้งแต่ 225 ฟุตต่อนาที ถึง 400 ฟุตต่อนาที (69 ถึง 122 เมตรต่อนาที)


รูป 29 ตัวอย่างของกระพ้อลำเลียงแบบปล่อยวัสดุ
ออกด้วยแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลาง


รูป 30 รูปแบบวิถีโค้งของกระพ้อแบบแรงเหวี่ยง
สำหรับช่องว่างที่ต่อเนื่องของตัวกระพ้อมแบบ AC
Head

เนื่องมาจากปฏิกิริยาการตักวัสดุของตัวกระพ้อบริเวณที่ป้อนวัสดุเข้า กระพ้อลำเลียงแบบที่ปล่อยวัสดุออก ด้วยแรงเหวี่ยง จำเป็นต้อง

จำกัดให้วัสดุที่จะขนถ่ายเป็นวัสดุค่อนข้างละเอียดและไหลตัวได้อย่างอิสระ ถ้าป้อน วัสดุก้อนขนาดใหญ่ (มากกว่ 2 นิ้ว หรือ 5.0 มม.) เข้าสู่ส่วนล่างของกระพ้อลำเลียง ในบางครั้งจะเกิดความเสีย หายต่อโซ่หรือตัวกระพ้อได้ค่อนข้างมาก ทำให้ไม่สามารถที่จะขนถ่ายวัสดุก้อนขนาดใหญ่ได้ วิธีการหยาบ ๆที่ได้ ผลในการจำกัดขนาดก้อนวัสดุสำหรับกระพ้อลำเลียงแบบปล่อยวัสดุออกด้วยแรงเหวี่ยงนี้ ก็คือเปรียบเทียบปฏิกิริ ยาการตักวัสดุของตัวกระพ้อกับการตักวัสดุที่จะขนถ่ายโดยใช้คนและพลั่ว วัสดุที่ตักด้วยมือได้ง่ายจะสามารถขน ถ่ายด้วยกระพ้อแบบนี้ได้ผลดี ในขณะที่วัสดุที่ตักด้วยมือได้ยาก ปกติแล้วจะมีผลให้ชุดกระพ้อลำเลียงเกิดเสียหาย ขึ้นได้ ขณะที่มีการจำกัดขนาดก้อนวัสดุใหญ่สุดสำหรับกระพ้อลำเลียงแบบนี้ ในบางครั้งอาจจำเป็นต้องจำกัด ความละเอียดขนาดเล็กสุดของวัสดุด้วยเช่นกัน ควรระมัดระวังเป็นพิเศษในการขนถ่ายวัสดุที่มีความละเอียดน้อย กว่า 200 Mesh เนื่องจากมันจะมีคุณลักษณะเฉพาะเป็นของไหล

กระพ้อลำเลียงแบบปล่อยวัสดุออกด้วยแรงเหวี่ยงแบบมาตรฐานทั่วไป ยังรู้จักกันในชื่อ "Spaced Bucket" โดยทั่วไปจะประกอบ

ด้วย กระพ้อเหล็กหล่อเหนียว (Cast Malleable Iron Buckets) แบบ "A" หรือ "AA" ขนาดระหว่าง 6" x 4" ถึง 20" x 8" (150 x 100 มม. ถึง 500 x 200 มม.) ขนาดที่บอกตัวแรกจะ เป็นความกว้างและตัวที่สองจะเป็นขนาดภาพฉาย โดยทั่วไประยะห่างกระพ้อแต่ละตัวประมาณ 13" ถึง 18" (32 มม. ถึง 46 มม.) ขึ้นอยู่กับขนาดตัวกระพ้อที่ใช้ ตัวกระพ้อเหล่านี้สามารถติดตั้งกับโซ่ได้เกือบทุกชนิด แต่ปัจ จุบันจะนิยมใช้โซ่ประเภทข้อเหล็กกล้าผสม และสำหรับข้อต่อโซ่สั้น ๆ ประเภทงานที่เบากว่า ก็จะใช้โซ่เหล็กกล้า เชื่อม ( Welded Steel Chains)

การเปลี่ยนแปลงของกระพ้อลำเลียง แบบปล่อยวัสดุออกด้วยแรงเหวี่ยงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ก็คือประเภท "โรงโม่ปูนซีเมนต์"

(Cement Mill) นำมาซึ่งอัตราขนถ่ายที่สูงมากขึ้น (25,000 ft3/hr หรือ 700 m3/hr) และทนทานต่อการใช้งานในโรงโม่ปูนซีเมนต์ กระพ้อลำเลียง


รูป 31 ตัวอย่างกระพ้อลำเลียงประเภทโรงโม่ปูนซีเมนต์ (Cement Mill)

ประเภทนี้ได้ถูกพัฒนาขึ้น เพื่อใช้แทนกระพ้อลำเลียงที่มีอัตราขนถ่ายมาก ๆ "Super Capacity" ความเร็วต่ำ แบบต่อเนื่อง ที่ใช้

กับโซ่ 2 เส้น ให้เป็นกระพ้อแบบแรงเหวี่ยง ใช้โซ่เส้นเดียวความเร็วสูง โดยมีต้นทุนเริ่มแรกต่ำ ควรระลึกไว้เสมอว่าความเร็วยิ่งสูง ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาก็จะสูงตามไปด้วย

กระพ้อโรงโม่ปูนซีเมนต์จะใช้กับกระพ้อที่ทำจากเหล็กหล่อเหนียวประเภท "ACS"ซึ่งมีฝาครอบด้านหลัง และติดตั้งอยู่ในซอกของโซ่

ทำให้ระยะห่างระหว่างตัวกระพ้อลดลงเพื่อให้การปล่อยวัสดุออกที่ความเร็วสูงเป็น ไปอย่างเหมาะสมและอัตราขนถ่ายเพิ่มขึ้น ดูรูป 31 กระพ้อแบบนี้จะมีขนาดตั้งแต่ 12" x 8" ไปจนถึง 27" x 10" (300x 200 มม. ถึง 685 x 254 มม.) นอกจากนี้ กระพ้อขนาดใหญ่ขึ้นก็จะใช้กับโซ่ที่มีความกว้างและ ขนาดใหญ่ขึ้นตาม


กระพ้อลำเลียงแบบปล่อยวัสดุออกอย่างต่อเนื่อง (Continuous Discharge Elevator)

กระพ้อลำเลียงแบบปล่อยวัสดุออกอย่างต่อเนื่อง จะประกอบด้วยแถวของตัวกระพ้อที่ติดตั้งอย่างต่อเนื่อง โดยไม่เว้นระยะบนโซ่

หรือสายพาน ดังในรูป 32 วัสดุจะถูกป้อนเข้าไปยังตัวกระพ้อโดยตรงด้วยช่องป้อน (Loading Leg) เป็นการขจัดปฏิกิริยาการขุดที่เกิดขึ้นในกระพ้อแบบแรงเหวี่ยงทิ้งไป และป้อนวัสดุออกโดย แรงโน้มถ่วงผ่านด้านหลังของกระพ้อตัวก่อนหน้านั้นในขณะที่มันผ่านข้ามล้อด้านบน กระพ้อลำเลียงแบบนี้จะทำ งานที่ความเร็วต่ำในช่วง 100 ฟุตต่อนาที ถึง 160 ฟุตต่อนาที (30.5 ถึง 48.8 เมตรต่อนาที) ซึ่งปกติจะถูกกำ หนดโดยระยะพิตของโซ่และเส้นผ่าศูนย์กลางของล้อ


รูป 32 ตัวอย่างกระพ้อลำเลียงแบบปล่อย
วัสดุออกอย่างต่อเนื่อง

กระพ้อแบบต่อเนื่องใช้งานมาตรฐานจะมีกระพ้อต่อเนื่องแบบ "D" หรือ "DH" ทำด้วยเหล็กกล้า Fabricated ติดตั้งกันอย่าง

ต่อเนื่องบนโซ่แนวเดียวหรือแนวคู่ ซึ่งขึ้นอยู่กับความกว้างของตัวกระพ้อ โดยมี ขนาดมาตรฐานตั้งแต่ 8" x 5" ถึง 24" x 8" หรือมากกว่าถ้าต้องการ (20 x 12.7 มม. ถึง 61 x 20 มม.) ตัวกระ พ้อจะติดตั้งอยู่บนโซ่ทะลุด้านหลังของตัวกระพ้อ

กระพ้อลำเลียงแบบต่อเนื่องแบบอื่น ๆ ได้แก่ ประเภท "Super Capacity" ซึ่งจะประกอบด้วยกระพ้อที่ ถูกออกแบบให้ติดตั้งอยู่

ระหว่างโซ่ 2 เส้น ทำให้กระพ้อสามารถยื่นไปทางด้านหลังของเส้นศูนย์กลางโซ่ได้ เป็น การเพิ่มอัตราขนถ่ายให้มากขึ้นและยังสามารถขนถ่ายวัสดุก้อนขนาดใหญ่ขึ้นได้อีกด้วย วัสดุจะถูกป้อนเข้าไปยัง กระพ้อโดยตรงผ่านช่องป้อนวัสดุและจะปล่อยวัสดุออกเหนือกระพ้อตัวก่อนหน้า กระพ้อแบบนี้จะทำงานที่ความ เร็ว 80-120 ฟุตต่อนาที (24-36.5 เมตรต่อนาที) ซึ่งขึ้นอยู่กับระยะพิตของโซ่

กระพ้อลำเลียงแบบต่อเนื่องถูกออกแบบเป็นพิเศษ สำหรับการขนถ่ายวัสดุก้อนขนาดใหญ่ ทั้งยังขนถ่ายวัส ดุละเอียดได้ดีพอ ๆ กับวัสดุ

ก้อน อย่างไรก็ตาม เพื่อความประหยัดควรจำกัดการเลือกเฉพาะวัสดุก้อน หรือวัสดุที่ ไม่สามารถขนถ่ายด้วยแบบแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลางได้

กระพ้อลำเลียงแบบปล่อยวัสดุออกได้อย่างเชื่อถือได้ (Positive Discharge Elevator)

กระพ้อลำเลียงแบบนี้ เป็นแบบผสมผสานกันระหว่างประเภทต่าง ๆ ในส่วนลักษณะเพิ่มเติม โดยมันจะมี ช่องว่างระหว่างตัวกระพ้อ

ตักวัสดุจากส่วนล่างและมันจะติดตั้งอยู่ระหว่างโซ่ 2 แนว ทำงานที่ความเร็วต่ำ 120 ฟุตต่อนาที (36.5 เมตรต่อนาที) และมีลักษณะของมันโดยเฉพาะซึ่งเป็นแบบเพลาข้อต่อพิเศษและล้อเฟืองโซ่อยู่ หลังล้อด้านบน เพื่อให้กระพ้อคว่ำปล่อยวัสดุได้อย่างสมบูรณ์ กระพ้อแบบนี้ปกติจะใช้กับวัสดุเบาอ่อนนุ่มหรือวัสดุ เฉื่อย ซึ่งมีแนวโน้มที่จะยึดติดในกระพ้อประเภทอื่น
Head

ส่วนประกอบของกระพ้อ

ส่วนประกอบของกระพ้อลำเลียงเบื้องต้น จะประกอบด้วย
1.ตัวกระพ้อ (Buckets)
2.สื่อในการลำเลียง (Carrying Medium)
3.ส่วนปลายของกระพ้อลำเลียง (Terminals)
4.ตัวเรือน (Casings)

ตัวกระพ้อ (Elevator Buckets)
จากการทำความเข้าใจกับคุณลักษณะเฉพาะของวัสดุ หรือความสามารถในการไหลตัวของวัสดุ ทำให้ สามารถเลือกตัวกระพ้อได้

การนำกระพ้อไปใช้งานอย่างถูกต้องจะเป็นตัวกำหนดการเลือกตัวกระพ้อเอง จากการ เลือกตัวกระพ้อก่อนจึงจะกำหนดประเภทหรืออกแบบชุดลำเลียงได้ กระพ้อลำเลียงแบบปล่อยวัสดุออกด้วยแรงเหวี่ยงหลาย ๆ ลักษณะ โดยทั่วไปจะใช้ตัวกระพ้อตามในรูป 33 โดยทั่วไปกระพ้อแบบ A จะเป็นรากฐานของกระพ้อลำเลียงแบบปล่อยวัสดุออกด้วยแรงเหวี่ยงรูปแบบของตัว กระพ้ออื่น ๆ จะใช้สำหรับการพิจารณาขั้นพิเศษ ตัวอย่างเช่น กระพ้อแบบ AA ใช้กับวัสดุค่อนข้างคม เมื่อต้อง การป้องกันการใช้ขอบในการตักเป็นกระพ้อแบบ SC และ C ใช้สำหรับการขนถ่ายวัสดุเหนียว ที่มีแนวโน้มจะอัด ตัวแน่นในส่วนล่างของตัวกระพ้อ กระพ้อแบบ AC เดิมนั้นถูกพัฒนาขึ้นใช้ในโรงงานปูนซีเมนต์ ส่วนมากจะใช้ สำหรับวัสดุแข็งละเอียด (Fine Mesh Fluo-solids) เมื่อต้องการขนถ่ายอัตรามาก ๆ หรือสำหรับวัสดุความ คมสูง การไหลตัวอิสระ ตัวกระพ้ออาจจะทำมาจากเหล็กหล่อ เหล็กกล้า Fabricated หรือพลาสติก ได้แก่ ไนล่อนหล่อ หรือ Polypropylene


รูป 33 กระพ้อรูปแบบต่าง ๆ

กระพ้อแบบ AC หรือ ACS ใช้ขอบด้านหน้าสูงสำหรับอัตราขนถ่ายที่มีระดับน้ำสูงสุด จากการเปรียบเทียบ ซึ่งกันและกัน แบบขอบ

หน้าสูงจะให้อัตราขนถ่ายสุงกว่ากระพ้อแบบ AA ทั่วไปประมาณ 25% ดังในรูป 34 เพื่อให้ได้อัตราขนถ่ายมากที่สุดจะทำตัว
กระพ้อให้ใหญ่ขึ้นโดยกว้างถึง 27" (686 มม.) และช่องว่างระหว่างตัว กระพ้อน้อยที่สุด โดยทั่วไประยะช่องว่างของกระพ้อธรรมดาจะถูกกำหนดโดยการปล่อยวัสดุออกอย่างเหมาะสม และถูกจำกัดให้มีช่องว่างอย่างน้อย 18" (457 มม.) สำหรับขนาดภาพฉาย 10" เพื่อให้บรรลุอัตราขนถ่ายเชิง ปริมาตรที่ต้องการ


รูป 34 เปรียบเทียบอัตราขนถ่ายระหว่าง
แบบ AA กับแบบ AC

ดังนั้น สำหรับการขนถ่ายวัสดุจำพวกแร่และคล้ายคลึง การเว้นระยะห่างของตัวกระพ้อแบบปล่อยวัสดุออก ด้วยแรงเหวี่ยงจะมีอิทธิพล

ต่อผลที่จะได้รับเป็นอย่างมากซึ่งมีการใช้งานในอุตสาหกรรมเมล็ดพืชมาเป็นเวลานาน ปัญหาประการหนึ่งในการขนถ่ายวัสดุของสารปนดิบ (Raw Meal) หรือปูนซีเมนต์ ก็คือการที่จะให้ประ สิทธิภาพของตัวกระพ้อบรรลุถึงขั้นสูงสุดในขณะที่ขนถ่ายวัสดุละเอียดมาก ๆ จากประสบการณ์ที่ผ่านมาในการ ถ่ายวัสดุละเอียดมาก ๆ โดยกระพ้อแบบธรรมดา ๆ ประสิทธิภาพของกระพ้อบริเวณที่ป้อนวัสดุเข้าและบริเวณ ปล่อยวัสดุออกจะต่ำมาก เนื่องมาจากอากาศที่ค้างอยู่ภายในตัวกระพ้อ

หลายปีมาแล้วที่อุตสาหกรรมเมล็ดพืชมีการใช้กระพ้อแบบระบายอากาศ สำหรับขนถ่ายแป้งและวัสดุประ เภทเดียวกันเพื่อควบคุม

อากาศที่ค้างอยู่ภายใน ซึ่งเป็นการพยายามแก้ปัญหาเมื่อใช้กระพ้อแบบธรรม (แบบ A) ใน การขนถ่ายวัสดุละเอียดมาก ๆ ต่อมาได้มีการประยุกต์หลักการนี้กับกระพ้อแบบ AC ก็ได้รับผลสำเร็จ การใช้กระพ้อที่มีฝาปิด ติดตั้งอย่างต่อเนื่องในกระพ้อแบบแรงเหวี่ยง ต้องควบคุมความเร็วให้ดี การควบ คุมอยู่ในรูปแบบของการเลือกความเร็วในขณะเริ่มต้นอย่างเหมาะสมค่อนข้างจะผ่านอุปกรณ์เปลี่ยนแปลงความ เร็ว รูปแบบวิถีโค้งของวัสดุที่ถูกปล่อยออกสามารถที่จะคาดการณ์ได้ล่วงหน้าโดยทางคณิตศาสตร์ ซึ่งได้จากพื้น ฐานการวิเคราะห์สำหรับการควบคุมความเร็วที่ดี

กระพ้อลำเลียงแบบปล่อยวัสดุออกอย่างต่อเนื่อง รูป 33 มีหลายประเภท กระพ้อที่มีมุมด้านหน้า 40 องศา เป็นแบบที่นิยมใช้กับ

กระพ้อแนวดิ่ง ช่องว่างระหว่างกระพ้อโดยทั่วไปจะเป็น 2 หรือ 3 เท่าของภาพฉายของกระ พ้อ

ส่วนปลายของกระพ้อลำเลียง (Terminals)

กระพ้อโซ่ทั้งหมดที่แล่นอยู่บนล้อเฟืองโซ่ด้านบนหรือล้อลาก (Traction Wheels) จะใช้ล้อที่ทำจากเหล็ก หล่อ เหล็กรีดเย็น

(Chilled Iron) เหล็กกล้าหล่อ เหล็กกล้า หรือเหล็กเหนียวจะแนะนำให้ใช้ล้อลากเมื่ออัตราส่วน ด้านรับภาระต่อด้านไม่รับภาระพอเหมาะ คือไม่ควรเกิน 1.5 ต่อ 1

ปกติชุดปรับความตึง (Take-ups) จะติดตั้งอยู่ที่เพลาด้านล่าง แต่ก็สามารถที่จะติดตั้งไว้ที่เพลาด้านบน ได้ถ้าต้องการ ชุดปรับอาจ

เป็นแบบสกรูหรือแบบแรงโน้มถ่วงหรือน้ำหนักถ่วงก็ได้ชุดปรับแบบแรงโน้มถ่วงภายใน จะดีกว่า เนื่องจากมันจะยอมให้มีฝุ่นอัดแน่นที่ส่วนล่างได้มากกว่าเมื่ออุณหภูมิเปลี่ยนแปลงไป ควรจะใช้ชุดปรับ ความตึงแบบแรงโน้มถ่วงเสมอ

การเลือกใช้ล้อด้านบนแบบพิเศษจะเป็นปัญหาทางด้านเศรษฐศาสตร์ปัญหาหนึ่ง ล้อแบบเปลี่ยนขอบได้ (Segmental Rim)

มีราคาแพง แต่ก็เหมาะที่จะใช้เมื่อมีการขนถ่ายวัสดุที่มีความคม

การใช้ล้อลาก (Traction Wheels) เป็นล้อด้านบนของกระพ้อลำเลียง จะเพิ่มอายุการใช้งานของทั้งโซ่ และล้อได้อย่างมาก ล้อลาก

สามารถที่จะใช้ได้กับกระพ้อแบบแรงเหวี่ยงได้ทั้งหมด ยกเว้นเมื่อขนถ่ายวัสดุที่มีการ หล่อลื่นตามธรรมชาติ ได้แก่ สารส้ม เพื่อให้ล้อลากทำงานได้ดี ล้อลากจะต้องมีสัมประสิทธิ์ความเสียดทานระ หว่างปลอกโซ่ (Bushings) กับผิวหน้าของล้อสูง ๆ ถ้าใช้ล้อลากอย่างเหมาะสมโดยไม่มีการลื่นไถล จะช่วยขจัด ปฏิกิริยาการขัดถูอย่างรุนแรง (Scrubbing Action) หรือ การเคลื่อนที่เชิงมุมสัมพัทธ์ (Relative Angular Movement) ระหว่างโซ่กับผิวหน้าของล้อ ซึ่งเป็นธรรมดาของการใช้ล้อเฟืองโซ่ร่วมกับโซ่ เนื่องจากความเร็ว ต่ำการใช้ล้อลากกับกระพ้อแบบต่อเนื่องจึงไม่ค่อยมีความสำคัญนัก เมื่อใช้จะต้องเลือกประเภทอย่างรอบคอบ เพื่อ ขจัดการเกิดการลื่นไถล เมื่อใช้ล้อลากเป็นล้อด้านล่างการขบเกี่ยวกันระหว่างล้อกับเฟืองมีแนวโน้มที่จะหลวม มีผล ให้แนวแล่นของโซ่และกระพ้อผ่านช่วงการป้อนวัสดุไม่ดี ล้อเฟืองโซ่ส่วนใหญ่จะนิยมใช้เป็นล้อด้านล่าง

Pulleys ถูกใช้กับสายพาน ล้อสายพานกระพ้ออาจทำจากเหล็กหล่อหรือเหล็กกล้าเชื่อม ที่มีผิวหน้าเป็น แบบ Norminal Crown

สำหรับการฉุดสายพานการเลือกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางล้อสายพานจะยึดเอาจำนวนชั้น ผ้าใบในสายพานเป็นหลัก ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางล้อสายพานจะต้องใหญ่พอที่จะหลีกเลี่ยงการเกิดการดัดโค้งและ ความเค้นที่ชั้นผ้าใบชั้นนอกมากเกินไป เพื่อให้อายุใช้งานของสายพานเหมาะสม

เมื่อต้องการใช้ยาง Vulcanized หรือผ้าแบบกันการลื่นไถล ล้อสายพานจะต้องหุ้มด้วยสายพานยาง สาย พานผ้าแบบไม่กันลื่นไถล

จะเป็นผ้าบาง ๆ กันน้ำได้ด้วยการเคลือบตะข่ายหินละเอียดที่จะไม่ทำให้แผ่นยางชั้นนอก ของสายพานเสียหายได้และช่วยให้การหุ้มกันลื่นไถลมีราคาต่ำ

การหุ้มล้อสายพานจะช่วยให้สัมประสิทธิ์ความเสียดทานระหว่างสายพานกับล้อสายพานสูงขึ้น ทำให้แรง ในการขับมากขึ้น โดย

เฉพาะ กับการใช้งานในที่เปียก การหุ้มด้วยยางจะช่วยลดการกระแทกของกระพ้อต่อล้อสาย พานได้ แหวนยางรองระหว่างกระพ้อและสายพานช่วยลดการกระแทกได้เช่นกัน

ชุดขับสำหรับกระพ้อลำเลียงอาจใช้มอเตอร์ประเภทที่มีชุดลดความเร็ว (Reducer) ที่มีโซ่ขับไปยังเพลา หลัก หรืออาจใช้ชุดลด

ความเร็วประเภทที่ติดตั้งอยู่กับเพลาโดยตรงควรมีชุดBackstopใช้งานร่วมอยู่ในระบบ ขับในกรณีที่ชุดกำลังขับเกิดบกพร่อง
Head


ตัวเรือน (Casings)

ตัวเรือนกระพ้อลำเลียงจะประกอบไปด้วยส่วนบน ส่วนกลาง และส่วนล่าง ปกติตัวเรือนจะสร้างขึ้นจากแผ่น เหล็กกล้า และเชื่อมต่อเข้า

ด้วยกันที่มุมหัวต่อ (Corner Angles) ตัวเรือนส่วนล่างปกติแล้วจะมีความสำคัญมาก กว่าส่วนกลางและส่วนบน กระพ้อลำเลียงเป็นแบบตั้งอิสระ แต่จะต้องมีเครื่องค้ำด้านข้างของโครงสร้างกันกระ แสลม ซึ่งปกติจะอยู่ในช่วง 20-30 ฟุต (6.1-9.1 เมตร) จากการที่ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษามีความผันแปรตลอดเวลา จึงควรเอาใจใส่ในการออกแบบตัวเรือนจาก แง่คิดของวิธีการเข้าไปยังเครื่องจักรกลของกระพ้อ โดยทั่วไปทางเข้านี้ต้องใช้เหตุผล 2 ข้อ ได้แก่

1.ทางเข้าสำหรับการบำรุงรักษาเครื่องจักรเป็นประจำ
2.ทางเข้าสำหรับทำความสะอาดวัสดุออกจากกระพ้อ

วิธีเข้าไปยังเครื่องจักรสามารถทำได้ 2 ทาง ส่วนแยกด้านบนสุดจะมีน้ำหนักเบาช่วยให้สามารถเข้าไปยัง เพลาด้านบนได้ดีที่สุด เช่น

เดียวกับโซ่และกระพ้อ การบำรุงรักษาเป็นประจำของโซ่และตัวกระพ้อ ทำได้โดยผ่าน ประตูทางเข้าขนาดใหญ่ที่เปิดได้เร็ว ซึ่งอยู่ในส่วนกลางของกระ-พ้อลำเลียงใกล้กับระดับที่ทำงานได้สะดวก ใน กรณีที่ใช้ชุดปรับความตึงแบบแรงโน้มถ่วงภายในมีความจำเป็นต้องมีทางเข้าสำหรับถอดชุดปรับความตึงนี้ได้ ในบางครั้งจะมีความจำเป็นต้องทำความสะอาดส่วนล่างของชุดกระพ้อลำเลียงและควรจัดทางเข้าไว้ให้ ง่ายและสะดวกต่อการทำความสะอาดนี้ ทางเข้าอาจทำเป็นแบบประตูที่เปิดได้เร็ว มีขนาดใหญ่พอให้คนงานเข้า ไปทำงานได้อย่างสะดวก

ความเร็วกระพ้อลำเลียง

งานในยุคแรก ๆ ของ Hetzel แสดงให้เห็นว่า กระพ้อลำเลียงวัสดุเมล็ดพืชจะทำงานได้ผลดีมาก ก็ต่อเมื่อ แรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลาง

มีขนาด เท่ากับประมาณ 2 ใน 3 ของแรง Gravitation ซึ่งจะช่วยให้มีเวคเตอร์ความ เร็วเริ่มแรกออกจากตัวกระพ้อที่ประมาณ 45o จากแนวนอน ดูรูป 35


รูป 35 ตัวอย่างรูปแบบการปล่อยวัสดุออก สำหรับกระพ้อลำเลียงแบบแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลาง

หากแรงเหวี่ยงหนีศูนย์ ถูกทำให้เท่ากับ 2 ใน 3 ของแรง Gravitational W แล้วสูตรความ เร็วที่ใช้สำหรับ
กระพ้อแบบแรงเหวี่ยงจึงเป็น

=

w


เมื่อ
W = มวลของวัสดุในตัวกระพ้อ
v = ความเร็วในทิศทางของเส้นสัมผัสวงกลม (Tangential Velocity),ฟุตต่อวินาที
R = เส้นรัศมีถึงจุดศูนย์กลางของวัสดุในกระพ้อ, ฟุต
g = อัตราเร่งของความโน้มถ่วง, ฟุตต่อวินาทียกกำลังสอง


เนื่องจาก v = เมื่อ N = ความเร็วเพลาต้น, rpm.

ดังนั้น 2gR = 3 หรือ N2 = 1960/R และ N = 44.3/

สำหรับการใช้งานทั่ว ๆ ไป เส้นรัศมี R อาจประมาณได้จากจุดศูนย์ถ่วงของกระพ้อ เนื่องจากจุดศูนย์ กลางของวัสดุในตัวกระพ้อ

ค่อนข้างที่จะเปลี่ยนแปลงไปเมื่อกระพ้อมแล่นข้ามล้อด้านบน

แนวทางการใช้งานสำหรับความเร็วกระพ้อในอุตสาหกรรมได้แสดงไว้ในตาราง Material-hd- 9 ความเร็วเหล่านี้ จะให้แรงตัก

วัสดุต่ำสุดในส่วนล่างและลดการแตกของวัสดุเปราะ

มีการโน้มน้าวที่จะเพิ่มความเร็วเพื่อให้อัตราขนถ่ายเพิ่มขึ้น โดยเพิ่มค่าใช้จ่ายเพียงเล็กน้อย อย่างไรก็ตามเมื่อ ความเร็วสูงขึ้นนั้น จะทำ

ให้การเริ่มปล่อยวัสดุด้วยแรงเหวี่ยงเกิดขึ้นก่อนที่ตัวกระพ้อจะขึ้นไปถึงจุดบนสุดของล้อ ขับและอาจทำให้เกิดการหกกระจายค่อนข้างมาก มหา-วิทยาลัย Newcastle (NSW) ในออสเตรเลีย และมหา วิทยาลัย Twente ในเนเธอร์แลนด์ได้ทำการวิเคราะห์และวิจัยกรณีนี้ในห้องทดลองอย่างกว้างขวางและต่อเนื่อง จากรูป 35 แรงที่กระทำต่อวัสดุภายในตัวกระพ้อจะเป็นแรงโน้มถ่วง (mg) และแรงเหวี่ยงหนีศูนย์ (F = mv2 /R) ได้เป็นแรงรวม (FR) แรงรวม (FR) นี้จะเปลี่ยนขนาดและทิศทางไปเมื่อมันเคลื่อนไปรอบ ๆ เส้นทาง โค้ง และถูกต่อต้านโดยแรงขนาดเท่ากันที่กระทำต่อวัสดุโดยตัวกระพ้อ

Material-hd- 9 ตารางความเร็วแนะนำสำหรับกระพ้อแบบแรงเหวี่ยง

เส้นผ่าศูนย์กลางล้อสายพาน ด้านบน (นิ้ว)
(1)
วัสดุก้อนธรรมดา ความเร็ว FPM.
(2)
วัสดุที่ไหลตัวอิสระได้แก่ วัสดุเม็ดเล็ก ๆ ความเร็ว FPM.
24
250
330
30
300
360
36
325
390
42
350
425
48
375
460
54
400
490
60
425
520
66
450
540
72
475
570

เมื่อขนถ่ายวัสดุเบาและฟู ให้ใช้ค่าที่ให้มาใต้คอลัมน์ (1) แต่จะต้องลดค่าลง 15-20% กระพ้อที่ขนถ่ายวัสดุเมล็ดพืช โดยปกติจะมี

ความ เร็วสูงกว่าค่าที่ระบุไว้ในตาราง Material-hd- 9 สำหรับกระพ้อแบบปล่อยวัสดุอย่างต่อเนื่อง ช่วงความเร็วทั่วไปจะอยู่ระหว่าง 100 ถึง 200 fpm (30.5 - 61 m/min)

เมื่อพิจารณาถึง วิถีโค้งเริ่มแรก ของการปล่อยวัสดุของอนุภาคออกจากตัวกระพ้อจำเป็นที่อนุภาคจะต้อง ปลิวอย่างอิสระไปตามเส้น

ทางหนึ่ง ซึ่งไม่ไปขัดขวางเส้นทางที่ตามมาโดยขอบด้านนอกของตัวกระพ้อ ดังแสดง ในรูป 36


รูป 36 การปล่อยอนุภาควัสดุที่กระพ้อความเร็วสูง


มหาวิทยาลัย Newcastle ได้ดำเนินการทดลอง โดยใช้ชุดกระพ้อทดลองแบบชั่วคราวมีล้อสายพานขนาด เส้นผ่าศูนย์กลาง 500

mm. และระยะห่างจุดศูนย์กลางล้อสายพาน 2,500 mm.เดินเครื่องที่ความเร็ว 84rpm. ให้ความเร็วกระพ้อเหล็กกล้า (จุดศูนย์ถ่วง) 615 fpm. ใช้ลูกปัดพลาสติกเป็นวัสดุขนถ่าย มีมุมเสียดทานลื่นไถลของลูกปัดบนเหล็กเป็น 34o ในขณะที่มุมความเสียด ทานภายในเป็น 47o ใช้กล้องภาพยนตร์ความเร็วสูงบันทึกรูปแบบการปล่อยวัสดุได้ดังในรูป 37


รูป 37 ขั้นตอนการดำเนินการปล่อยวัสดุออกของกระพ้อลำเลียง

การเคลื่อนตัวของอนุภาคจะเริ่มขึ้นที่จุด A วัสดุจะเคลื่อนตัวออกจากผิวด้านในของตัวกระพ้อจะเห็นส่วน โค้งนูนเล็กน้อยบนผิวหน้า

ด้านบนของวัสดุ การเคลื่อนตัวนี้อาจเกิดขึ้นจากการรวมตัวกันของวัสดุ เครื่องแสดงถึง การเคลื่อนตัวของวัสดุส่วนใหญ่จะเริ่มขึ้นที่จุด B ซึ่งเป็นจุดที่วัสดุเริ่มถูกปล่อยออกจากตัวกระพ้อ เมื่อวัสดุถูก ปล่อยออกจากตัวกระพ้อ การเปลี่ยนรูปร่างของชั้นวัสดุจะยังเห็นได้ชัดเจน แสดงให้เห็นว่าวัสดุไหลจากด้านใน ของตัวกระพ้อด้วยการเลื่อนข้ามตัววัสดุเอง

รูปแบบการปล่อยวัสดุนี้ไม่สอดคล้องกับข้อสมมติขั้นพื้นฐานของทฤษฎีอนุภาคเดี่ยวแบบง่าย และได้พัฒนา ขึ้นโดยมหาวิทยาลัย

Newcastle ที่ว่า วัสดุจะเลื่อนไถลไปตามผิวหน้าด้านนอกของตัวกระพ้อ

การเลื่อนไถลของอนุภาคชั้นบนสุดไปบนวัสดุที่เหลืออยู่จะตรงกับตัวกระพ้อมที่อยู่ในมุม 90o แต่ความเสียด ทานจะมีผลให้อนุภาค

เลื่อนไถลไปบนอนุภาคซึ่งกันและกัน อย่างไรก็ตาม เมื่อความเสียดทานบนตัวกระพ้อ (f = 34o) น้อยกว่าความเสียดทานระหว่าง ตัวอนุภาค (f = 47o) การเลื่อนไถลจะเกิดขึ้นบนผิวหน้าชั้นบนเนื่อง จาก "มุมประสิทธิภาพตัวกระพ้อ" (Effective Bucket Angle) 90o มากกว่ามุมของตัวกระพ้อเอง

ผิวของวัสดุก่อนหน้าที่จะถูกปล่อยออกเป็นรูปโค้งนูน ซึ่งชวนให้นึกถึงวิธีใดวิธีหนึ่งที่ปลายของกระพ้อจะจำ กัดการเลื่อนไถล ตัวของ

อนุภาค หลังจากที่วัสดุเริ่มถูกปล่อยออกการไหลของชั้นวัสดุข้ามปลายกระพ้อมจะขัดขวาง การเลื่อนไถลตัวไปตามผิวของกระพ้อ การเลื่อนไถลตัวของวัสดุไปตามผิวหน้าด้านนอกของตัวกระพ้อจะยังไม่ เริ่มขึ้น จนกว่าตัวกระพ้อจะผ่านตำแหน่งจุดศูนย์ตายบน (Top Dead Center Position) ดังแสดงไว้ที่จุด C ในรูป 37

การพิจารณาว่า การเลื่อนไถลเกิดขึ้นที่จุด C ก็เนื่องจากการที่เราสามารถเห็นว่าตำแหน่งของชั้นวัสดุเปลี่ยน แปลง ซึ่งเกี่ยวข้องกับผิว

ด้านนอกของตัวกระพ้อ ทำให้วัสดุเริ่มที่จะถูกปล่อยออกจากตัวกระพ้อโดยการเลื่อนไถล ไปตามผิวด้านนอกของตัวกระพ้อ การเคลื่อนตัวนี้ยังสอดคล้องกับการเปลี่ยนรูปของชั้นระนาบแรกเริ่มของวัสดุไป เป็นชั้นรูปโค้ง จากจุดนี้จะอยู่ในสภาวะที่มุมของกระพ้อมีผลให้วัสดุถูกปล่อยออก ถ้ามุมของกระพ้อมลดลงจาก 45o เป็น 30o โดยกระพ้อทั้งคู่แล่นด้วยความเร็วที่เท่ากัน จะเห็นได้ชัดเจนว่าชั้นของวัสดุโค้งตัวในทิศทางตรง กันข้ามและเกิดขึ้นที่ตำแหน่งกระพ้อหลังกว่ากันมาก ซึ่งแสดงว่ามีการเลื่อนไถลตัวของวัสดุไปตามผิวนอกของตัว กระพ้อน้อยมาก การลดมุมกระพ้อลงมีผลให้ปริมาตรของวัสดุที่ถูกปล่อยออกจากตัวกระพ้อลดลง การลดความ เร็วของกระพ้อมจะมีผลในทำนองเดียวกัน แต่น้อยกว่าเล็กน้อย ถ้ามุมกระพ้อหรือความเร็วน้อยเกินไป การปล่อย วัสดุออกจะไม่สมบูรณ์ ทำให้วัสดุหกหล่นลงไปยังชุดกระพ้อ

Head





G. PRECISION ENGINEERING LTD.,PART.

26/27 MOO.9 BYPASS ROAD , TUMBOL NAPA
AMPHUR MUANG ,CHONBURI 20000 THAILAND.
TEL :038-441-348 , 087-9182311 , 081-6446767
FAX : 038-441-349
Website : http://www.Gprecision.net

E-mail : info@gprecision.net