![]() ![]() ![]() |
| การลำเลียงขึ้นที่สูง. |
|
|||||||
|
อุปกรณ์ลำเลียงขึ้นที่สูง Elevating Conveyors |
|
อุปกรณ์ลำเลียงมาตรฐานส่วนใหญ่ จะมีขีดจำกัดด้านสมรรถนะสำหรับการลำเลียงวัสดุแข็งปริมาณมวลขึ้น ที่สูงความชันมากกว่า 20o |
||
| ตามที่การวางผังโรงงานและการพิจารณาอื่น
ๆ มักจะต้องการให้วัสดุจำนวนมาก ๆ เคลื่อนตัวขึ้นที่สูง ภายในขอบเขตในแนวนอน
ระยะ ค่อนข้างสั้น จึงได้มีการพัฒนาอุปกรณ์ประเภทพิเศษขึ้นสำ หรับวัตถุประสงค์นี้อุปกรณ์นี้มักเรียกว่า "Elevators" หรือ"Conveyor /elevator"ส่วนใหญ่จะเป็นกระพ้อ ลำเลียง (Bucket Elevators) และ Pivoted Bucket Carriers ในเวลาไม่กี่ปีมานี้ได้มีการ เริ่มนำสายพาน ยางชนิดพิเศษมาใช้งานสำหรับการทำงานประเภทนี้ |
||
|
ในบางโอกาสอุปกรณ์ลำเลียงขึ้นที่สูงแบบสั่นวนก้นหอยจะถูกใช้สำหรับขนถ่ายวัสดุเปราะร่วนขึ้นที่สูงประ มาณ20ฟุตการเคลื่อนที่ |
||
| ด้วยความสั่นสะเทือนจะถูกประยุกต์ใช้กับทางลาดก้นหอยบังคับให้วัสดุเคลื่อนตัวขึ้นทาง ลาดอย่างช้า ๆ แต่เนื่องจากอุปกรณ์ประเภทนี้ไม่ค่อยจะมีใช้งาน จึงจะไม่ขอกล่าวในบทนี้อีกเช่นกัน ถึงแม้ว่า กว้านยก Skip Hoist จะไม่ใช่อุปกรณ์ลำเลียงแบบต่อเนื่องก็ตาม แต่มันมักจะถูกใช้ในโรงงานสำ หรับเคลื่อนวัสดุขึ้นในแนวดิ่งระยะสูง ๆ | ||
|
กระพ้อลำเลียง (Bucket Elevators) |
|
สมาคมผู้ผลิตอุปกรณ์ลำเลียงได้นิยามกระพ้อลำเลียงไว้ดังนี้ "อุปกรณ์ลำเลียงสำหรับนำพาวัสดุปริมาณมวล ในแนวดิ่งหรือเส้นทาง |
||
| ลาดชัน ซึ่งประกอบด้วย สายพาน, โซ่ หรือ ต่อชนปลายทั้ง 2 เข้าด้วยกันโดยมีชุดกระพ้อ ประกอบอยู่, กลไกที่จำเป็นบริเวณปลายด้านบนสุดและฝาครอบ และโครงหรือเรือนรองรับ | ||
|
สายพานหรือโซ่จะทำงานในทิศทางเดียว ดังนั้นจากคำนิยามข้างต้นจึงไม่รวม Skip Hoist และ Freight Elevators เข้าไว้ด้วย |
||
| พร้อมกับจะขอกล่าวเฉพาะอุปกรณ์ลำเลียงในแนวดิ่งเท่านั้น อุปกรณ์ลำเลียงขึ้นทางชัน จะมีใช้งานอยู่อย่างจำกัด ตามปกติแล้วการขนถ่ายแนวนอน ยกขึ้นแล้วจึงถ่ายเทค่อนข้างจะประหยัดมากกว่ากระ พ้อลำเลียงขึ้นทางลาดชัน | ||
|
กระพ้อลำเลียงนี้กล่าวได้ว่าเป็นรูปแบบของอุปกรณ์ลำเลียงที่เก่าแก่ที่สุด โดยมีประวัติมาตั้งแต่สมัยบาบิโลน ที่มีการใช้ตะกร้าหวายซึ่ง |
||
| บุด้วยยางสนและยึดเข้ากับเชือก ทำงานอยู่บนลูกรอกไม้ที่ใช้ทาสหมุน เพื่อวิดน้ำขึ้นไป ยังท่อชลประทาน ไม่แปลกเลยที่กระพ้อลำเลียงจะมีความสำคัญที่สุดในอดีต เพราะในปัจจุบันวิศวกรและนักออก แบบต่างก็ตระหนักดีว่ากระพ้อลำเลียงที่ออกแบบมาดี และนำมาประยุกต์ใช้งานอย่างเหมาะสมมักจะมีข้อดีเหนือ กว่าการขนถ่ายวัสดุปริมาณมวลขึ้นที่สูงวิธีอื่น กระพ้อลำเลียงแนวดิ่งจะประหยัดพื้นที่มากทำให้การวางผังเครื่อง จักรยืดหยุ่นได้พร้อมกับมีต้นทุนงบประมาณเริ่มแรกต่ำที่สุด ซึ่งเป็นข้อดีที่สำคัญที่สุด | ||
|
ในขณะที่กระพ้อลำเลียงมีข้อดีมากมายแต่ก็ไม่ค่อยนิยมใช้กันเนื่องจากค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาสูงและ ความเชื่อถือได้ต่ำ ถ้านำ |
||
| กระพ้อ ลำเลียงมาใช้งานอย่างถูกต้อง ความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจก็จะเท่าเทียมกับเครื่องจักร อื่น ๆ ในโรงงานที่มีการดำเนินการสมัยใหม่ ไม่เป็นการยากที่จะทำความเข้าใจว่าทำไมบางครั้ง กระพ้อลำเลียง ถูกมองว่าเป็นสิ่งเลวร้ายที่สำคัญในระบบขนถ่ายวัสดุสิ่งตีพิมพ์หรือหนังสือเกี่ยวกับข้อกำหนดใช้งานของกระพ้อ ลำเลียงนอกเหนือจากแคตาล้อคของผู้ผลิตมีน้อยมาก การใช้งานอุปกรณ์ลำเลียงขึ้นที่สูงในปัจจุบันส่วนใหญ่ถูกนำ ออกมาแสดงเมื่อต้นศตวรรษ โดยนาย Hetzel ได้มีการปรับปรุงเทคนิคการผลิตส่วนประกอบของอุปกรณ์ลำ เลียงขึ้นที่สูงมากมาย การเลือกใช้วัสดุให้ดีขึ้นที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดสามารถนำมาปรับปรุงกระพ้อลำเลียงในปัจจุ บันได้ | ||
|
ผู้ผลิตอุปกรณ์ลำเลียงขึ้นที่สูงจะมีอุปกรณ์มาตรฐาน และจัดเป็นชุดไว้สำหรับอัตราขนถ่ายความเร็ว กระพ้อ และส่วนประกอบอื่น ๆ |
||
| ทั้งหมดตามอัตราที่กำหนดให้ เพื่อให้สามารถเลือกอุปกรณ์สำหรับวัสดุปริมาณมวลถัว เฉลี่ยได้อย่างเหมาะสม | ||
|
วัสดุปริมาณมวลถัวเฉลี่ยสำหรับกระพ้อลำเลียงจะมีคุณลักษณะเฉพาะดังนี้ |
|
ตัวอย่างวัสดุปริมาณมวลถัวเฉลี่ยจะรวมหินปูนบดขนาดไม่เกิน 1.5"ทรายโรงหล่อ,หินฟอสเฟต,ถ่านหิน, ถ่านโค้ก, เศษก้อนปูน |
||
| ซีเมนต์บด, วัตถุดิบอื่น ๆ และปูนซีเมนต์สำเร็จ วัสดุที่ไหลตัวได้ไม่ถัวเฉลี่ยจะรวมวัสดุซึ่งปราศจากน้ำ และหินบดขั้นต้นที่มีขนาดใหญ่กว่า 4" วัสดุไม่ถัว เฉลี่ยอาจจะขนถ่ายขึ้นในแนวดิ่งได้เช่นกัน แต่จะต้องมีการพิจารณาเป็นพิเศษ เช่น วัสดุที่ใช้สร้างอุปกรณ์ความ เร็วและการออกแบบกระพ้อ | ||
|
ความไหลช้า
(Sluggishness) - วัสดุบางประเภทอาจต้องการลักษณะพิเศษ
ได้แก่มีรู (Bucket Holes) หรือกระพ้อที่มีรูปร่าง |
|
กระพ้อลำเลียงสามารถที่จะใช้โซ่หรือสายพานเป็นตัวนำพาไปได้ ข้อดีหลักของสายพานกระพ้อลำเลียง
ที่ดีกว่ากระพ้อแบบโซ่ มีดังนี้ |
|
เพื่อเป็นการช่วยให้เข้าใจได้ดีที่สุด ซึ่งทำให้การออกแบบ และการใช้งานของกระพ้อลำเลียงประสบผลสำ เร็จ ดังนั้น จึงต้องทำ |
||
| ความเข้าใจหลักเบื้องต้นของอุปกรณ์ลำเลียงขึ้นที่สูงโดยทั่วไปกระพ้อลำเลียงจะแบ่งออกเป็น 3 ประเภทพื้น ๆ คือ : | ||
|
1.แบบปล่อยวัสดุออกด้วยแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลาง
(Centrifugal Discharge) |
|
ชื่อเหล่านี้เรียกตามเส้นทางขนถ่ายและเส้นทางปล่อยวัสดุออก (รูป 6.1) |
![]() |
|
รูป
28 กระพ้อลำเลียงประเภทต่าง ๆ
|
|
กระพ้อลำเลียงแบบปล่อยวัสดุออกด้วยแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลาง (Centrifugal Discharge Elevator) |
|
กระพ้อลำเลียงแบบปล่อยวัสดุออกด้วยแรงเหวี่ยงจะประกอบไปด้วย ตัวกระพ้อที่ติดตั้งอยู่บนโซ่หรือสาย พาน โดยเว้นระยะช่องว่าง |
||
| ไว้ดังในรูป 29 วัสดุจะถูกป้อนเข้าไปยังส่วนล่างของอุปกรณ์และถูกกระพ้อตักขึ้นใน ขณะที่วัสดุอยู่บริเวณรอบ ๆ ล้อด้านล่าง และจะถูกปล่อยออกด้วยแรงเหวี่ยงหนีศูนย์เมื่อวัสดุผ่านข้ามล้อด้านบน กระพ้อลำเลียงแบบนี้จะทำงานที่ความเร็วสูงกว่าประเภทที่ปล่อยวัสดุออกอย่างต่อเนื่องเนื่องจากอุปกรณ์นี้จะอา ศัยแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลางเพื่อให้วัสดุถูกปล่อยออกอย่างถูกต้องดังในรูป 30 ความเร็วใช้งานจะเป็นส่วนที่ต้อง ใช้ความระมัดระวังมาก เนื่องจากรูปแบบการปล่อยวัสดุออกที่ถูกต้องจะเป็นฟังก์ชั่นของเส้นผ่าศูนย์กลางล้อด้าน บนกับความเร็วที่พอเหมาะกับการออกแบบของตัวกระพ้อ กระพ้อลำเลียงแบบนี้ส่วนใหญ่จะทำงานที่ช่วงความ เร็วตั้งแต่ 225 ฟุตต่อนาที ถึง 400 ฟุตต่อนาที (69 ถึง 122 เมตรต่อนาที) | ||
![]() |
|
รูป
29 ตัวอย่างของกระพ้อลำเลียงแบบปล่อยวัสดุ
ออกด้วยแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลาง |
![]() |
|
รูป
30 รูปแบบวิถีโค้งของกระพ้อแบบแรงเหวี่ยง
สำหรับช่องว่างที่ต่อเนื่องของตัวกระพ้อมแบบ AC |
|
เนื่องมาจากปฏิกิริยาการตักวัสดุของตัวกระพ้อบริเวณที่ป้อนวัสดุเข้า กระพ้อลำเลียงแบบที่ปล่อยวัสดุออก ด้วยแรงเหวี่ยง จำเป็นต้อง |
||
| จำกัดให้วัสดุที่จะขนถ่ายเป็นวัสดุค่อนข้างละเอียดและไหลตัวได้อย่างอิสระ ถ้าป้อน วัสดุก้อนขนาดใหญ่ (มากกว่ 2 นิ้ว หรือ 5.0 มม.) เข้าสู่ส่วนล่างของกระพ้อลำเลียง ในบางครั้งจะเกิดความเสีย หายต่อโซ่หรือตัวกระพ้อได้ค่อนข้างมาก ทำให้ไม่สามารถที่จะขนถ่ายวัสดุก้อนขนาดใหญ่ได้ วิธีการหยาบ ๆที่ได้ ผลในการจำกัดขนาดก้อนวัสดุสำหรับกระพ้อลำเลียงแบบปล่อยวัสดุออกด้วยแรงเหวี่ยงนี้ ก็คือเปรียบเทียบปฏิกิริ ยาการตักวัสดุของตัวกระพ้อกับการตักวัสดุที่จะขนถ่ายโดยใช้คนและพลั่ว วัสดุที่ตักด้วยมือได้ง่ายจะสามารถขน ถ่ายด้วยกระพ้อแบบนี้ได้ผลดี ในขณะที่วัสดุที่ตักด้วยมือได้ยาก ปกติแล้วจะมีผลให้ชุดกระพ้อลำเลียงเกิดเสียหาย ขึ้นได้ ขณะที่มีการจำกัดขนาดก้อนวัสดุใหญ่สุดสำหรับกระพ้อลำเลียงแบบนี้ ในบางครั้งอาจจำเป็นต้องจำกัด ความละเอียดขนาดเล็กสุดของวัสดุด้วยเช่นกัน ควรระมัดระวังเป็นพิเศษในการขนถ่ายวัสดุที่มีความละเอียดน้อย กว่า 200 Mesh เนื่องจากมันจะมีคุณลักษณะเฉพาะเป็นของไหล | ||
|
กระพ้อลำเลียงแบบปล่อยวัสดุออกด้วยแรงเหวี่ยงแบบมาตรฐานทั่วไป ยังรู้จักกันในชื่อ "Spaced Bucket" โดยทั่วไปจะประกอบ |
||
| ด้วย กระพ้อเหล็กหล่อเหนียว (Cast Malleable Iron Buckets) แบบ "A" หรือ "AA" ขนาดระหว่าง 6" x 4" ถึง 20" x 8" (150 x 100 มม. ถึง 500 x 200 มม.) ขนาดที่บอกตัวแรกจะ เป็นความกว้างและตัวที่สองจะเป็นขนาดภาพฉาย โดยทั่วไประยะห่างกระพ้อแต่ละตัวประมาณ 13" ถึง 18" (32 มม. ถึง 46 มม.) ขึ้นอยู่กับขนาดตัวกระพ้อที่ใช้ ตัวกระพ้อเหล่านี้สามารถติดตั้งกับโซ่ได้เกือบทุกชนิด แต่ปัจ จุบันจะนิยมใช้โซ่ประเภทข้อเหล็กกล้าผสม และสำหรับข้อต่อโซ่สั้น ๆ ประเภทงานที่เบากว่า ก็จะใช้โซ่เหล็กกล้า เชื่อม ( Welded Steel Chains) | ||
|
การเปลี่ยนแปลงของกระพ้อลำเลียง แบบปล่อยวัสดุออกด้วยแรงเหวี่ยงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ก็คือประเภท "โรงโม่ปูนซีเมนต์" |
||
| (Cement Mill) นำมาซึ่งอัตราขนถ่ายที่สูงมากขึ้น (25,000 ft3/hr หรือ 700 m3/hr) และทนทานต่อการใช้งานในโรงโม่ปูนซีเมนต์ กระพ้อลำเลียง | ||
![]() |
|
รูป
31 ตัวอย่างกระพ้อลำเลียงประเภทโรงโม่ปูนซีเมนต์ (Cement Mill)
|
|
ประเภทนี้ได้ถูกพัฒนาขึ้น เพื่อใช้แทนกระพ้อลำเลียงที่มีอัตราขนถ่ายมาก ๆ "Super Capacity" ความเร็วต่ำ แบบต่อเนื่อง ที่ใช้ |
||
| กับโซ่ 2 เส้น ให้เป็นกระพ้อแบบแรงเหวี่ยง ใช้โซ่เส้นเดียวความเร็วสูง โดยมีต้นทุนเริ่มแรกต่ำ ควรระลึกไว้เสมอว่าความเร็วยิ่งสูง ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาก็จะสูงตามไปด้วย | ||
|
กระพ้อโรงโม่ปูนซีเมนต์จะใช้กับกระพ้อที่ทำจากเหล็กหล่อเหนียวประเภท "ACS"ซึ่งมีฝาครอบด้านหลัง และติดตั้งอยู่ในซอกของโซ่ |
||
| ทำให้ระยะห่างระหว่างตัวกระพ้อลดลงเพื่อให้การปล่อยวัสดุออกที่ความเร็วสูงเป็น ไปอย่างเหมาะสมและอัตราขนถ่ายเพิ่มขึ้น ดูรูป 31 กระพ้อแบบนี้จะมีขนาดตั้งแต่ 12" x 8" ไปจนถึง 27" x 10" (300x 200 มม. ถึง 685 x 254 มม.) นอกจากนี้ กระพ้อขนาดใหญ่ขึ้นก็จะใช้กับโซ่ที่มีความกว้างและ ขนาดใหญ่ขึ้นตาม | ||
|
กระพ้อลำเลียงแบบปล่อยวัสดุออกอย่างต่อเนื่อง (Continuous Discharge Elevator) |
|
กระพ้อลำเลียงแบบปล่อยวัสดุออกอย่างต่อเนื่อง จะประกอบด้วยแถวของตัวกระพ้อที่ติดตั้งอย่างต่อเนื่อง โดยไม่เว้นระยะบนโซ่ |
||
| หรือสายพาน ดังในรูป 32 วัสดุจะถูกป้อนเข้าไปยังตัวกระพ้อโดยตรงด้วยช่องป้อน (Loading Leg) เป็นการขจัดปฏิกิริยาการขุดที่เกิดขึ้นในกระพ้อแบบแรงเหวี่ยงทิ้งไป และป้อนวัสดุออกโดย แรงโน้มถ่วงผ่านด้านหลังของกระพ้อตัวก่อนหน้านั้นในขณะที่มันผ่านข้ามล้อด้านบน กระพ้อลำเลียงแบบนี้จะทำ งานที่ความเร็วต่ำในช่วง 100 ฟุตต่อนาที ถึง 160 ฟุตต่อนาที (30.5 ถึง 48.8 เมตรต่อนาที) ซึ่งปกติจะถูกกำ หนดโดยระยะพิตของโซ่และเส้นผ่าศูนย์กลางของล้อ | ||
![]() |
|
รูป
32 ตัวอย่างกระพ้อลำเลียงแบบปล่อย
วัสดุออกอย่างต่อเนื่อง |
|
กระพ้อแบบต่อเนื่องใช้งานมาตรฐานจะมีกระพ้อต่อเนื่องแบบ "D" หรือ "DH" ทำด้วยเหล็กกล้า Fabricated ติดตั้งกันอย่าง |
||
| ต่อเนื่องบนโซ่แนวเดียวหรือแนวคู่ ซึ่งขึ้นอยู่กับความกว้างของตัวกระพ้อ โดยมี ขนาดมาตรฐานตั้งแต่ 8" x 5" ถึง 24" x 8" หรือมากกว่าถ้าต้องการ (20 x 12.7 มม. ถึง 61 x 20 มม.) ตัวกระ พ้อจะติดตั้งอยู่บนโซ่ทะลุด้านหลังของตัวกระพ้อ | ||
|
กระพ้อลำเลียงแบบต่อเนื่องแบบอื่น ๆ ได้แก่ ประเภท "Super Capacity" ซึ่งจะประกอบด้วยกระพ้อที่ ถูกออกแบบให้ติดตั้งอยู่ |
||
| ระหว่างโซ่ 2 เส้น ทำให้กระพ้อสามารถยื่นไปทางด้านหลังของเส้นศูนย์กลางโซ่ได้ เป็น การเพิ่มอัตราขนถ่ายให้มากขึ้นและยังสามารถขนถ่ายวัสดุก้อนขนาดใหญ่ขึ้นได้อีกด้วย วัสดุจะถูกป้อนเข้าไปยัง กระพ้อโดยตรงผ่านช่องป้อนวัสดุและจะปล่อยวัสดุออกเหนือกระพ้อตัวก่อนหน้า กระพ้อแบบนี้จะทำงานที่ความ เร็ว 80-120 ฟุตต่อนาที (24-36.5 เมตรต่อนาที) ซึ่งขึ้นอยู่กับระยะพิตของโซ่ | ||
|
กระพ้อลำเลียงแบบต่อเนื่องถูกออกแบบเป็นพิเศษ สำหรับการขนถ่ายวัสดุก้อนขนาดใหญ่ ทั้งยังขนถ่ายวัส ดุละเอียดได้ดีพอ ๆ กับวัสดุ |
||
| ก้อน อย่างไรก็ตาม เพื่อความประหยัดควรจำกัดการเลือกเฉพาะวัสดุก้อน หรือวัสดุที่ ไม่สามารถขนถ่ายด้วยแบบแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลางได้ | ||
|
กระพ้อลำเลียงแบบปล่อยวัสดุออกได้อย่างเชื่อถือได้ (Positive Discharge Elevator) |
|
กระพ้อลำเลียงแบบนี้ เป็นแบบผสมผสานกันระหว่างประเภทต่าง ๆ ในส่วนลักษณะเพิ่มเติม โดยมันจะมี ช่องว่างระหว่างตัวกระพ้อ |
||
| ตักวัสดุจากส่วนล่างและมันจะติดตั้งอยู่ระหว่างโซ่ 2 แนว ทำงานที่ความเร็วต่ำ 120 ฟุตต่อนาที (36.5 เมตรต่อนาที) และมีลักษณะของมันโดยเฉพาะซึ่งเป็นแบบเพลาข้อต่อพิเศษและล้อเฟืองโซ่อยู่ หลังล้อด้านบน เพื่อให้กระพ้อคว่ำปล่อยวัสดุได้อย่างสมบูรณ์ กระพ้อแบบนี้ปกติจะใช้กับวัสดุเบาอ่อนนุ่มหรือวัสดุ เฉื่อย ซึ่งมีแนวโน้มที่จะยึดติดในกระพ้อประเภทอื่น | ||
|
ส่วนประกอบของกระพ้อ |
|
ส่วนประกอบของกระพ้อลำเลียงเบื้องต้น
จะประกอบด้วย |
|
ตัวกระพ้อ
(Elevator Buckets) |
||
| การนำกระพ้อไปใช้งานอย่างถูกต้องจะเป็นตัวกำหนดการเลือกตัวกระพ้อเอง จากการ เลือกตัวกระพ้อก่อนจึงจะกำหนดประเภทหรืออกแบบชุดลำเลียงได้ กระพ้อลำเลียงแบบปล่อยวัสดุออกด้วยแรงเหวี่ยงหลาย ๆ ลักษณะ โดยทั่วไปจะใช้ตัวกระพ้อตามในรูป 33 โดยทั่วไปกระพ้อแบบ A จะเป็นรากฐานของกระพ้อลำเลียงแบบปล่อยวัสดุออกด้วยแรงเหวี่ยงรูปแบบของตัว กระพ้ออื่น ๆ จะใช้สำหรับการพิจารณาขั้นพิเศษ ตัวอย่างเช่น กระพ้อแบบ AA ใช้กับวัสดุค่อนข้างคม เมื่อต้อง การป้องกันการใช้ขอบในการตักเป็นกระพ้อแบบ SC และ C ใช้สำหรับการขนถ่ายวัสดุเหนียว ที่มีแนวโน้มจะอัด ตัวแน่นในส่วนล่างของตัวกระพ้อ กระพ้อแบบ AC เดิมนั้นถูกพัฒนาขึ้นใช้ในโรงงานปูนซีเมนต์ ส่วนมากจะใช้ สำหรับวัสดุแข็งละเอียด (Fine Mesh Fluo-solids) เมื่อต้องการขนถ่ายอัตรามาก ๆ หรือสำหรับวัสดุความ คมสูง การไหลตัวอิสระ ตัวกระพ้ออาจจะทำมาจากเหล็กหล่อ เหล็กกล้า Fabricated หรือพลาสติก ได้แก่ ไนล่อนหล่อ หรือ Polypropylene | ||
![]() |
|
รูป
33 กระพ้อรูปแบบต่าง ๆ
|
|
กระพ้อแบบ
AC หรือ ACS ใช้ขอบด้านหน้าสูงสำหรับอัตราขนถ่ายที่มีระดับน้ำสูงสุด
จากการเปรียบเทียบ ซึ่งกันและกัน แบบขอบ |
||
| หน้าสูงจะให้อัตราขนถ่ายสุงกว่ากระพ้อแบบ
AA ทั่วไปประมาณ 25% ดังในรูป 34 เพื่อให้ได้อัตราขนถ่ายมากที่สุดจะทำตัว กระพ้อให้ใหญ่ขึ้นโดยกว้างถึง 27" (686 มม.) และช่องว่างระหว่างตัว กระพ้อน้อยที่สุด โดยทั่วไประยะช่องว่างของกระพ้อธรรมดาจะถูกกำหนดโดยการปล่อยวัสดุออกอย่างเหมาะสม และถูกจำกัดให้มีช่องว่างอย่างน้อย 18" (457 มม.) สำหรับขนาดภาพฉาย 10" เพื่อให้บรรลุอัตราขนถ่ายเชิง ปริมาตรที่ต้องการ |
||
![]() |
|
รูป
34 เปรียบเทียบอัตราขนถ่ายระหว่าง
แบบ AA กับแบบ AC |
|
ดังนั้น สำหรับการขนถ่ายวัสดุจำพวกแร่และคล้ายคลึง การเว้นระยะห่างของตัวกระพ้อแบบปล่อยวัสดุออก ด้วยแรงเหวี่ยงจะมีอิทธิพล |
||
| ต่อผลที่จะได้รับเป็นอย่างมากซึ่งมีการใช้งานในอุตสาหกรรมเมล็ดพืชมาเป็นเวลานาน ปัญหาประการหนึ่งในการขนถ่ายวัสดุของสารปนดิบ (Raw Meal) หรือปูนซีเมนต์ ก็คือการที่จะให้ประ สิทธิภาพของตัวกระพ้อบรรลุถึงขั้นสูงสุดในขณะที่ขนถ่ายวัสดุละเอียดมาก ๆ จากประสบการณ์ที่ผ่านมาในการ ถ่ายวัสดุละเอียดมาก ๆ โดยกระพ้อแบบธรรมดา ๆ ประสิทธิภาพของกระพ้อบริเวณที่ป้อนวัสดุเข้าและบริเวณ ปล่อยวัสดุออกจะต่ำมาก เนื่องมาจากอากาศที่ค้างอยู่ภายในตัวกระพ้อ | ||
|
หลายปีมาแล้วที่อุตสาหกรรมเมล็ดพืชมีการใช้กระพ้อแบบระบายอากาศ สำหรับขนถ่ายแป้งและวัสดุประ เภทเดียวกันเพื่อควบคุม |
||
| อากาศที่ค้างอยู่ภายใน ซึ่งเป็นการพยายามแก้ปัญหาเมื่อใช้กระพ้อแบบธรรม (แบบ A) ใน การขนถ่ายวัสดุละเอียดมาก ๆ ต่อมาได้มีการประยุกต์หลักการนี้กับกระพ้อแบบ AC ก็ได้รับผลสำเร็จ การใช้กระพ้อที่มีฝาปิด ติดตั้งอย่างต่อเนื่องในกระพ้อแบบแรงเหวี่ยง ต้องควบคุมความเร็วให้ดี การควบ คุมอยู่ในรูปแบบของการเลือกความเร็วในขณะเริ่มต้นอย่างเหมาะสมค่อนข้างจะผ่านอุปกรณ์เปลี่ยนแปลงความ เร็ว รูปแบบวิถีโค้งของวัสดุที่ถูกปล่อยออกสามารถที่จะคาดการณ์ได้ล่วงหน้าโดยทางคณิตศาสตร์ ซึ่งได้จากพื้น ฐานการวิเคราะห์สำหรับการควบคุมความเร็วที่ดี | ||
|
กระพ้อลำเลียงแบบปล่อยวัสดุออกอย่างต่อเนื่อง รูป 33 มีหลายประเภท กระพ้อที่มีมุมด้านหน้า 40 องศา เป็นแบบที่นิยมใช้กับ |
||
| กระพ้อแนวดิ่ง ช่องว่างระหว่างกระพ้อโดยทั่วไปจะเป็น 2 หรือ 3 เท่าของภาพฉายของกระ พ้อ | ||
|
ส่วนปลายของกระพ้อลำเลียง (Terminals) |
|
กระพ้อโซ่ทั้งหมดที่แล่นอยู่บนล้อเฟืองโซ่ด้านบนหรือล้อลาก (Traction Wheels) จะใช้ล้อที่ทำจากเหล็ก หล่อ เหล็กรีดเย็น |
||
| (Chilled Iron) เหล็กกล้าหล่อ เหล็กกล้า หรือเหล็กเหนียวจะแนะนำให้ใช้ล้อลากเมื่ออัตราส่วน ด้านรับภาระต่อด้านไม่รับภาระพอเหมาะ คือไม่ควรเกิน 1.5 ต่อ 1 | ||
|
ปกติชุดปรับความตึง (Take-ups) จะติดตั้งอยู่ที่เพลาด้านล่าง แต่ก็สามารถที่จะติดตั้งไว้ที่เพลาด้านบน ได้ถ้าต้องการ ชุดปรับอาจ |
||
| เป็นแบบสกรูหรือแบบแรงโน้มถ่วงหรือน้ำหนักถ่วงก็ได้ชุดปรับแบบแรงโน้มถ่วงภายใน จะดีกว่า เนื่องจากมันจะยอมให้มีฝุ่นอัดแน่นที่ส่วนล่างได้มากกว่าเมื่ออุณหภูมิเปลี่ยนแปลงไป ควรจะใช้ชุดปรับ ความตึงแบบแรงโน้มถ่วงเสมอ | ||
|
การเลือกใช้ล้อด้านบนแบบพิเศษจะเป็นปัญหาทางด้านเศรษฐศาสตร์ปัญหาหนึ่ง ล้อแบบเปลี่ยนขอบได้ (Segmental Rim) |
||
| มีราคาแพง แต่ก็เหมาะที่จะใช้เมื่อมีการขนถ่ายวัสดุที่มีความคม | ||
|
การใช้ล้อลาก (Traction Wheels) เป็นล้อด้านบนของกระพ้อลำเลียง จะเพิ่มอายุการใช้งานของทั้งโซ่ และล้อได้อย่างมาก ล้อลาก |
||
| สามารถที่จะใช้ได้กับกระพ้อแบบแรงเหวี่ยงได้ทั้งหมด ยกเว้นเมื่อขนถ่ายวัสดุที่มีการ หล่อลื่นตามธรรมชาติ ได้แก่ สารส้ม เพื่อให้ล้อลากทำงานได้ดี ล้อลากจะต้องมีสัมประสิทธิ์ความเสียดทานระ หว่างปลอกโซ่ (Bushings) กับผิวหน้าของล้อสูง ๆ ถ้าใช้ล้อลากอย่างเหมาะสมโดยไม่มีการลื่นไถล จะช่วยขจัด ปฏิกิริยาการขัดถูอย่างรุนแรง (Scrubbing Action) หรือ การเคลื่อนที่เชิงมุมสัมพัทธ์ (Relative Angular Movement) ระหว่างโซ่กับผิวหน้าของล้อ ซึ่งเป็นธรรมดาของการใช้ล้อเฟืองโซ่ร่วมกับโซ่ เนื่องจากความเร็ว ต่ำการใช้ล้อลากกับกระพ้อแบบต่อเนื่องจึงไม่ค่อยมีความสำคัญนัก เมื่อใช้จะต้องเลือกประเภทอย่างรอบคอบ เพื่อ ขจัดการเกิดการลื่นไถล เมื่อใช้ล้อลากเป็นล้อด้านล่างการขบเกี่ยวกันระหว่างล้อกับเฟืองมีแนวโน้มที่จะหลวม มีผล ให้แนวแล่นของโซ่และกระพ้อผ่านช่วงการป้อนวัสดุไม่ดี ล้อเฟืองโซ่ส่วนใหญ่จะนิยมใช้เป็นล้อด้านล่าง | ||
|
Pulleys ถูกใช้กับสายพาน ล้อสายพานกระพ้ออาจทำจากเหล็กหล่อหรือเหล็กกล้าเชื่อม ที่มีผิวหน้าเป็น แบบ Norminal Crown |
||
| สำหรับการฉุดสายพานการเลือกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางล้อสายพานจะยึดเอาจำนวนชั้น ผ้าใบในสายพานเป็นหลัก ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางล้อสายพานจะต้องใหญ่พอที่จะหลีกเลี่ยงการเกิดการดัดโค้งและ ความเค้นที่ชั้นผ้าใบชั้นนอกมากเกินไป เพื่อให้อายุใช้งานของสายพานเหมาะสม | ||
|
เมื่อต้องการใช้ยาง Vulcanized หรือผ้าแบบกันการลื่นไถล ล้อสายพานจะต้องหุ้มด้วยสายพานยาง สาย พานผ้าแบบไม่กันลื่นไถล |
||
| จะเป็นผ้าบาง ๆ กันน้ำได้ด้วยการเคลือบตะข่ายหินละเอียดที่จะไม่ทำให้แผ่นยางชั้นนอก ของสายพานเสียหายได้และช่วยให้การหุ้มกันลื่นไถลมีราคาต่ำ | ||
|
การหุ้มล้อสายพานจะช่วยให้สัมประสิทธิ์ความเสียดทานระหว่างสายพานกับล้อสายพานสูงขึ้น ทำให้แรง ในการขับมากขึ้น โดย |
||
| เฉพาะ กับการใช้งานในที่เปียก การหุ้มด้วยยางจะช่วยลดการกระแทกของกระพ้อต่อล้อสาย พานได้ แหวนยางรองระหว่างกระพ้อและสายพานช่วยลดการกระแทกได้เช่นกัน | ||
|
ชุดขับสำหรับกระพ้อลำเลียงอาจใช้มอเตอร์ประเภทที่มีชุดลดความเร็ว (Reducer) ที่มีโซ่ขับไปยังเพลา หลัก หรืออาจใช้ชุดลด |
||
| ความเร็วประเภทที่ติดตั้งอยู่กับเพลาโดยตรงควรมีชุดBackstopใช้งานร่วมอยู่ในระบบ ขับในกรณีที่ชุดกำลังขับเกิดบกพร่อง | ||
|
ตัวเรือน (Casings) |
|
ตัวเรือนกระพ้อลำเลียงจะประกอบไปด้วยส่วนบน ส่วนกลาง และส่วนล่าง ปกติตัวเรือนจะสร้างขึ้นจากแผ่น เหล็กกล้า และเชื่อมต่อเข้า |
||
| ด้วยกันที่มุมหัวต่อ (Corner Angles) ตัวเรือนส่วนล่างปกติแล้วจะมีความสำคัญมาก กว่าส่วนกลางและส่วนบน กระพ้อลำเลียงเป็นแบบตั้งอิสระ แต่จะต้องมีเครื่องค้ำด้านข้างของโครงสร้างกันกระ แสลม ซึ่งปกติจะอยู่ในช่วง 20-30 ฟุต (6.1-9.1 เมตร) จากการที่ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษามีความผันแปรตลอดเวลา จึงควรเอาใจใส่ในการออกแบบตัวเรือนจาก แง่คิดของวิธีการเข้าไปยังเครื่องจักรกลของกระพ้อ โดยทั่วไปทางเข้านี้ต้องใช้เหตุผล 2 ข้อ ได้แก่ | ||
|
1.ทางเข้าสำหรับการบำรุงรักษาเครื่องจักรเป็นประจำ
|
|
วิธีเข้าไปยังเครื่องจักรสามารถทำได้ 2 ทาง ส่วนแยกด้านบนสุดจะมีน้ำหนักเบาช่วยให้สามารถเข้าไปยัง เพลาด้านบนได้ดีที่สุด เช่น |
||
| เดียวกับโซ่และกระพ้อ การบำรุงรักษาเป็นประจำของโซ่และตัวกระพ้อ ทำได้โดยผ่าน ประตูทางเข้าขนาดใหญ่ที่เปิดได้เร็ว ซึ่งอยู่ในส่วนกลางของกระ-พ้อลำเลียงใกล้กับระดับที่ทำงานได้สะดวก ใน กรณีที่ใช้ชุดปรับความตึงแบบแรงโน้มถ่วงภายในมีความจำเป็นต้องมีทางเข้าสำหรับถอดชุดปรับความตึงนี้ได้ ในบางครั้งจะมีความจำเป็นต้องทำความสะอาดส่วนล่างของชุดกระพ้อลำเลียงและควรจัดทางเข้าไว้ให้ ง่ายและสะดวกต่อการทำความสะอาดนี้ ทางเข้าอาจทำเป็นแบบประตูที่เปิดได้เร็ว มีขนาดใหญ่พอให้คนงานเข้า ไปทำงานได้อย่างสะดวก | ||
|
ความเร็วกระพ้อลำเลียง |
|
งานในยุคแรก ๆ ของ Hetzel แสดงให้เห็นว่า กระพ้อลำเลียงวัสดุเมล็ดพืชจะทำงานได้ผลดีมาก ก็ต่อเมื่อ แรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลาง |
||
| มีขนาด เท่ากับประมาณ 2 ใน 3 ของแรง Gravitation ซึ่งจะช่วยให้มีเวคเตอร์ความ เร็วเริ่มแรกออกจากตัวกระพ้อที่ประมาณ 45o จากแนวนอน ดูรูป 35 | ||
![]() |
|
รูป
35 ตัวอย่างรูปแบบการปล่อยวัสดุออก สำหรับกระพ้อลำเลียงแบบแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลาง
|
| หากแรงเหวี่ยงหนีศูนย์ | ถูกทำให้เท่ากับ 2 ใน 3 ของแรง Gravitational W แล้วสูตรความ เร็วที่ใช้สำหรับ | ||
| กระพ้อแบบแรงเหวี่ยงจึงเป็น | |||
| = |
w |
|
เมื่อ
|
| เนื่องจาก v = | เมื่อ N = ความเร็วเพลาต้น, rpm. |
| ดังนั้น 2gR = 3 | หรือ N2 = 1960/R และ N = 44.3/ |
|
สำหรับการใช้งานทั่ว ๆ ไป เส้นรัศมี R อาจประมาณได้จากจุดศูนย์ถ่วงของกระพ้อ เนื่องจากจุดศูนย์ กลางของวัสดุในตัวกระพ้อ |
||
| ค่อนข้างที่จะเปลี่ยนแปลงไปเมื่อกระพ้อมแล่นข้ามล้อด้านบน | ||
|
แนวทางการใช้งานสำหรับความเร็วกระพ้อในอุตสาหกรรมได้แสดงไว้ในตาราง Material-hd- 9 ความเร็วเหล่านี้ จะให้แรงตัก |
||
| วัสดุต่ำสุดในส่วนล่างและลดการแตกของวัสดุเปราะ | ||
|
มีการโน้มน้าวที่จะเพิ่มความเร็วเพื่อให้อัตราขนถ่ายเพิ่มขึ้น โดยเพิ่มค่าใช้จ่ายเพียงเล็กน้อย อย่างไรก็ตามเมื่อ ความเร็วสูงขึ้นนั้น จะทำ |
||
| ให้การเริ่มปล่อยวัสดุด้วยแรงเหวี่ยงเกิดขึ้นก่อนที่ตัวกระพ้อจะขึ้นไปถึงจุดบนสุดของล้อ ขับและอาจทำให้เกิดการหกกระจายค่อนข้างมาก มหา-วิทยาลัย Newcastle (NSW) ในออสเตรเลีย และมหา วิทยาลัย Twente ในเนเธอร์แลนด์ได้ทำการวิเคราะห์และวิจัยกรณีนี้ในห้องทดลองอย่างกว้างขวางและต่อเนื่อง จากรูป 35 แรงที่กระทำต่อวัสดุภายในตัวกระพ้อจะเป็นแรงโน้มถ่วง (mg) และแรงเหวี่ยงหนีศูนย์ (F = mv2 /R) ได้เป็นแรงรวม (FR) แรงรวม (FR) นี้จะเปลี่ยนขนาดและทิศทางไปเมื่อมันเคลื่อนไปรอบ ๆ เส้นทาง โค้ง และถูกต่อต้านโดยแรงขนาดเท่ากันที่กระทำต่อวัสดุโดยตัวกระพ้อ | ||
|
Material-hd-
9 ตารางความเร็วแนะนำสำหรับกระพ้อแบบแรงเหวี่ยง
|
|
เส้นผ่าศูนย์กลางล้อสายพาน
ด้านบน (นิ้ว)
|
(1)
วัสดุก้อนธรรมดา ความเร็ว FPM. |
(2)
วัสดุที่ไหลตัวอิสระได้แก่ วัสดุเม็ดเล็ก ๆ ความเร็ว FPM. |
|
24
|
250
|
330
|
|
30
|
300
|
360
|
|
36
|
325
|
390
|
|
42
|
350
|
425
|
|
48
|
375
|
460
|
|
54
|
400
|
490
|
|
60
|
425
|
520
|
|
66
|
450
|
540
|
|
72
|
475
|
570
|
|
เมื่อขนถ่ายวัสดุเบาและฟู ให้ใช้ค่าที่ให้มาใต้คอลัมน์ (1) แต่จะต้องลดค่าลง 15-20% กระพ้อที่ขนถ่ายวัสดุเมล็ดพืช โดยปกติจะมี |
||
| ความ เร็วสูงกว่าค่าที่ระบุไว้ในตาราง Material-hd- 9 สำหรับกระพ้อแบบปล่อยวัสดุอย่างต่อเนื่อง ช่วงความเร็วทั่วไปจะอยู่ระหว่าง 100 ถึง 200 fpm (30.5 - 61 m/min) | ||
|
เมื่อพิจารณาถึง วิถีโค้งเริ่มแรก ของการปล่อยวัสดุของอนุภาคออกจากตัวกระพ้อจำเป็นที่อนุภาคจะต้อง ปลิวอย่างอิสระไปตามเส้น |
||
| ทางหนึ่ง ซึ่งไม่ไปขัดขวางเส้นทางที่ตามมาโดยขอบด้านนอกของตัวกระพ้อ ดังแสดง ในรูป 36 | ||
![]() |
|
รูป
36 การปล่อยอนุภาควัสดุที่กระพ้อความเร็วสูง
|
|
มหาวิทยาลัย Newcastle ได้ดำเนินการทดลอง โดยใช้ชุดกระพ้อทดลองแบบชั่วคราวมีล้อสายพานขนาด เส้นผ่าศูนย์กลาง 500 |
||
| mm. และระยะห่างจุดศูนย์กลางล้อสายพาน 2,500 mm.เดินเครื่องที่ความเร็ว 84rpm. ให้ความเร็วกระพ้อเหล็กกล้า (จุดศูนย์ถ่วง) 615 fpm. ใช้ลูกปัดพลาสติกเป็นวัสดุขนถ่าย มีมุมเสียดทานลื่นไถลของลูกปัดบนเหล็กเป็น 34o ในขณะที่มุมความเสียด ทานภายในเป็น 47o ใช้กล้องภาพยนตร์ความเร็วสูงบันทึกรูปแบบการปล่อยวัสดุได้ดังในรูป 37 | ||
![]() |
|
รูป
37 ขั้นตอนการดำเนินการปล่อยวัสดุออกของกระพ้อลำเลียง
|
|
การเคลื่อนตัวของอนุภาคจะเริ่มขึ้นที่จุด A วัสดุจะเคลื่อนตัวออกจากผิวด้านในของตัวกระพ้อจะเห็นส่วน โค้งนูนเล็กน้อยบนผิวหน้า |
||
| ด้านบนของวัสดุ การเคลื่อนตัวนี้อาจเกิดขึ้นจากการรวมตัวกันของวัสดุ เครื่องแสดงถึง การเคลื่อนตัวของวัสดุส่วนใหญ่จะเริ่มขึ้นที่จุด B ซึ่งเป็นจุดที่วัสดุเริ่มถูกปล่อยออกจากตัวกระพ้อ เมื่อวัสดุถูก ปล่อยออกจากตัวกระพ้อ การเปลี่ยนรูปร่างของชั้นวัสดุจะยังเห็นได้ชัดเจน แสดงให้เห็นว่าวัสดุไหลจากด้านใน ของตัวกระพ้อด้วยการเลื่อนข้ามตัววัสดุเอง | ||
|
รูปแบบการปล่อยวัสดุนี้ไม่สอดคล้องกับข้อสมมติขั้นพื้นฐานของทฤษฎีอนุภาคเดี่ยวแบบง่าย และได้พัฒนา ขึ้นโดยมหาวิทยาลัย |
||
| Newcastle ที่ว่า วัสดุจะเลื่อนไถลไปตามผิวหน้าด้านนอกของตัวกระพ้อ | ||
|
การเลื่อนไถลของอนุภาคชั้นบนสุดไปบนวัสดุที่เหลืออยู่จะตรงกับตัวกระพ้อมที่อยู่ในมุม 90o แต่ความเสียด ทานจะมีผลให้อนุภาค |
||
| เลื่อนไถลไปบนอนุภาคซึ่งกันและกัน อย่างไรก็ตาม เมื่อความเสียดทานบนตัวกระพ้อ (f = 34o) น้อยกว่าความเสียดทานระหว่าง ตัวอนุภาค (f = 47o) การเลื่อนไถลจะเกิดขึ้นบนผิวหน้าชั้นบนเนื่อง จาก "มุมประสิทธิภาพตัวกระพ้อ" (Effective Bucket Angle) 90o มากกว่ามุมของตัวกระพ้อเอง | ||
|
ผิวของวัสดุก่อนหน้าที่จะถูกปล่อยออกเป็นรูปโค้งนูน ซึ่งชวนให้นึกถึงวิธีใดวิธีหนึ่งที่ปลายของกระพ้อจะจำ กัดการเลื่อนไถล ตัวของ |
||
| อนุภาค หลังจากที่วัสดุเริ่มถูกปล่อยออกการไหลของชั้นวัสดุข้ามปลายกระพ้อมจะขัดขวาง การเลื่อนไถลตัวไปตามผิวของกระพ้อ การเลื่อนไถลตัวของวัสดุไปตามผิวหน้าด้านนอกของตัวกระพ้อจะยังไม่ เริ่มขึ้น จนกว่าตัวกระพ้อจะผ่านตำแหน่งจุดศูนย์ตายบน (Top Dead Center Position) ดังแสดงไว้ที่จุด C ในรูป 37 | ||
|
การพิจารณาว่า การเลื่อนไถลเกิดขึ้นที่จุด C ก็เนื่องจากการที่เราสามารถเห็นว่าตำแหน่งของชั้นวัสดุเปลี่ยน แปลง ซึ่งเกี่ยวข้องกับผิว |
||
| ด้านนอกของตัวกระพ้อ ทำให้วัสดุเริ่มที่จะถูกปล่อยออกจากตัวกระพ้อโดยการเลื่อนไถล ไปตามผิวด้านนอกของตัวกระพ้อ การเคลื่อนตัวนี้ยังสอดคล้องกับการเปลี่ยนรูปของชั้นระนาบแรกเริ่มของวัสดุไป เป็นชั้นรูปโค้ง จากจุดนี้จะอยู่ในสภาวะที่มุมของกระพ้อมีผลให้วัสดุถูกปล่อยออก ถ้ามุมของกระพ้อมลดลงจาก 45o เป็น 30o โดยกระพ้อทั้งคู่แล่นด้วยความเร็วที่เท่ากัน จะเห็นได้ชัดเจนว่าชั้นของวัสดุโค้งตัวในทิศทางตรง กันข้ามและเกิดขึ้นที่ตำแหน่งกระพ้อหลังกว่ากันมาก ซึ่งแสดงว่ามีการเลื่อนไถลตัวของวัสดุไปตามผิวนอกของตัว กระพ้อน้อยมาก การลดมุมกระพ้อลงมีผลให้ปริมาตรของวัสดุที่ถูกปล่อยออกจากตัวกระพ้อลดลง การลดความ เร็วของกระพ้อมจะมีผลในทำนองเดียวกัน แต่น้อยกว่าเล็กน้อย ถ้ามุมกระพ้อหรือความเร็วน้อยเกินไป การปล่อย วัสดุออกจะไม่สมบูรณ์ ทำให้วัสดุหกหล่นลงไปยังชุดกระพ้อ | ||
|
G. PRECISION ENGINEERING LTD.,PART. 26/27 MOO.9 BYPASS ROAD , TUMBOL NAPA AMPHUR MUANG ,CHONBURI 20000 THAILAND. TEL :038-441-348 , 087-9182311 , 081-6446767 FAX : 038-441-349 Website : http://www.Gprecision.net E-mail : info@gprecision.net |