![]() ![]() ![]() |
| โช่ลำเลียง. |
|
|||||||
| ชนิดของโซ่ลำเลียง (Conveyor Classes) |
| การพิจารณาออกแบบจะมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดต่อชนิดของโซ่ลำเลียง ได้มีการกำหนดชนิดของโซ่ ลำเลียงเป็น 4 ชนิดพื้นฐาน | ||
| ตามหลักของแฟคเตอร์ความเสียดทานที่มีความเกี่ยวกันกับการเคลื่อนที่ของโซ่ (การลื่นไถลหรือกลิ้ง) และการเคลื่อนที่ของวัสดุ (การลื่นไถลหรือถูกพาไป) โซ่ลำเลียงทั้ง 4 ชนิดนี้จะอธิบาย ในรูปของการเคลื่อนที่ของวัสดุและโซ่ตามตารางMaterial-hd- 8 | ||
|
Material-hd-
8 ชนิดของโซ่ลำเลียง
|
|
ชนิดที่
|
การเคลื่อนที่ของโซ่
|
การเคลื่อนที่ของวัสดุ
|
ประเภทของอุปกรณ์ขนถ่าย
|
|
1
|
ลื่นไถล
,
มีใบกวาด(Flights) หรือไม่มีก็ได้ |
ลื่นไถล
|
กวาด
(Scraper)
ลากพา (Drag) |
|
2
|
กลิ้ง
|
ลื่นไถล
|
กวาด
(Scraper)
|
|
3
|
ลื่นไถล
|
ถูกพาไป
|
อ่างและถาด
(Apron & Pan) |
|
4
|
กลิ้ง
|
ถูกพาไป
|
Apron
& Pan
|
| การพิจารณาขั้นแรก คือ โซ่จะลื่นไถลหรือกลิ้ง การตัดสินใจเกี่ยวกับวิธีเคลื่อนที่ของโซ่ควรมีการประเมินค่าในจุดนี้ด้วย ดูรูป 10 |
| การลื่นไถลของโซ่ (Chain Sliding) : |
| วิธีนี้ โครงสร้างเป็นแบบง่าย ๆ มีส่วนที่เคลื่อนที่น้อยและโดยทั่วไปราคาจะถูกที่สุดเมื่อภาระเท่ากันใช้กับงาน "สกปรก" ได้ดีมาก | ||
| และการสร้างเป็นแบบหยาบๆ เหมาะสำหรับงานที่มีการกระแทกกำลังม้าที่ต้องการจะสูงกว่าโซ่แบบใช้ลูกกลิ้ง (Roller Chains) | ||
| การกลิ้งของโซ่ (Chain Rolling) : |
| วิธีนี้ การทำงานจะนุ่มนวลกว่า การเต้น (Pulsation) จะน้อยกว่าโซ่แบบลื่นไถล ความเสียดทานต่ำทำให้จุดศูนย์กลางยาวกว่า | ||
| มอเตอร์ขนาดเล็กกว่า
และค่าใช้จ่ายในการเดินเครื่องต่ำกว่า ไม่เหมาะที่จะใช้กับงาน "สกปรก"เช่น
วัสดุแปลกปลอมอาจ ทำให้ลูกกลิ้ง ติดขัดได้ |
||
![]() |
|
รูป
10 ความแตกต่างตามชนิดของโซ่ทางด้านวิศวกรรม
|
| นิยามและขอบเขต (Terms and Definitions) |
| ก่อนที่จะอธิบายเรื่องโซ่ลำเลียงต่อไป ควรจะรู้นิยามและขอบเขตบางอย่างเกี่ยวกับโซ่ลำเลียง |
| โซ่ลำเลียง
(Chain Conveyor) :
เป็นอุปกรณ์ขนถ่ายชนิดหนึ่งซึ่งใช้โซ่ชุดหนึ่งหรือมากกว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการขนถ่าย
โซ่ลำเลียงแบบลากหา (Drag Chain Conveyor) :
เป็นอุปกรณ์ขนถ่ายที่โซ่มีปลายทั้งสองเชื่อมต่อกันโดยไม่มีอุปกรณ์ติดตั้ง
(Attachments)ซึ่งวัสดุจะถูก ลากพาไปตามราง โซ่ลำเลียงแบบกวาด (Scraper or Flight Conveyor) : ประกอบด้วยโซ่แนวเดียวหรือหลายแนว ซึ่งมีก้าน (Bars or Flights) ติดตั้งอยู่ ซึ่งมันจะผลักดันวัสดุไป ตามราง โซ่ลำเลียงแบบเป็นกลุ่ม (En-Masse Conveyor) : ประกอบด้วยโครงค้ำ (Skeleton) หรือก้านแข็ง (Solid Flights) เชื่อมต่ออยู่กับโซ่ที่มีปลายทั้งสอง เชื่อมต่อกัน ซึ่งจะทำงานในแนวราบ ลาดเอียงแนวใดแนวหนึ่งและ/หรือ มีแผ่นเสริม ในแนวดิ่ง สวมอยู่ภายใน เรือน สำหรับการแล่นพาวัสดุปริมาณมวลจะถูกลำเลียงและเลื่อนขึ้นในกระแสการ ไหลอย่าง ต่อเนื่องภายในหน้าตัดของเรือนอย่างเต็มที่ โซ่ในด้านวิศวกรรม (Engineering Chains) : แม้ว่า การออกแบบโซ่ใน ครั้งแรก ของโซ่หลาย ๆ ชนิด ก็เพื่อที่จะส่งผ่านกำลัง จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งโซ่เกือบทุกชนิดได้พัฒนาขึ้นถึงจุดจุดหนึ่ง และใช้เป็น โซ่ทางด้านวิศวกรรมได้ ซึ่งเราอาจนิยามได้ดังนี้ "โซ่ที่ใช้ในการขนถ่ายวัสดุโดยการขนส่ง(Con-veying)การชักขึ้น(Hoisting)หรือการเลื่อนขึ้น(Elevating) การลาก (Propelling)หรือการทำหน้าที่นอกเหนือจากนี้เพื่อที่จะเคลื่อนย้ายกำลังจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง" ระยะพิต (Pitch) : ระยะพิตของโซ่ 1 พิต คือ หน่วยที่วัดจากจุดเชื่อมประกบไปยังจุดเชื่อมประกบถัดไป 1 หน่วย รวมสลัก (Pin) ด้วย ในความ หมายของโซ่ทางด้านวิศวกรรม โดยทั่วไปจะจำกัดระยะพิตไว้ตั้งแต่ 4" ถึง 30" มักจะมีคำถามเสมอว่าทำไมต้อง มีระยะพิตมากมายหลายขนาดโดยเฉพาะอย่างยิ่งระยะพิตที่แปลกประหลาด ได้แก่ 1.154, 1.375, 1.654, 2.609, 3.075, 4.063 นิ้ว เหตุผลก็คือ เนื่องมาจากการพัฒนาในระยะเริ่มแรกของโซ่ เริ่มจากโซ่ที่ออกแบบให้ ถอดได้สำหรับเครื่องกลเกษตร เพราะผู้สร้าง อุปกรณ์ทุก ๆ ฟาร์ม จะรวมความคิดของพวกเขาไว้ในเครื่องของ เขา ต่อมาได้มีการแก้ไขใหม่ให้เจริญก้าวหน้าขึ้น เขาจึงเปลี่ยน ระยะพิต แปลกประหลาดนี้เพื่อจะให้ใช้งานได้กับ ล้อฟันเฟืองขนาดเดียวกันได้ เมื่อไม่กี่ปีมานี้ ได้มีการยกเลิกขนาดที่แปลกประหลาย ทิ้งเป็นจำนวนมาก และทำให้ เป็นมาตรฐานเดียวกันทุกบริษัท โดยเฉพาะอย่างยิ่งโซ่ทางวิศวกรรมที่ใช้โดยทั่วไปจะมีขนาด 4" , 6" , 9" , 12" , 18" , 24" และ 30" หรือในระบบเมตริกได้แก่ 100, 125, 142, 160, 200, 250, 315, 400, 500 และ 1,000 มม. อุปกรณ์ติดตั้ง (Attachments) : เป็นส่วนประกอบที่เพิ่มเข้าไปยังโซ่ธรรมดาเพื่อสร้างเป็นใบกวาด (Flights) ถาด (Pans)กระพ้อ (Buckets) เป็นต้น อาจจะเชื่อมต่อเข้าไป เพื่อให้เกิดการพา ลาก ยก หรือวิธีใดก็ได้ที่ทำให้ภาระเคลื่อนที่อุปกรณ์ ติดตั้งอาจ เป็นแบบ ตายตัว (Rigid) แบบพับได้(Hinged) หรือแบบหัวต่อหมุน (Swivel) และออกแบบให้ เหมาะกับวัตถุประสงค์พิเศษ ได้โดย ไม่มี ข้อบังคับ แถบด้านข้างแบบตรง (Straight Sidebar) : การออกแบบนี้กำหนดแถบด้านข้างเป็น 2 ชนิด นั่นคือ แถบด้านในโดยทั่วไป จะเชื่อม ต่ออยู่กับถังรูปทรงกระบอก (Barrel) หรือ ปลอก (Bushing) จะมีลูกกลิ้งที่เรียกว่าBlock Link หรือไม่มีก็ได้ ซึ่งเชื่อมต่ออย่าง ต่อเนื่องไปยังแถบด้านนอกโดยผ่านสลัก แถบด้านข้างแบบเอียง (Offset Sidebars) : แถบด้านข้างแบบนี้จะเป็นทั้งส่วนในและส่วนนอกของข้อลูกโซ่ (Link) สลัก (Pins) : สลักเป็นส่วนประกอบหนึ่งที่ใช้เชื่อมต่อข้อลูกโซ่ (Link) ข้อหนึ่งไปยังข้อลูกโซ่ข้อถัดไปสลักมี 3 ประเภทหลัก คือ สลักแบบหมุดย้ำ (Rivet Pin) สลักแบบถอดเปลี่ยนได้(Detachable or Cottor) และสลักแบบสลักเกลียว (Bolted) ปลอก (Bushing of Thimble) : โดยพื้นฐานแล้วจะเป็นท่อสวมแน่นเพื่อล้อคแถบด้านข้าง (Sidebars) เข้าด้วยกันโดย ปลอก จะยึดแน่น อยู่ระหว่างแถบด้านข้างทั้ง 2 ด้าน เพื่อป้องกันการบิดเบี้ยว (Turning) วิธียึดแน่นนี้มีหลายวิธี รวมทั้งแบบปลาย หล่อ (Milled Ends) เป็นต้น ลูกกลิ้ง (Rollers) : ได้มีการรวมลูกกลิ้งเข้าด้วยกันเพื่อเหตุผลพื้นฐาน 2 ประการ คือ เหตุผลแรกเพื่อลดความเสียดทาน และด้วยเหตุนี้ โซ่จึงรับภาระได้ เช่นเดียวกับช่วยให้การเคลื่อนไหวบริเวณล้อฟันเฟือง (Sprockets) ดีขึ้นลูกกลิ้ง ธรรมดาที่ใช้กันอยู่มี 2 ชนิด คือ แบบผิวหน้าเรียบตรง (Straight Face) และแบบหน้าแปลนเดี่ยว (Single Flange) ความแข็งแรงสูงสุดเฉลี่ย (Average Ultimate Strength) : ความแข็งแรงสูงสุดเฉลี่ยของโซ่ เป็นค่าเฉลี่ยของความแข็งแรง แตกหักจริง (Actual Breaking Strength) ของโซ่ในขณะทำการทดสอบการดึง (Pull Tests) จุดนี้เป็นจุดที่โซ่จะเสีย หาย จริงหรือแตกออก (Part) เนื่องจากการแตกร้าว (Fracture) หรือการแยกออก (Rupture) แรงดึงโซ่ที่ยอมได้หรือความแข็งแรงใช้งานออกแบบ (Allowable Chain Pull or Design Working Strength) : ความแข็งแรงใช้งานของโซ่เป็นค่าที่ใช้สำหรับการเลือกใช้ให้เหมาะสมกับโซ่แต่ละชนิดที่สัมพันธ์กับ สภาวะการเดินเครื่องปกติ และ อายุการใช้งานเฉลี่ยที่คาดหวังได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับแฟคเตอร์มากมาย แต่ส่วนใหญ่จะ ให้ความสำคัญต่อการสึกหรอของแบริ่ง เราจะพบว่า โดยทั่วไปแล้วค่าความแข็งแรงสูงสุดเฉลี่ยจะเปลี่ยนแปลง ไปประมาณ 1/6 th ถึง 1/10 th เมื่อกำหนดความแข็งแรงใช้งาน ที่ต้องการ ให้กับ โซ่แล้ว ต้องประยุกต์แฟคเตอร์ต่าง ๆ อีก เช่น ความเร็ว จำนวนฟันของล้อฟันเฟืองโซ่ (Sproc-ket) ให้สัมพันธ์ กับระยะพิตของโซ่ วัสดุที่จะขนถ่ายและสภาพการเดินเครื่องอื่น ๆ |
| โซ่ลำเลียงทางวิศวกรรม (Conveyor or Engineering Chains) |
| ก่อนจะอธิบายถึงการออกแบบ การเลือก และการใช้งานของโซ่ลำเลียงนั้น อย่างหนึ่งที่ต้องมีบ้างคือความรู้ และเบื้องหลังของ ประวัติ | ||
| และพัฒนาการของโซ่เอง | ||
| นิยามง่าย ๆ คือ "โซ่ คือ วัสดุที่ฟั่นกันเป็นเส้นโค้งงอได้ โดยทั่วไปแล้วจะเป็นโลหะทำเป็นชิ้นส่วนแข็ง หลาย ๆ ชิ้น โดยทั่วไปจะ | ||
| เรียกว่า ข้อต่อโซ่ (Links)ต่อแน่นเข้าด้วยกันจากข้อหนึ่งไปยังอีกข้อหนึ่ง แต่การเคลื่อน ที่จะอิสระในแนวหนึ่งหรือหลายแนว" | ||
| มีการค้นหาหลักฐานเกี่ยวกับโซ่ในสมัยก่อน ซึ่งกล่าวถึงการใช้โซ่เป็นเครื่องกีดขวางทางเข้าท่าเรือเพื่อแบ่งการจราจรทางเรือ การ | ||
| ใช้งาน
ด้านวิศวกรรมครั้งแรกในอเมริกา คืองานก่อสร้างและการติดตั้งโซ่ข้ามแม่น้ำฮัดสันที่
West Point ในมลรัฐนิวยอร์ค ซึ่งมี ชื่อเสียงมากในการป้องกันการส่งเสบียงของอังกฤษไปตามแม่น้ำจาก แคนาดามายังนิวยอร์ค การติดตั้งโซ่นี้เสี่ยงภัยไม่น้อย เมื่อพิจารณา ถึงระยพิตขนาด 24" และความยาวประมาณ 1,500 ฟุต ข้อต่อโซ่แต่ละข้อหนักถึง140 ปอนด์ |
||
| การวางรากฐานและการเติบโตขึ้นของโซ่ มีหลักฐานว่าจริง ๆ แล้วเพิ่งจะเริ่มขึ้นหลังศตวรรษที่ 19 โดยมีการแข่งขันกันพัฒนา | ||
| เหล็กเหนียว (Malleable Iron) แม้ว่าเหล็กเหนียวนี้จะมีการผลิตขึ้นในอังกฤษและ เยอรมันเมื่อต้นปี 1722 เหล็กเหนียวจริง ๆ ไม่ได้เริ่มผลิตในอเมริกาจนกระทั่งกลางศตวรรษที่ 19 | ||
| ประเภทของโซ่ |
| ในการกล่าวถึงประเภทต่าง ๆ ของโซ่ ความเจริญทำให้โซ่ชนิดใหม่ก้าวหน้าต่อไปเรื่อย ๆ อย่างแท้จริง หรือได้มีการปรับปรุง | ||
| หรือทำให้โซ่ในสมัยก่อนมีความประณีตขึ้น | ||
| ประเภทของโซ่ที่ใช้กันอยู่โดยทั่วไปมีดังนี้ : |
| 1.โซ่แบบถอดได้ (Detachable Link Chain) (รูป 11) | ||
| โซ่ประเภทนี้ เป็นโซ่เหล็กเหนียวที่พัฒนาขึ้นมาก่อน และแก้ไขได้ง่ายที่สุดในบรรดาโซ่ลำเลียงทั้งหมด บางครั้งจะถูกกล่าวอ้างเป็น "Ewart Detachable" | ||
| ที่มีชื่อเสียงของ William Ewart ของ Link-Belt Company จดทะเบียนสิทธิบัตรไว้เมื่อประมาณ ปี ค.ศ. 1875 โดยพื้นฐาน | ||
| แล้วการสร้างจะขึ้นอยู่กับขอบเขตของการส่งถ่ายกำลัง
และการขนถ่ายวัสดุที่ได้มีการ พัฒนาขึ้น รูปร่างคล้ายสี่เหลี่ยมผืนผ้า
และปลายด้าน หนึ่งจะเป็นตะขอเปิด (Open Hook) ปลายอีกด้านหนึ่งจะ ปิด ตะขอของข้อต่อโซ่อันหนึ่งจะเกี่ยวเข้ากับราวทรงกระบอก (Bar or Barrel) ที่ปลายข้อต่อโซ่อันถัดไปเพื่อ ฟั่นหรือเกยกันให้เป็นโซ่ ข้อต่อโซ่อาจจะประกอบเข้า หรือ ถอดออกได้อย่างง่ายดายโดยการแกว่ง (Swinging) ข้อต่อโซ่ในทิศทางที่ถูกต้องและเลื่อนปลายราวออกจากข้อต่อโซ่ที่อยู่ติดกัน โซ่แบบนี้เดิมทีได้ออกแบบเป็นตัว ส่งถ่ายกำลัง หรือโซ่ขับและใช้กันมากในเครื่องกลเกษตร ได้มีการดัดแปลงให้เหมาะสำหรับงานเบา ๆ อุปกรณ์ขนถ่ายความเร็วต่ำ และกระพ้อ (Elevators) เมื่อใช้กับอุปกรณ์ติดตั้ง (Attachments) ชนิดต่าง ๆ ระยะพิตมีตั้งแต่ ประมาณ 1" ถึง 4" และความแข็งแรงใช้งาน 200 ปอนด์ ถึง 3,000 ปอนด์ |
||
| 2. โซ่แบบ 400 Class Pintle (สลักหางเสือ) (รูป 11) |
| โซ่ประเภทนี้ พัฒนามาจากแบบถอดได้เพื่อให้ดีขึ้น เนื่องจากโซ่แบบถอดได้มีโครงสร้างของข้อต่อแบบเปิด ทำให้มีวัสดุแปลก | ||
| ปลอมเข้าไปในข้อต่อโซ่ได้
และเมื่อมีการสึกหรอเกิดขึ้นและระยะพิตยืดออก ทำให้มีแนวโน้มที่การเดินเครื่องจะล้มเหลวลง
โซ่แบบ สลักหางเสือ จะเป็นข้อต่อโซ่แบบหล่อ ที่มีปลายด้านหนึ่งเป็นวงแหวนทรงกระบอก และอีกด้านหนึ่งเป็นปลายเปิด ข้อต่อโซ่จะถูกต่อ เข้าด้วยกัน ด้วยหมุดย้ำเหล็ก หรือสลักเชื่อมต่อ ทำให้เกิดโครงสร้างข้อต่อแบบปิด โซ่แบบนี้ถูกออกแบบให้มีระยะพิต เท่ากับโซ่แบบถอด ได้เพื่อให้ใช้งานกับล้อฟันเฟือง (Sprocket) ขนาดเดียวกันได้ ระยะพิตจะมีตั้งแต่ประมาณ 1 3/8" ถึง 4" และมีความแข็งแรงใช้งาน ประมาณ 800 ปอนด์ ถึง 5,000 ปอนด์ |
||
| 3.โซ่แบบ
"H" Mill (รูป
11 ) โซ่ประเภทนี้ จะมีความประณีตมากกว่าโซ่แบบสลักหางเสือ การวางข้อต่อและสลักเชื่อมต่อเป็นแบบเดียวกัน แต่มีกลไกล้อคที่ดีกว่า |
||
| เพื่อที่
จะยึดสลักไว้ในตำแหน่งของมันเพื่อป้องกันการเบี้ยว (Turning) และด้วยเหตุนี้จึงเป็นการจำกัดการสึกหรอทั้งหมดตลอด
ผิวหน้า ของวงแหวนทรงกระบอก (Barrel) นอกจากนี้ด้านล่างของแถบด้านข้างยังผายออกเป็นแผ่นที่ผิวหน้าจะสึกหรอ สำหรับการกวาด เหนือ ทางแล่น หรือรางโซ่แบบนี้ใช้กันอย่างกว้างขวางในโรงเลื่อย (Lumber Mills) และยังใช้เป็นโซ่ขับเคลื่อนและโซ่ยกของ(Elevator Chains)โดย ทั่วไปจะมีระยะพิตตั้งแต่ 2.308" ถึง 4" และความแข็งแรงใช้งาน 1,200 ถึง 5,000 ปอนด์ |
||
| 4."H"
Drag Chain
(รูป 11 ) โซ่แบบนี้ ดัดแปลงมาจากโซ่แบบ "H" Mill แต่มีความกว้างมากกว่าและมีผิวภายในทรงกระบอกของโซ่ ที่ทนต่อการสึกหรอยาวกว่า |
||
| ผิวส่วนหน้าของทรงกระบอกจะเรียบ
ใช้สำหรับดันหรือกวาดวัสดุ ในขณะที่ด้าน หลังของทรงกระบอกจะกลมเพื่อให้มีหน้าสัมผัส
ที่เหมาะ สมกับล้อฟันเฟือง(Sprocket) โซ่เหล่านี้ยังมีแผ่นเรียบ ที่มีผิวหน้าลื่นไถลด้วย
และนอกจากนี้ ยังมีส่วนที่คล้ายหูอยู่บน แถบด้าน ข้างเพื่อป้องกันหัวของสลักโซ่เหล่านี้ เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการขนถ่ายแบบลากพา ขนถ่ายไม้ เศษหินเศษไม้ ขี้เลื่อย ขี้เถ้า ขยะ เป็นต้น นอกจากนี้ยัง สามารถใช้งานบริเวณริมน้ำสำหรับขนส่งท่อนซุง ตอไม้ กิ่งไม้ เป็นต้นโซ่แบบนี้มีระยะพิตตั้งแต ่5" ถึง 8"มีความ แข็ง แรง ใช้งาน 3,500 ถึง 6,500 ปอนด์ |
||
| 5."C"
Drag Chains
(รูป11) โซ่แบบนี้เป็นแบบผสม คล้ายกับประเภท "H"ยกเว้นมีความแข็งแรงมากกว่าสลัก มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางใหญ่กว่า และประกอบด้วย |
||
| ข้อต่อโซ่แท่งเหล็กเหนียวต่ออยู่กับแถบเหล็กด้านข้าง
จะมีผิวที่ทนการสึกหรอมากกว่าสำหรับการลื่นไถลทั้งการแล่นด้าน ลำเลียงและ ด้านกลับ มีระยะพิต 5" , 6" และ 8" ความแข็งแรงใช้งาน 7,000 ถึง9,300 ปอนด์ |
||
| 6.
SD Drag Chains
(รูป 11) โซ่แบบนี้คล้ายกับโซ่แบบ "H" และ "C" Drag Chains ยกเว้นโซ่แบบนี้จะทำให้มีขนาดใหญ่ข้อต่อเป็น เหล็กหล่อผสมผ่านการ |
||
| ปรับปรุงคุณภาพด้วยความร้อน
สลักเป็นเหล็กกล้าผสมผ่านการปรับปรุงคุณภาพด้วย ความร้อนและมีแถบด้านข้างกว้าง
เรียบหน้า ตัด เป็นตัว Z โดยส่วนใหญ่แล้วโซ่แบบนี้จะใช้สำหรับการขนถ่ายวัสดุมีคม เช่น ซีเมนต์จากเตาหลอม (Cement Clinkers) กากของ หลอมเหลว (Slag) และขี้เถ้า มีระยะพิต 6" และ 9" ความแข็งแรงใช้งาน 16,700 ถึง 23,400 ปอนด์ |
||
![]() |
|
รูป
11 ประเภทของโซ่
|
| 7.
700 Class Pintle Chain
(รูป 11) โซ่แบบนี้ มีการสร้างคล้ายกับโซ่แบบ 400 Class หรือ "H" Mill Chain ยกเว้นระยะพิตจะยาวกว่าระ ยะพิตที่ใช้กันมากที่สุด คือ |
||
| 6"มีอุปกรณ์ติดตั้งชนิด
F(ดูอุปกรณ์ติดตั้ง)และโครงสร้างโซ่เป็นเหล็กหล่อเหนียววาง เป็นมุมเอียง
และข้อต่อเป็นแบบปิด ใช้มากในโรง บำบัดน้ำเสียและสิ่งโสโครก สำหรับการเก็บตะกอน นอกจากนี้ยังประยุกต์ใช้ในกระพ้อบางชนิด ความแข็งแรงใช้งานอยู่ในช่วง 3,200 ถึง 3,800 ปอนด์ |
||
| 8.
800 Class Bushed Chain
(รูป 11) เดิมโซ่แบบนี้ ได้ถูกพัฒนาขึ้นสำหรับงานที่มีความแม่นยำมากกว่าโซ่ที่ได้กล่าวมาแล้ว และจะพบว่ามีการใช้กัน อย่างกว้างขวาง |
||
| ในอุตสาหกรรมซีเมนต์
ข้อต่อเป็นเหล็กหล่อเหนียว แต่จะมีลักษณะเฉพาะที่ออกแบบพิเศษให้เปลี่ยนปลอก
(Bushing) ในวงแหวน ทรง กระบอกได้ ซึ่งปลอกนี้ทำด้วยเหล็กกล้าชุบผิวแข็ง (Case- Hardened Steel) หรือเหล็กกล้าแมงกานีส และอัดแน่นอยู่ในตำแหน่ง วงแหวนทรงกระบอกจะถูกหล่อขึ้นรูป จนกระทั่งเป็นพุ่มสำหรับสัมผัสกับล้อฟันเฟือง (Sprocket) และยังมีความต้านทานต่อการสึกหรอ ระหว่าง สลักกับปลอก Bushing ได้อย่างดีเยี่ยม โซ่แบบนี้มีระยะพิต 4" และ 6" ความแข็งแรงใช้งาน 3,200 ถึง 10,000 ปอนด์ |
||
| 9.
โซ่แบบผสม (Combination Chains)
(รูป 11) a. โซ่แบบผสมนี้เป็นก้าวแรกที่นำไปสู่โซ่เหล็กกล้าก็เป็นไปตามความหมายของชื่อเพราะจุดสำคัญของข้อต่อทั้งชิ้น (Block Link) |
||
| เป็นเหล็กหล่อเหนียว
เชื่อมต่อในตำแหน่งสลับกันด้วยแถบเหล็กกล้าด้านข้างและสลักโซ่แบบนี้ยังคงใช้กันอย่าง
แพร่หลาย ในกระพ้อ ลำเลียง มีระยะพิต 2.609" ถึง 6" ความแข็งแรงใช้งานประมาณ 2,000 ถึง8,300 ปอนด์ |
||
| b.ดัดแปลงมาจากโซ่ผสมแบบ a. เป็นโซ่ผสมแบบ "PW" ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นสำหรับอุตสาหกรรมเยื่อกระดาษ (Pulpwood | ||
| Industry)
มีผิวกันสึกขนาดใหญ่เป็นพิเศษ สำหรับการเลื่อนไถลภายในรางและอุปกรณ์ติด
ตั้งแบบพิเศษอีกมาก ใช้ในการขนถ่ายท่อน ซุง ในลานกองไม้ไปมาระหว่างถังฟอกเปลือกไม้ได้อย่างดีเยี่ยม |
||
| 11.
โซ่ปลอกเหล็กกล้า (Engineering Steel Bushed Chain)
(รูป 11) การพัฒนาของโซ่แบบนี้ คือ จุดสุดยอดในการออกแบบโซ่ลำเลียง ดัวยการนำโลหะผสมชนิดต่าง ๆ ทั้งหมดและสิ่งอื่น ๆ มาใช้งาน |
||
| โซ่แบบนี้ แถบด้านข้างมีลักษณะที่กำหนดอย่างแม่นยำ (แถบตรงหรือเอียงอย่างใดอย่างหนึ่ง) มีปลอกหรือปลอกสวม (Bushing or Thimbles) อัดแน่นเข้ากับแถบด้านข้าง และสลักเหล็กกล้าล็อคเข้ากับแถบด้านข้างด้วยหมุดย้ำหรือสลักชนิดผ่า (Cottered) อาจจะมีลูกกลิ้งหรือไม่มีก็ได้ โซ่แบบนี้นิยมใช้ในการขนถ่าย มีระยะพิตตั้งแต่ 4" ถึง 30" และความแข็งแรงใช้งาน2,000 ถึง 25,000 ปอนด์ผู้ผลิตต่าง ๆ มีชื่อทาง การค้าของตัวเองสำหรับโซ่แบบนี้ ได้แก่ "Chabeleo"ของบริษัท RexNord, "SS or LXS Class Bushed Steel" ของบริษัท Link-Belt,"Steel Thimble Roller" ของบริษัท Jef | ||
| ข้อพิจารณาการออกแบบโซ่ (Chain Design Considerations) |
| โซ่ไม่ได้เป็นส่วนรับแรงดึงเพียงอย่างเดียว มันยังเป็นโครงสร้างที่โค้งดัดได้อีกด้วย ประกอบไปด้วยชิ้น ส่วนเคลื่อนที่พร้อมข้อต่อ | ||
| ทำหน้า
ที่เป็นแบริ่ง เป็นความจริงที่ว่า โซ่โดยทั่วไปจะอยู่ภายใต้แรงดึงแต่ภาระทั้งหมด
นี้จะทำให้เกิดความเค้นอื่น ๆ อีกมาก ดูรูป 12 การโก่ง (Bending) ซึ่งอยู่ในรูปของแรงดึง
และแรงอัดที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ยังมีแรงเฉือน แบริ่งตาย (ในรูปของแรงอัด)
และในที่สุด ความเค้นทั้งหมดจะทำให้เกิดแบริ่งสึกหรอ หรือ อายุแบริ่งสั้นลง ส่วนประกอบของโซ่จะรับภาระเกี่ยวกับแรงดึง แรงกระแทก ผลของความล้า และการสึกหรอ |
||
|
|
รูป
12 ความเค้นในข้อต่อและสลักของโซ่
|
| ภาระแรงดึง (Tension Loads) |
| แรงดึงที่ต้อง สำหรับการเคลื่อนที่ของภาระ (Load) หรือ การส่งถ่ายกำลัง เป็นแรงชนิดแรกที่จะต้อง พิจารณาในการออกแบบโซ่ | ||
| ส่วนของโซ่ที่เกิดการหมุนไปกับล้อฟันเฟือง
(Sprocket) จะทำให้เกิดแรงดึงเพิ่มขึ้นอีก เนื่องมาจากแรง เหวี่ยงหนีศูนย์กลาง
(Centrifugal Force) ผลจากแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลางนี้อาจจะถูกกระทำเป็นอนุกรมของ
แรงรวมที่ข้อต่อโซ่ แรงรวมเหล่านี้จะ ถูกทำ ให้สมดุลย์ด้วยแรงที่เท่ากันซึ่งกระทำตามเส้นศูนย์กลางในแนวยาว ของข้อต่อใกล้เคียงทั้ง 2 อัน แรงนี้จะทำให้แรงดึงรวมในโซ่เพิ่มขึ้น แต่จะไม่มีผลกระทบต่อการรับภาระของล้อ ฟันเฟือง หรือแบริ่งเพลาขนาดของแรงเหวี่ยงหนีศูนย์นี้จะเป็นสัดส่วนกับน้ำหนักของโซ่ และเป็นกำลังสองของ ความเร็วโซ่ในแนวตรง (Linear Velocity) โซ่จะถูกสร้างขึ้นให้เพียงพอต่อการดึงโดยปลอดภัยในการรองรับ แรงดึงที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากผลของแรงเหวี่ยง ที่ความเร็วสูงมาก ๆ นอกขอบเขตการเดินเครื่องที่แนะนำไว้จะทำให้ แรงดึงหนีศูนย์ นี้กลาย มาเป็นแฟคเตอร์ที่สำคัญยิ่ง และจะต้องพิจารณาถึงด้วย |
||
| ผลของเส้นโค้งแขวน (Catenary) จะเกิดขึ้นในการเดินเครื่องระหว่างโซ่ด้านหย่อนทำให้อยู่ในรูป คล้าย ๆ กับเส้นโค้งแขวน | ||
| (Catenary)
น้ำหนักของโซ่จะทำให้เกิดแรงดึงอย่างสม่ำเสมอตลอดความยาว ดังนั้น จึงทำให้เกิดภาระเพิ่มขึ้นบนโซ่
และล้อฟันเฟือง ของชุดขับอีก |
||
| การสึกกร่อน (Wear) |
| การสึกกร่อนเกิดขึ้นจากการสั่นของสลักในปลอก(Bushings)และจากการเสียดสีของปลอก(Bushings) บนฟันของล้อฟันเฟือง | ||
| (Sprocket Teeth) ในกรณีของโซ่แบบใช้ลูกกลิ้ง การสึกกร่อนจะเกิดขึ้นบริเวณขอบ นอกของลูกกลิ้งและระหว่างลูกกลิ้งกับปลอก โซ่ลำเลียงแบบเลื่อนไถลหรือแบบลากพาทุกชนิด จะมีการสึกกร่อน บริเวณส่วนบนสุดและล่างสุดของข้อต่อ | ||
| การสึกกร่อนในข้อต่อโซ่ จะเป็นแฟคเตอร์จำกัดอายุของโซ่ (Limitting Factor) ดังนั้นการสึกกร่อนมีผล ทำให้โซ่ยืดออก กล่าว | ||
| อีกนัยหนึ่งคือ
ระยะพิตของโซ่จะเพิ่มขึ้น การเพิ่มขึ้นของระยะพิตนี้ต้องเผื่อไว้สำหรับให้โซ่
ยังขับขี่ไปบนฟันของล้อฟันเฟืองได้ ซึ่งจะ ออกแบบให้พิตยืดได้พอประมาณ เมื่อพิตยืดเกินขนาด ต้องเปลี่ยนโซ่ ก่อนที่มันจะคร่อมข้ามฟันของล้อฟันเฟืองหรือ เกิดความ เสียหาย ขึ้น การหล่อลื่นผิวหน้าแบริ่งของข้อต่อโซ่ที่ เหมาะสม จะสำคัญมากต่อการลดการสึกกร่อน |
||
| การสึกกร่อนบริเวณเส้นรอบวงด้านนอกของลูกกลิ้ง และการสึกกร่อนระหว่างเส้นผ่าศูนย์กลางด้านในกับ ปลอก จำเป็นต้องนำมา | ||
| พิจารณาด้วย
เนื่องจากการสึกกร่อนในบริเวณนี้จะทำให้เส้นการโคจรของข้อต่อโซ่ไปบน
ล้อฟันเฟืองมีระยะพิตน้อยลง ซึ่งมีผลกระทบ เหมือนกับ โซ่ที่มีระยะพิตยาวขึ้น การจัดแนวที่ไม่เหมาะสม อันเนื่องมาจากการหา Alignment ขณะอยู่กับที่หรือแนวขณะเคลื่อนที่ผิด พลาด จะทำให้เกิดการสึกกร่อนผิดปกติทั้งบนโซ่และล้อฟันเฟือง การติดตั้งโซ่ใหม่บนล้อฟันเฟืองเก่าที่ไม่สมบูรณ์ หรือใช้ล้อฟันเฟืองใหม่ กับโซ่เก่าที่ไม่สมบูรณ์จะมีผลต่อ การสึกกร่อนที่ผิดปกติ เป็นผลมาจากขนาดที่ไม่เหมาะสมกันและควรหลีกเลี่ยงเสีย |
||
| สำหรับการออกแบบและการใช้งานโซ่อย่างเหมาะสม จะต้องเข้าใจถึงความแตกต่างระหว่างการสึกกร่อน ที่เกิดขึ้นในโซ่แบบ | ||
| แถบข้างตรง
กับการสึกกร่อนที่เกิดขึ้นในโซ่แบบแถบข้างเอียง ในโซ่แบบแถบข้างตรง
(Straight Sidebar Chain) ดังในรูป 13(บน) การสึกกร่อนที่มีผลต่อระยะพิต
ที่เกิดขึ้นระหว่างสลักกับรู (Bore) ของข้อต่อด้านใน (Block Link)
ที่ผิวหน้า (a) และ (a') เมื่อพื้น ที่เหล่านี้ สึกกร่อนเนื่องจากแรงดึง ข้อต่อด้านนอกจะประกบให้สลักสัมผัสอยู่กับ Bushing ที่บริเวณผิวหน้าที่สึกนี้ ทำให้ ระยะห่าง (Clearance) ที่จุด (b) และ (b') เกิดขึ้น ดังนี้นระยะพิตของข้อต่อด้านนอกแต่ละข้อจะเพิ่มขึ้นเป็น ระยะ 2x |
||
| ด้วยเหตุดังกล่าว เมื่อโซ่แบบแถบข้างตรงสึก ระยะพิตระหว่าง Block Link ยังคงเท่าเดิมอยู่ ในขณะที่ ระยะพิตของข้อต่อ ด้าน | ||
| นอกจะเพิ่มขึ้นเนื่องจากผลที่เกิดขึ้นจากการสึกนี้ | ||
|
|
รูป
13 รูปแบบการสึกของโซ่
|
| ในโซ่แบบแถบข้างเอียง (Offset Sidebar Chain) ดังในรูป 13(ล่าง) ผิวหน้าที่เกิดการสึกหลัก ๆ ยังคง เป็นที่ (a) และ (a') | ||
| ระหว่างสลักกับรูของข้อต่อ เมื่อผิวหน้าที่(a)สึกเนื่องจากแรงดึง ข้อต่อหมายเลข1จะประกบ ให้สลักสัมผัสอยู่กับ Bushing ที่บริเวณผิวหน้าที่สึกนี้พื้นที่หลังการสึกจะเกิดขึ้นที่ (b) ดังนั้นระยะพิตของข้อ ต่อหมายเลข 1 จะเพิ่มขึ้นด้วยระยะ x | ||
| เมื่อปฏิกิริยาการสึกแบบนี้เกิดขึ้นที่ผิวหน้า (a') พื้นที่ (b') จะเกิดขึ้น ทำให้ระยะพิตของข้อต่อหมายเลข 2 เพิ่มขึ้น | ||
| ดังนั้น
ระยะพิตของโซ่แบบแถบข้างเอียงทุก ๆ ข้อจะเพิ่มขึ้นในระยะที่เท่ากัน
หากพิจารณาแล้วจะพบว่าโครงสร้างแถบด้านข้าง ของโซ่ทุกชนิด อีกทั้งแบบที่มีลูกกลิ้งจะสึกตามรูปแบบ ที่กล่าวมานี้ ไม่แบบใดก็แบบหนึ่ง ขึ้นอยู่กับลักษณะของแถบด้านข้างเพียงอย่างเดียว |
||
| ภาระแบบกระแทก (Shock Loads) |
| ตามที่ได้กำหนดให้ข้อต่อเคลื่อนไปบนชุดขับที่คับแน่น มันจะรับภาระแรงดึงสูงสุด และแรงดึงนี้จะลดลง เมื่อข้อต่อไปถึงด้านหย่อน | ||
| โดยทั่วไปแล้วการเปลี่ยนแปลงความเค้นนี้
จะมีขนาดไม่มากพอที่จะนำมาพิจารณาออก แบบ อย่างไรก็ตาม เมื่อใดที่โซ่ถูกใช้งานสูง
กว่า สมรรถนะที่กำหนดของมัน หรือรับภาระน้ำหนักในจำนวนรอบที่ สูง ๆ แล้วความล้าก็จะกลายเป็นแฟคเตอร์ที่สำคัญมากอีกอย่างหนึ่ง |
||
| ทิศทางการเคลื่อนที่ |
| บ่อยครั้งที่เราจะรู้ทิศทางการเคลื่อนที่ของโซ่ได้จากอุปกรณ์ติดตั้ง (Attachments) และในบางกรณีอุป กรณ์ติดตั้งอาจจะถูกใช้งาน | ||
| ในอีกทิศทางหนึ่งได้ดีเท่า ๆ กันด้วย | ||
| การกำหนดทิศทางเคลื่อนที่ของโซ่ให้เหมาะสม จะต้องพิจารณาปฏิกิริยาระหว่างโซ่กับล้อฟันเฟือง ทั้งล้อ ขับและล้อตาม (Driving | ||
| and Driven) ด้วย โดยทิศทางเคลื่อนที่จะมีผลให้การสึกหรอทั้งหมดในโซ่และที่ล้อ ฟันเฟืองเกิดขึ้นน้อยที่สุด | ||
| ในกรณีของโซ่ข้อต่อตรง หรือโซ่ประเภท Block Link การทำงานในทิศทางใดทิศทางหนึ่งจะให้ สมรรถนะที่เท่าเทียมกัน ถ้ามีการ | ||
| สึกบริเวณด้านนอกของ
Bushing ของข้อต่อ Leading มาก ดังนั้นการสึกระ หว่างสลักกับด้านในของ
Bushings ของข้อต่อ Leading ข้อนั้นจะน้อย และสำหรับข้อต่อลม (Trailing)
จะ เป็นไปในทำนองกลับกัน จากเหตุผลดังกล่าวจึงสามารถพัฒนารูปแบบ การสึกให้สมดุลย์กันได้ ด้วยการกลับโซ่เป็น อีกด้านหนึ่งบ่อย ๆ และให้โซ่แล่นในทิศทางตรงกันข้าม จะทำให้ Bushing สึกอีกด้าน หนึ่งด้วย การประยุกต์นี้ ใช้ได้ไม่ว่าจะเป็นโซ่ลำเลียงหรือโซ่ขับ ในกรณีของโซ่แถบข้างเอียง ปฏิกิริยาการสึกจะเหมือนกันในข้อต่อทุกข้อ |
||
| สำหรับการใช้งานลำเลียงหรือใช้เป็นโซ่ยกของ ส่วนใหญ่แล้วการเริ่มรับน้ำหนักบรรทุกจะเริ่มขึ้นที่ล้อฟัน เฟืองขับ ดังนั้น | ||
| จึงควรเลือกข้อต่อโซ่ที่จะทำให้การสึกน้อยที่สุดอันเนื่องมาจากปฏิ-กิรยาที่เกิดขึ้นสำหรับจุดที่โซ่ จะเกี่ยวเข้ากับล้อฟันเฟืองขับ | ||
| โดยเหตุที่ชุดขับโซ่โดยทั่วไปจะป้องกันวัสดุแปลกปลอมได้ดีกว่า และมีการหล่อลื่นที่ดีกว่านั้น ปลายด้านปิด ของข้อต่อแถบข้าง เอียง | ||
| จะเป็นส่วนหน้า ลดแรงกดระหว่างสลักกับด้านในของปลอก Bushing เพื่อให้การรับน้ำ หนักของโซ่อยู่ระหว่างด้านนอกของปลอก Bushingกับล้อฟันเฟืองหรือในกรณีของโซ่แบบลูกกลิ้งจะอยู่ระหว่าง รู ของลูกกลิ้งกับด้านนอกของปลอกซึ่งจะเป็นการยืดอายุโซ่ และ ทำให้เกิดการยืดของระยะพิตน้อยที่สุด | ||
| สำหรับโซ่ลำเลียงจะเป็นในทางตรงกันข้าม มันจะแล่นไปโดยมีปลายด้านเปิดเป็นส่วนหน้า เพื่อให้เกิดการ เคลื่อนที่ภายใต้การรบ | ||
| น้ำหนักที่เกิดขึ้นระหว่าง
ด้านนอกของปลายสลักกับด้านในของ Bushing เนื่องจากวัสดุ แปลกปลอมมีโอกาสที่จะตกลง
ไปยังแบริ่งสลัก น้อยกว่ารูลูกกลิ้ง ส่วนใหญ่แล้วการรับภาระบนล้อฟันเฟืองขับหรือ ล้อฟันเฟืองด้านหัวจะมากกว่าบนล้อฟันเฟืองอื่น ๆ ของโซ่ลำเลียงหรือ โซ่ยกของด้วยเหตุที่ข้อต่อโซ่ยาวกว่า และ ความเร็วทั่วไปของโซ่ลำเลียงและโซ่ยกของจะต่ำกว่าชุดขับ ดังนั้นชุดขับและล้อฟันเฟือง ด้านหัวจึงควรจะดี |
||
| การเอาใจใส่ต่อการเดินเครื่องและการบำรุงรักษา(Notes on Operation and Maintenance) |
| การเอาใจใส่ต่อการเดินเครื่อง
และการบำรุงรักษาของโซ่และล้อฟันเฟืองจะช่วยให้อายุการใช้งานยาวนาน
ขึ้น การสึกหรอของโซ่และล้อฟันเฟือง |
| ล้อฟันเฟืองที่สึกหรอมาก ๆ จะทำให้โซ่สึกอย่างรวดเร็ว และโซ่ที่สึกมาก ๆ ก็จะทำให้ล้อฟันเฟืองสึกหรอ อย่างรวดเร็วเช่นกัน ถ้าล้อ | ||
| ฟันเฟืองสึกหรออย่างรวดเร็วและมากเกินปกติจะสามารถทำให้โซ่เกิดการเสียหายอย่าง
มาก ควรตรวจสอบล้อฟันเฟืองบ่อย ๆและถ้าเกิดการ สึก-หรอมากเกินไป ศึกษาวิธีการปรับปรุงแก้ไขอายุของล้อฟัน เฟือง ตรวจสอบดูว่าล้อฟันเฟืองนั้นเหมาะสมกับโซ่หรือไม่ และพฤติกรรม ระหว่าง โซ่กับล้อฟันเฟืองประสานกัน หรือไม่ ควรระลึกไว้เสมอว่า จุดไหนจะมีการนำระยะห่างระหว่างล้อฟันเฟืองส่วนท้ายมาพิจารณา เมื่อฟันของล้อ ฟันเฟืองสัมผัสกับข้อต่อโซ่บ่อยครั้งมากกว่าที่ข้อต่อโซ่แต่ละข้อสัมผัสกับล้อฟันเฟือง พิจารณาล้อฟันเฟืองเกี่ยวกับ การต้าน ทานการสึกหรอของล้อฟันเฟืองได้แก่ ขอบล้อแบบ Chilled และ Chainsaver ในกรณีที่โซ่สึกหรอมากเกินไป แต่ล้อฟันเฟืองไม่สึกหรอ พิจารณาว่าถ้าโซ่ทำงานในทิศทางที่ดีที่สุดแล้ว บางครั้งควรจะใช้โซ่ที่ต้านทานการสึกหรอเพิ่มขึ้น เมื่อโซ่สึกหรอมากผิดปกติโดยเกิดจาก การเสียดสีของสิ่งขัด ขวางบางอย่างหรือเนื่องจากแนวโซ่ไม่ดี โดยอาจจะเลือกโซ่ผิดประเภทผิดหรือโซ่เล็กเกินไป ควรมีการตรวจสอบบ่อย ๆ และเปลี่ยนข้อต่อที่เสียหายออก ถ้าไม่เช่นนั้นแล้วอาจจะทำให้ล้อฟันเฟืองและ ข้อต่อต่าง ๆ เสียหายได้ ควรเอาใจใส่ Exerciseโซ่เพื่อ รักษาให้โซ่สะอาดเท่าที่จะเป็นไปได้เมื่อวัสดุแปลกปลอม อาจจะหล่นลงไปในข้อต่อและทำให้เกิดการสึกหรอโดยไม่จำเป็น ในบางกรณี อาจจะกลับโซ่และล้อฟันเฟืองเพื่อ เพิ่มอายุการใช้งาน ขอบล้อฟันเฟืองแบบ Chilled ที่เสียหายมาก อาจจะทำให้โซ่ใหม่ ๆ เสียหายได้ภาย ในไม่กี่ ชั่วโมง ทางที่ดีควรจะเปลี่ยนล้อฟันเฟืองใหม่เมื่อมีการติดตั้งโซ่ใหม่ |
||
| แรงดึงด้านหย่อน แรงดึงที่เหมาะสมของโซ่นั้นสำคัญมาก โดยทั่วไปแล้วโซ่จะต้องการเพียงแรงดึงให้พอต่อการรักษาให้หน้า สัมผัสของโซ่กับล้อ ฟัน |
||
| เฟืองเป็นไปอย่างเหมาะสม แรงดึงมากเกินไปจะทำให้กาารับภาระในส่วนของโซ่ ล้อฟัน เฟือง เพลาและแบริ่งมากเกินความจำเป็น เป็นการลดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ ถ้าโซ่หย่อนมากเกินไปหรือมีแรง ดึงน้อยเกินไปจะทำให้เกิดการสะบัด (Jerking) การตบ (Slapping) และการลื่นไถล (Slipping) ของโซ่ทำ ให้เกิดการสะท้านในโซ่ และลดอายุการใช้งานลง | ||
| ความแข็งแรงของอุปกรณ์ติดตั้ง (Attachment Strength) |
| อุปกรณ์ติดตั้งจะไม่แข็งแรงเท่ากับโซ่ ด้วยเหตุที่โซ่จะต้องรองรับอุปกรณ์ติดตั้งต่าง ๆ ได้ดี ถ้ามีอุปกรณ์ ติดตั้งอันเดียวแล้ว โซ่จะ | ||
| แข็งแรงเพียงพอต่อการแตกหักหรือต่อการโค้งงอของอุปกรณ์ติดตั้งได้ | ||
| สภาวะการผุกร่อน (Corrosive Conditions) |
| ในสภาวะที่เกิดการผุกร่อน ควรมีข้อกำหนดบางอย่างเพื่อป้องกันชิ้นส่วนสำคัญ ๆ ของโซ่ ไม่ว่าจะโดยการ ชุบ (Plating) หรือการ | ||
| สร้างชิ้นส่วนบางส่วน
หรือทุกส่วนด้วยวัสดุที่ทนต่อการผุกร่อนการหล่อลื่นอย่างสมบูรณ์ จะช่วยป้องกันชิ้นส่วนภายใน
ของโซ่ต่อ การ ผุกร่อน |
||
| แถบป้องกันการสึกหรอ
(Wear Strips) โดยทั่วไปแล้ว โซ่จะสึกหรอช้ากว่าตัว Liner เนื่องจากโซ่เป็นส่วนที่วิกฤตกว่าและเป็นส่วนที่มีราคาแพง ของส่วนประกอบโซ่ลำเลียง |
||
| ทั้ง
2 ชนิดนี้ ดังนั้นจึงควรพิจารณานำแถบป้องกันการสึกหรอที่เข้ากับโซ่ได้มาใช้ด้วย
หลังจากที่เลือกโซ่ได้เหมาะสมแล้ว เส้นทางที่ ทน ต่อการสึกหรอสำหรับโซ่แบบลูกกลิ้งไม่ได้เป็นข้อพิจารณาที่วิกฤต แต่จะใช้เหล็กกล้าแบบ Cold Finished เพื่อให้การทำงาน ดีที่สุด |
||
| สาเหตุของการสึกหรอนั้น มีความซับซ้อนยุ่งยากมาก และมีผลกระทบมาจากแฟคเตอร์ต่าง ๆ เป็นไปไม่ได้ ที่จะพยากรณ์อายุ การ | ||
| สึกหรอของโซ่
และ Liner อย่างแน่นอนได้ เนื่องจากผลของแฟคเตอร์ต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลง
ไปและไม่สามารถควบคุมได้ เช่น การขัดสี (Abrasion) การผุกร่อน (Corrosion)
การหล่อลื่นภาระ ความเร็ว และช่วงเวลาการเริ่มเดินเครื่อง (Break-in
Period) ดังนั้น ประสบการณ์ที่มีอยู่ของการใช้งานร่วมกัน ระหว่าง โซ่ กับ Liner สำหรับการใช้งานเฉพาะจะเป็นแนวทางที่ดีที่สุด ในการพยากรณ์ สมรรถนะของโซ่ |
||
| สำหรับการติดตั้งใหม่ที่ไม่มีประสบการณ์มาก่อน สามารถที่จะประยุกต์เป็นแนวทางได้ ดังนั้น โซ่ควรจะ แข็งกว่าโลหะที่ใช้ทำ Liner | ||
| เล็กน้อย
เพื่อป้องกันโซ่ และให้ Liner เกิดการสึกหรอก่อน อย่างน้อยที่สุด วัสดุที่ทำ
Liner ควรจะเทียบกับโซ่ในด้านการขัดผิว หรืออาจจะ เรียบกว่าก็ได้ ในบางครั้ง วัสดุที่ใช้ทำ Liner อาจเป็นอโลหะ เช่น ไม้ และ พลาสติก ซึ่งอาจหวังผลทางด้านความประ หยัด แต่ไม่ควรใช้ กับงานที่มีการกระแทกอย่างรุนแรง ถ้ามีปัญหาเรื่องการสึกหรอโดยไม่สนใจผลของการผุกร่อน (Corrosion) จากประสบการณ์แล้ว โดย ทั่ว ไปจะเพิ่มความแข็งแรงของโซ่ หรือแถบโลหะป้องกันการสึก อย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นในสภาพแวดล้อมที่มีการขัดสี ซึ่งจะลดการสึกหรอ ลง ได้ การหล่อลื่น ถึงแม้ว่าจะใช้เพียงน้ำ ก็สามารถที่จะลดการสึกหรอลงได้ |
||
| ล้อฟันเฟือง (Sprockets) |
| ล้อฟันเฟืองสามารถทำขึ้นจากวัสดุหลาย ๆ ชนิดและมีหลายประเภท (รูป 14) ขึ้นอยู่กับการใช้งาน และ ความยากลำบากใน การ | ||
| บำรุงรักษาที่ต้องการ ล้อฟันเฟืองสามารถทำขึ้นจากวัสดุหล่อหลายชนิด เช่น เหล็กหล่อสี เทา (Gray Iron) และ Chilled Rim และยังมี Fabricated Steel ที่มีความแข็งแรงสูงสุดและมีความต้าน ทานการสึกหรอตามที่ต้องการ | ||
| ล้อฟันเฟืองที่นิยมใช้กัน 3 ประเภท มีดังนี้ |
| 1.
Arm Body ล้อฟันเฟืองประเภทนี้ โดยทั่วไปจะใช้เมื่อต้องการให้มีขนาดใหญ่ เพื่อลดน้ำหนักทำให้การขนถ่ายง่ายขึ้น และราคาถูก 2. Split (Arm or Plate) Body ล้อฟันเฟืองแบบ Split Body เป็นแบบแยกเป็น 2 ส่วน ออกแบบมาให้สะดวกในการติดตั้งและถอดออก จากเพลาได้โดยไม่ต้อง ยุ่งเกี่ยวกับแบริ่งหรืออุปกรณ์ที่ด้านปลายอื่น ๆ ซึ่งลดเวลาในการติดตั้งหรือถอดได้มาก 3. Plate Body ล้อฟันเฟืองแบบนี้ โดยทั่วไปจะใช้เมื่อต้องการให้มีขนาดเล็กลง ในเมื่อใช้ล้อฟันเฟืองแบบ Arm ไม่ได้และ จะใช้ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น เมื่อแรงดึงโซ่มากกว่าความแข็งแรงของล้อฟันเฟืองแบบ Arm Body |
|
|
รูป
14 ล้อฟันเฟืองประเภทต่าง ๆ
|
| ล้อฟันเฟืองแบบ Fabricated Steel โดยทั่วไปเป็นแบบ Flame-cut และผลิตขึ้นจากแผ่นเหล็กกล้า คาร์บอนธรรมดา (Plain | ||
| Carbon)
หรือโลหะผสม ฟันเฟืองจะชุบแข็งแบบ Flame หรือแบบกระแสเหนี่ยว นำ นอกจากนี้ล้อฟันเฟืองยังสามารถ
ทำได้จาก แผ่นเหล็กกล้าคาร์บอนต่ำ แผ่นเหล็กกล้า Carburized และชุบแข็ง แบบ Flame แบบกระแสเหนี่ยวนำหรือ Salt Bath ล้อฟันเฟืองแบบ Fabricated Steel ไม่มีคงคลัง อย่างไรก็ตามสามารถที่จะจัดหาล้อฟันเฟืองเหล็กหล่อ ทุก ๆ ขนาดที่มีระบุไว้ได้อย่างรวดเร็ว |
||
| ล้อฟันเฟืองแบบแยกส่วน (ดูรูป 15 ) มีส่วนดีมากในการติดตั้งและการเปลี่ยนที่ทำได้ง่าย ขอบล้อทำจาก เหล็กกล้าชุบแข็ง และนิยม | ||
| ใช้ทั้งแบบ Split และ Solid Bodies | ||
| การติดตั้งที่มีอยู่อาจจะทันสมัยขึ้นโดยการถอดล้อฟันเฟืองของเก่าออก และใส่ชุดขอบแยกส่วน ของดุมแบบ แยกไม่ได้หรือแบบ | ||
| แยกส่วนได้แทนจุดเด่นที่สำคัญในการใช้ล้อชุดลากสามส่วน(Three
Segment Traction Wheels) คือ สามารถที่จะ เปลี่ยน ส่วนที่สึกหรอออก 1 ส่วน ในแต่ละครั้งได้โดยไม่ต้องถอดโซ่ออก สำหรับล้อ ฟันเฟืองแบบแยกส่วน ต้องถอดขอบทั้งหมดออก จากดุม ก่อนจึงจะติดตั้งขอบใหม่แทนได้ |
||
![]() |
|
รูป
15 ล้อฟันเฟืองแบบขอบแยกส่วน
|
| ดุมแบบแยกไม่ได้ (Solid Hub Bodies) ดุมแบบแยกไม่ได้นี้แนะนำให้ใช้สำหรับการติดตั้งใหม่ หรือที่ติดตั้งอยู่แล้วและสะดวก | ||
| ในการติดตั้งดุมแบบ
นี้เพื่อเพิ่มความประหยัดต้นทุนของดุมแบบแยกส่วน (Split Hub) ดุมทำจากเหล็กหล่อเม็ดเกรนละเอียด
ขึ้นรูป ด้วยเครื่องจักอย่างแม่นยำ Bodies สามารถทำได้จากเหล็กกล้า
(Steel) แต่มีขนาดต่างกัน การพัฒนาเกี่ยวกับวัสดุนี้จะช่วยลด เวลา สูญเสีย (Down-Time) ที่ต้องการในการติดตั้งล้อฟันเฟืองแบบ มาตรฐาน และประหยัดเวลา และง่ายต่อการเปลี่ยน สำหรับล้อ ฟัน เฟืองคู่เปลี่ยนขอบควรเปลี่ยนให้เข้าชุดกันเป็นคู่ และได้แนวกัน |
||
| โซ่ลำเลียงแบบอ่าง (Apron Conveyors) |
| โซ่ลำเลียงแบบอ่าง (Apron Conveyors) ใช้ลำเลียงวัสดุปริมาณมวลที่มีน้ำหนักมากแบบพาไป (Carrying) ได้ดีมากและ | ||
| ยังใช้ในการป้อนวัสดุเข้าเครื่องบด
เครื่องทำลาย(Breakers)เครื่องขัด(Grinders) โม่ (Pulverizers) และเครื่องจักรทำนอง เดียวกันนี้ |
||
| โซ่ลำเลียงแบบอ่าง (Apron Conveyors) ประกอบด้วยโซ่ต่อปลาย (Endless Chains) 1 ชุด หรือ มากกว่า แล้วนำอ่าง | ||
| (Pans)
มายึดติดเรียงต่อเข้าด้วยกันหรือเหลื่อมกันเพื่อจัดให้วัสดุปริมาณมวลมีการเคลื่อนที่
เป็นแนวอย่างต่อเนื่อง โซ่ลำเลียงแบบนี้เหมาะ ที่สุดสำหรับการขนถ่ายวัสดุปริมาณมวลที่มีน้ำหนักมาก ๆ ได้แก่ ถ่านหิน ถ่านโค้ก ขี้โลหะ (Slag) แร่หิน อิฐ กรวด หิน Clinker หรือ ดิน โซ่ลำเลียงแบบอ่างจะมีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อใช้ในแนวราบ แต่ก็ขึ้นอยู่กับวัสดุขนถ่ายและรูปร่างของอ่าง (Pans) แบบเรียงต่อกัน หรือ เหลื่อมกัน มุมเอียงขึ้นได้ถึง 35? อ่างแบบเหลื่อมกันอาจจะมีแผ่นด้านข้างในแนว ดิ่ง เพื่อกั้นวัสดุบนอ่างไว้ เนื่องจากโซ่ลำเลียงแบบอ่าง จะขนถ่าย วัสดุด้วยวิธีนำพามากกว่าการกวาดหรือลากดังนั้น จึงมีความเสียดทานน้อย โซ่ลำเลียงแบบอ่างทั้งหมดจะใช้โซ่แบบลูกกลิ้ง และต้อง การแรงดึงน้อย หรือกำลังน้อย กว่าโซ่ลำเลียงประเภทอื่นสำหรับอัตราขนถ่ายเท่า ๆ กัน |
||
| โซ่ลำเลียงแบบอ่างนี้จะมีราคาต่อความยาว 1 ฟุตสูงกว่าสายพานลำเลียง แต่โซ่ลำเลียงแบบอ่างจะถูกนำมา ใช้เมื่อไม่สามารถใช้สาย | ||
| พาน
ลำเลียงได้ โซ่ลำเลียงแบบนี้สามารถใช้ขนถ่ายวัสดุร้อนขนาดก้อนต่างๆกันได้สามารถ
ลดแรงกระแทกและสามารถ ใช้ลำเลียง ได้ทั้ง ในแนวนอนและแนวลาดเอียง หรือทั้งแนวนอนและลาดเอียงร่วมกัน การขนถ่ายในแนวลาดเอียงจะไม่ค่อยเกิน 35 องศา และมีใบหยก (Lifting Blades) เพื่อขึ้นมาด้วย เป็นธรรม ดาที่อัตราขนถ่ายจะเปลี่ยนไปตามคุณสมบัติของวัสดุที่ทำการขนถ่าย |
||
|
G. PRECISION ENGINEERING LTD.,PART. 26/27 MOO.9 BYPASS ROAD , TUMBOL NAPA AMPHUR MUANG ,CHONBURI 20000 THAILAND. TEL :038-441-348 , 087-9182311 , 081-6446767 FAX : 038-441-349 Website : http://www.Gprecision.net E-mail : info@gprecision.net |