เครื่องอัดลม (compressor)
 

ในระบบนิวแมติกเราใช้ลมอัดเปลี่ยนรูปเป็นพลังงานกล ตัวการที่ทำให้เกิดลมอัดได้แก่ เครื่องอัด (compressor) โดยที่ตัวเครื่อง
อัดลมจะมีหน้าที่ดูดอากาศเข้ามาทางท่อทางดูด แล้วอัดให้มีอากาศให้มีความดันสูงขึ้นกว่าเดิม จากนั้นจึงส่งอากาศที่ถูกอัดตัวแล้วไปยังถังพักลมไปอีกทีหนึ่งก่อนที่จะถูกส่งไปใช้งานในการควบคุมระบบนิวแมติก ขนาดของถังพักจะมีขนาดใหญ่หรือเล็กขึ้นอยู่กับขนาดของเครื่องอัดลมและปริมาณลมที่ใช้ในวงจรนิวแมติก

การติดตั้งเครื่องอัดลม
เครื่องอัดลมที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมมีวิธีการติดตั้งอยู่ 2 วิธีคือ
การติดตั้งแบบถาวร การติดตั้งแบบนี้ตัวเครื่องอัดลมจะอยู่แยกต่างหากจากถังพักลม เหมาะสำหรับเครื่องอัดลมขนาดใหญ่ และต้อง
การ ใช้ปริมาณมาก มีความดันคงที่เสมอ การติดตั้งแบบนี้ควรจะต้องมีห้องแยกไว้ต่างหากสำหรับการผลิตลมอัด
การติดตั้งแบบชั่วคราว การติดตั้งแบบนี้ต้องการใช้ปริมาณลมอัดไม่มากนัก ตัวเครื่องอัดลมจะมีขนาดไม่ใหญ่โต สะดวกในการ
เคลื่อนย้าย ดังนั้นเครื่องอัดลมแบบนี้จึงมีขีดจำกัดในการผลิตลม ลักษณะของเครื่องอัดลมชนิดดังกล่าว ตัวเครื่องอัดลมและถังพักลมจะอยู่เป็นชุดเดียวกัน

บริเวณที่ติดตั้งเครื่องอัดลม ควรจะได้มีการพิจารณาถึงสิ่งแวดล้อมรอบเครื่องอัดลม อากาศที่จะเข้าเครื่องอัดลมจะต้องแห้ง เย็น ปราศจาก
ความชื้น และไม่มีฝุ่นละอองเจือปน เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาเรื่องฝุ่นละอองที่ปนอยู่ในอากาศ ถ้าอากาศที่เข้าไปในเครื่องอัดลมสะอาดก็จะช่วยยืดอายุการใช้งานของเครื่องอัดลมได้นานขึ้น

ชนิดของเครื่องอัดลม
เครื่องอัดลมที่มีใช้อยู่ทั่วไปอยู่หลายประเภท แต่อาจจำแนกได้เป็น 6 ประเภทคือ
1. เครื่องอัดลมแบบลูกสูบ ทำงานโดยการอัดอากาศภายในกระบอกสูบให้มีปริมาตรลดลงเพื่อให้มีความดันเพิ่มขึ้น เครื่องอัดลมแบบนี้มีอยู่
2 ลักษณะคือ เครื่องอัดลมแบบลูกสูบชัก (reciprocating piston compressor) ดูรูปที่ PNEUMATIC-COM-1 และเครื่องอัดลมแบบลูกสูบหมุน (rotary piston compressor)
เครื่องอัดลมแบบลูกสูบสามารถสร้างความดันได้ตั้งแต่ 4 ถึง 300 บาร์ ขึ้นอยู่กับจำนวนขั้นของการอัด และสามารถจ่ายลมได้ตั้งแต่ 2 ถึง
500 ลูกบาศก์เมตรต่อนาที ถ้าขั้นในการอัดมากก็จะสามารถสร้างความดันให้สูงขึ้นตามไปด้วย

รูปที่ PNEUMATIC-COM-1
ลักษณะการทำงานของเครื่องอัดลมแบบลูกสูบ.

2. เครื่องอัดแบบไดอะเฟรม ในกรณีที่เราต้องการให้อากาศอัดไม่มีสิ่งเจือปน เช่นน้ำมันหล่อลื่น เพื่อไปใช้งานทางด้านเคมีภัณฑ์ต่าง ๆ
ควรจะเลือกใช้เครื่องอัดลมชนิดนี้ เพราะน้ำมันหล่อลื่นไม่สามารถผ่านแผ่นไดอะเฟรมเข้าไปในห้องอัดได้ (ดูรูปที่ PNEUMATIC-COM-2 )

รูปที่ PNEUMATIC-COM-2
ลักษณะการทำงานของเครื่องอัดลมแบบไดอะเฟรม.

3. เครื่องอัดลมแบบเวนโรตารี การทำงานของเครื่องอัดลมชนิดนี้จะมีเสียงไม่ดัง การหมุนทำงานได้เรียบ การผลิตลมเป็นไปอย่างคงที่
ไม่มีการขาดเป็นห้วง ๆ ความสามารถในการผลิตลมสามารถทำได้ 4 ถึง 100 ลูกบาศก์เมตรต่อนาที ในกรณีที่เครื่องอัดลมมีจำนวนขั้นการอัดเพียงขั้นเดียว จะได้ความดัน 7 บาร์ แต่ถ้าเป็น 2 ขั้น จะได้ความดันถึง 10 บาร์ (ดูรูปที่ PNEUMATIC-COM-3)

รูปที่ PNEUMATIC-COM-3
ลักษณะการทำงานของเครื่องอัดลมแบบเวนโรตารี.


4. เครื่องอัดลมแบบสกรู โครงสร้างของเครื่องอัดลมแบบสกรูเป็นการพัฒนาทางเทคโนโลยีที่ใหม่ โดยคอมเพรสเซอร์ชนิดนี้จะมีเพลา
สกรูสองเพลาที่หมุนขบกัน การขบกันของเพลาสกรูทั้งสองจะต้องหมุนขบกันได้พอดีตลอด โดยที่เพลาตัวหนึ่งจะมีสกรูซึ่งมีสันนูนเรียกว่า เพลาตัวผู้ และอีกเพลาหนึ่งจะมีสกรูที่มีสันเพลาเว้าเรียกว่า เพลาตัวเมีย (ดูรูปที่ PNEUMATIC-COM-4 ) เพลาสกรูทั้งสองจะประกอบอยู่ในตัวเรือนเดียวกันโดยหมุนด้วยความเร็วรอบเกือบเท่ากัน ซึ่งเพลาตัวผู้จะหมุนเร็วกว่าเพลาตัวเมียเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และมีทิศทางการหมุนเข้าหากัน ทำให้ดูดลมจากด้านหนึ่ง และอัดส่งต่อไปอีกด้านหนึ่งได้ โดยสามารถทำให้ค่าความดันสูงถึง 10 บาร์ และมีอัตราการจ่ายลมได้ถึง 170 ลูกบาศก์เมตรต่อนาที

รูปที่ PNEUMATIC-COM-4
ลักษณะการทำงานของเครื่องอัดลมแบบสกรู.

5. เครื่องอัดลมแบบใบพัดหมุน มีลักษณะโครงสร้างคล้ายกับเกียร์ปั๊ม โดยใช้เกียร์ 2 ตัวขบกันแต่เกียร์ของเครื่องอัดลมแบบ นี้มีลักษณะ
พิเศษคือ มีเพียง 2 ฟัน หมุนขบกันด้วยความเร็วรอบที่เท่ากัน โดยที่ปลายอีกข้างของฟันเฟืองจะต้องหมุนเกือบแตะสัมผัสกับผนังเครื่องอัดลม รีดและอัดลมขณะหมุนไปได้ อากาศจะถูกอัดจากด้านหนึ่งไปสู่อีกด้านหนึ่งโดยที่ไม่ถูกเปลี่ยนแปลงปริมาตร นั่นคืออากาศไม่ถูกอัดขณะดูดจากด้านหนึ่งไปสู่อีกด้านหนึ่ง แต่อากาศจะถูกอัดตัวต้านกับความต้านทานที่เกิดขึ้นภายในถังเก็บ (ดูรูปที่ PNEUMATIC-COM-5 )

รูปที่ PNEUMATIC-COM-5
ลักษณะการทำงานของเครื่องอัดลมแบบใบพัดหมุน.

ข้อควรระวัง เนื่องจากระยะห่างระหว่างโรเตอร์กับผนังเครื่องมีช่องว่างเพียงเล็กน้ยอ ดังนั้นจึงควรระวังฝุ่นละอองที่ จะปนเข้าไป
กับลมอัด ซึ่งจะทำให้โรเตอร์เกิดการสึกหรอได้รวดเร็ว
6. เครื่องอัดลมแบบกังหัน เครื่องอัดลมแบบนี้ใช้หลักการของกังหัน ใบพัดจะดูดลมเข้าหาเครื่องและหมุนอัดลมให้ออกไปโดยผ่านช่องเวน
ความเร็วของลมที่ถูกดูดไหลผ่านใบกังหันจะทำหน้าที่เปลี่ยนเป็นพลังงานลมอัด การติดตั้งกระทำได้ทั้งในแนวนอนและแนวตั้ง ใช้เนื้อที่ในการติดตั้งน้อย เครื่องอัดลมแบบกังหันสามารถผลิตอัตราการจ่ายลมได้ตั้งแต่ 170 ถึง 20,000 ลูกบาศก์เมตรต่อนาทีส่วนความสามารถในการทำความดันสามารถทำได้ประมาณ 4 ถึง 10 บาร์

รูปที่ PNEUMATIC-COM-6
ลักษณะการทำงานของเครื่องอัดลมแบบ
กังหัน.

การพิจารณาเลือกขนาดและชนิดของเครื่องอัดลม
เนื่องจากความต้องการปริมาณลมอัดของโรงงานต่าง ๆ มีปริมาณไม่เท่ากัน การออกแบบการเดินท่อก็ต่างกัน นอกจากนั้นชนิดของ
เครื่องอัด ลมต่าง ๆ ก็มีความสามารถไม่เท่ากัน ดังนั้นการพิจารณาเลือกเครื่องอัดลมจึงจำเป็นต้องพิจารณาถึง
ความดันใช้งาน ในระบบนิวแมติกจะมีค่าความดันใช้งานอยู่ระหว่าง 1.5 ถึง 16 บาร์ ซึ่งเป็นช่วงที่นิยมใช้กันอย่างกว้างขวาง แต่โดย
ทั่วไปอยู่ระหว่าง 6 ถึง 8 บาร์ ขึ้นอยู่กับคุณภาพของอุปกรณ์ที่ผู้ผลิตสร้างขึ้น อย่างไรก็ตามความดันที่ออกจากเครื่องอัดลมควรจะสูงกว่าความดันใช้งาน เนื่องจากการส่งผ่านทางท่อทางส่งจะมีความดันตกคร่อม (pressure drop) เกิดขึ้นในท่อทาง การผลิตความดันได้มากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับชนิดของเครื่องอัดลม


ปริมาณความต้องการลมอัดที่ใช้งาน จะต้องพิจารณาความต้องการลมอัดที่จะต้องใช้ในปัจจุบันและในอนาคต ภายหน้าว่าต้องการปริมาณ
ลมอัดเพิ่มขึ้นเท่าไร ควรวางแผนไว้ล่วงหน้าประมาณ 1 ถึง 2 ปี เมื่อทราบปริมาณความต้องการแน่นอนแล้ว สามารถนำไปหาขนาดของเครื่องอัดลมได้ โดยคำนวณได้จากปริมาตรที่เครื่องอัดลมสามารถผลิตได้จากสมการดังต่อไปนี้
Vcompressor = V.N.n ......................................................1  
หรือ Vcompressor = [ ( p rd2 )/4 ]x L x N x n ......................2
เมื่อ
Vcompressor = คือปริมาตรที่เครื่องอัดลมสามารถผลิตได้ หรือที่เรียกปริมาตรทางทฤษฎี (Vth) มี หน่วยเป็น L/min หรือ m3/hr
d คือเส้นผ่านศูนย์กลางของลูกสูบ L คือระยะชักที่ลูกสูบของเครื่องอัดลมเคลื่อนที่
N คือความเร็วรอบของเครื่องอัดลม (rpm)
n คือจำนวนลูกสูบของเครื่องอัดลม
แต่สมการที่ 1 หรือ 2 เป็นการคำนวนหาปริมาตรทางทฤษฎี จะนำมาใช้ในงานจริงไม่ได้เพราะปริมาตรลมอัดที่ออกจาก เครื่องอัดลม
มาจะมีค่าน้อยกว่าการคำนวณ ทั้งนี้เนื่องจากการสูบเสียในการดูดอากาศเข้ามาในเครื่องอัดลม ดังนั้นในทางปฏิบัติจึงใช้ปริมาตรที่เครื่องอัดลมผลิตได้จริง ซึ่งสามารถหาค่าได้จากสมการ

โดย
V acture = Vth x nv ........................................3
V acture คือปริมาตรลมอัดที่ออกจากเครื่องลมอัด
Vth คือปริมาตรลมอัดที่คำนวณได้ทางทฤษฎี
hv คือจำนวนลูกสูบของเครื่องอัดลม
หรืออาจจะใช้ตาราง PNEUMATIC -COMPRESSOR -4 สำหรับการเลือกขนาด และชนิดของเครื่องอัดลมถ้าทราบปริมาณ
ความต้องการลดอัด
ในบางครั้งเพื่อสะดวกแก่การจำในการเลือกขนาดเครื่องอัดลม คือถ้าต้องการลมอัด 100 ลิตร/นาทีที่ความดัน 6 บาร์ จะใช้เครื่องลม
อัดขนาด 0.746 กิโลวัตต์ หรือ 1 แรงม้า (ค่านี้เป็นค่าที่ประมาณใกล้เคียงเท่านั้น)

ตาราง PNEUMATIC - COMPRESSOR - 4 การเลือกขนาดและชนิดของเครื่องอัดลมเมื่อรู้ค่าปริมาณความต้องการลมอัด

ความต้องการลมอัด
(ลิตรต่อนาที)

กำลังของเครื่องอัดลม
(กิโลวัตต์)

ชนิดของเครื่องอัดลม

2,800

7.5 ถึง 18.5

แบบลูกสูบชัก

34,000

18.5 ถึง 225

แบบลูกสูบชักหรือแบบสกรู

85,000

225 ถึง 450

แบบลูกสูบชักหรือแบบสกรูแรเหวี่ยง

180,000

450 ถึง 935

แบลูกสูบชักหรือแบบใบพัดหมุน

510,000

935 ถึง 2450

แบบใบพัดหมุน


ระยะของท่อลมที่จะส่งไปยังอุปกรณ์ต่าง ๆ ซึ่งจะมีผลถึงการเลือกขนาดของเครื่องอัดลม เพราะถ้าระยะทางไกล มากจะมีผล
ต่อความดันตกคร่อมต่อระบบ ในระบบการเดินท่อของนิวแมติกโดยทั่วไปความยาวท่อไม่ควรเกิน 1,000 เมตร ซึ่งรวมถึงการคิดค่าความดันตกคร่อมขอข้องอ ข้อต่อต่าง ๆ ที่คิดออกมาในรูปของความยาวเส้นตรง ความดันตกคร่อมในระบบนิวแมติกที่ยอมให้ได้ (คืดจากเครื่องอัดลมถึงเครื่องจักรนิวแมติก) ไม่ควรเกิน 5% ของความดันใช้งาน ถ้าความดันตกคร่อมมากกวานี้ จำเป็นจะต้องเลือกขนาดเครื่องอัดลมให้ใหญ่ขึ้นขณะที่เครื่องจักรต้องการปริมาณลมเท่ากัน
ความบริสุทธิ์ของลมที่จะใช้ ในลักษณะงานบางประเภทจำเป็นจะต้องใช้ลมอัดที่มีความบริสุทธิ์มาก ๆ จะมีละอองน้ำมันหล่อลื่นผสม
ไปกับลมอัดไม่ได้เลย ดังนั้นการเลือกชนิดของเครื่องอัดลมให้เหมาะสมอกับงานที่จะใช้ก็มีความจำเป็นเช่นกัน

ถังพักลมอัด
ในขณะทีอุปกรณ์นิวแมติกต่าง ๆ ทำงานพร้อมกันหลายตัวจะเกิปัญหาขึ้นคือ ปริมาณลมที่เครื่องอัดลมผลิตได้นั้นไม่เพียงพอ และในบาง
ครั้งที่อุปกรณ์ไม่ได้ทำงาน ลมที่เครื่องอัดลมผลิตออกมาได้ก็ไม่มีที่เก็บ ดังนั้นถังพักลมจึงเป็นอุปกรณ์ที่กักเก็บลมอัดที่เครื่องอัดลมผลิตออกมาได้ และจ่ายลมอัดออกไปใช้งานด้วยความดันคงที่สม่ำเสมอ ซึ่งถังพักลมอัดนั้นจะต้องมีความสัมพันธ์กับเครื่องผลิตลมอัด นอกจากนั้นถังพักลมอัดยังสามารถระบายความร้อนให้กับลมอัดที่เกิดจากการอัดตัวให้มีอุณหภูมิต่ำลง ซึ่งจะทำให้ไอน้ำบางส่วนที่ปะปนมากับลมอัดกลั่นตัวเป็นหยดน้ำอยู่ภายในถังพักลมอัดนี้ และที่ถังพักลมอัดนี้จำเป็นจะต้องมีลิ้นนิรภัยเพื่อระบายความดันที่สูงกว่ากำหนดออกสู่บรรยากาศ นอกจากนั้นจะต้องมีลิ้นระบายน้ำเพื่อระบายน้ำมี่เกิดจากการกลั่นตัวของไอน้ำซึ่งปนมากับลมอัดออกสู่บรรยากาศด้วย
ขนาดของถังพักลมอัดจะขึ้นอยู่กับเครื่องผลิตลมอัด ปริมาณลมอัดที่ใช้ทั้งหมด รวมทั้งปริมาณสำรองที่เผื่อไว้ใช้ในอนาคต ของ
โรงงานอีกด้วย ลักษณะของถังพักลมโดยทั่วไปมีอยู่ 2 แบบคือ แบบนอนและแบบตั้ง โดยทั่วไปถังพักลมแบบนอนนั้นจะใช้กับเครื่องอัดลมขนาดเล็ก (ดูรูปที่ PNEUMATIC-COM-7) ส่วนถังพักลมแบบตั้งจะใช้กับเครื่องอัดลมขนาดใหญ่ โดยตัวถังพักลมจะแยกส่วนอยู่ต่างหากจากเครื่องอัดลมและอยู่คนละห้อง ส่วนใหญ๋จะใช้กับโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ทั่วไป (ดูรูปที่ PNEUMATIC-COM-8)

รูปที่ PNEUMATIC-COM-7
ถังพักลมแบบนอน
.

รูปที่ PNEUMATIC-COM-8
ถังพักลมแบบตั้ง.

การหาขนาดของถังพักลม ถังพักลมจะต้องมีความสัมพันธ์กับความสามารถในการจ่ายลมของเครื่องอัดลมที่สามารถจะจ่ายได้ และจะ
ต้องมีพื้นที่เพียงพอสำหรับการถ่ายเทความร้อนของลมอัดสู่บรรยากาศได้ดีพอสมควร ในกรณีที่เป็นถังพักลมกับเครื่องอัดลมขนาดเล็กที่ไม่มีเครื่องระบายความร้อนขนาดของถังพักลมจะขึ้นอยู่กับ
1. ปริมาณการจ่ายลมของเครื่องอัดลม
2. ความต้องการลมอัด
3. ชนิดของอุปกรณ์ควบคุม
4. ความแตกต่าง


Head





G. PRECISION ENGINEERING LTD.,PART.

26/27 MOO.9 BYPASS ROAD , TUMBOL NAPA
AMPHUR MUANG ,CHONBURI 20000 THAILAND.
TEL :038-441-348 , 087-9182311 , 081-6446767
FAX : 038-441-349
Website : http://www.Gprecision.net

E-mail : info@gprecision.net