![]() ![]() ![]() |
| อุปกรณ์ทำงานของระบบนิวแมติก. |
|
|||||||
| กระบอกสูบลม กระบอกสูบลมจะทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานลมอัดให้เป็นพลังงานกล ลักษณะในการเคลื่อนที่เป็นการเคลื่อนที่แบบเส้นตรง ในสมัยก่อน |
||
| ที่ลูกสูบลมจะเข้ามามีบทบาท ในงานอุตสาหกรรมยังใช้กลไกทางกลและทางไฟฟ้า มีความยุ่งยากในการควบคุม และปัญหาของช่วงชักจำกัด ดังนั้นในอุตสาหกรรมสมัยใหม่จึงพัฒนาลูกสูบลมมาใช้ในงานจนถึงปัจจุบัน | ||
| ตัวกระบอกสูบลมมักจะทำด้วยท่อชนิดไม่มีตะเข็บ เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม ทองเหลือง สแตนเลสขึ้นอยู่กับลักษณะงานที่ใช้ ภายในท่อ | ||
| จะต้องเจียรนัยให้เรียบ เพื่อลดการสึกหรอของซีลที่จะเกิดขึ้น และยังลดแรงเสียดทานภายในกระบอกสูบอีกด้วย ตัวฝาสูบทั้งสองด้านส่วนใหญ่นิยมการหล่อขึ้นรูป บางแบบอาจใช้การอัดขึ้นรูป การยึดตัวกระบอกสูบลมเข้ากับฝาอาจใช้เกลียวขัน เหมาะสำหรับกระบอกสูบที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางต่ำกว่า 25 มิลลิเมตรลงมา ถ้าโตกว่านี้นิยมใช้สกรูร้อยขันรัดหัวท้าไว้ สำหรับก้านสูบอาจทำด้วยสแตนเลสหรือเหล็กชุบผิวโครเมียม ที่เกลียวปลายก้านสูบจะทำด้วยกรรมวิธีรีดขึ้นรูป | ||
| การทำงานของกระบอกสูบลมตามรูปที่ PNEUMATIC-TOOL-1 เป็นกระบอกสูบแบบมีระบบลมกันกระแทก ซึ่งส่วนใหญ่จะนิยม | ||
| ใช้กระบอกสูบลม แบบดังกล่าวในงานอุตสาหกรรมอย่างมาก อาจจะมีด้านเดียวหรือสองด้านก็ตาม เพื่อช่วยลดความเร็วหรือลดอัตราหน่วงของลูกสูบเมื่อสุดระยะชัก เป็นการป้องกันการกระแทกที่เกิดขึ้นระหว่างลูกสูบกับฝากระบอกสูบลม โดยการใช้วาล์วเข็ม (needle valve) กับวาล์วกันกลับ (check valve) ทำให้เกิดเบาะลมขึ้นระหว่างลูกสูบกับฝากระบอกสูบลม ลมที่มีความดันสูงก็จะทำให้ลูกสูบเคลื่อนที่ต่อไปด้วยความลำบาก และจะเป็นการหน่วงความเร็วของลูกสูบลงตอนใกล้สุดระยะชัก ทำให้ไม่เกิดกระแทก โดยทั่วไประยะกันกระแทกจะอยู่ระหว่าง 15 ถึง 40 มิลลิเมตร ขึ้นอยู่กับขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของกระบอกสูบตามตารางPNEUMATIC - TOOL - 5 ที่ตัวกระบอกสูบจะมีวาล์วเข็ม เมื่อก้านสูบเลื่อนไปถึงช่องกันกระแทกลมที่อยู่หน้าลูกสูบไม่สามารถผ่านออกไปได้อิสระ จะต้องผ่านออกไปทางวาล์วเข็มเท่านั้น ความเร็วของลูกสูบก็จะหน่วงให้ลดลงตอนใกล้ระยะชัก ในขณะที่ลูกสูบเคลื่อนที่ออก ลมส่วนหนึ่งจะผ่านวาล์วกันกลับเข้ามาได้ ทำให้ลมไปกระทำกับหน้าตัดของลูกสูบได้เต็มที่ ลูกสูบจะเคลื่อนที่ไปอย่างรวดเร็ว แต่พอใกล้จะสุดระยะชัก คือเมื่อลูกสูบเคลื่อนที่ไปถึงเบาะลม ลูกสูบก็จะเคลื่อนที่ช้าอีกเช่นเคย การทำให้เกิดแรงกันกระแทกได้มากน้อย สามารถทำได้โดยการปรับวาล์วเข็มที่อยู่ตรงปลายของกระบอกสูบลมนั่นเอง | ||
![]() |
|
รูปที่ PNEUMATIC-TOOL-1
ลักษณะโครงสร้างของกระบอกสูบลม. |
|
ตาราง
PNEUMATIC - TOOL
- 5
|
|
|
เส้นผ่าศูนย์กลางกระบอกสูบ
( mm ) |
ระยะกันกระแทก
(mm ) |
|
10
|
15-20
|
|
50
|
|
|
63
|
|
|
80
|
20-30
|
|
100
|
|
|
125
|
|
|
140
|
25-40
|
|
160
|
|
|
180
|
|
| ในปัจจุบันได้มีการนำกระบอกสูบลมแบบต่าง ๆ เข้ามาใช้ในงานอุตสาหกรรม ซึ่งแต่ละแบบก็มีลักษณะการทำงาน และการนำไปใช้ | ||
| งานแตกต่างกันไปดังต่อไปนี้ | ||
| กระบอกสูบลมทำงานทางเดียว จะใช้ลมดันทางด้านหัวของลูกสูบเพื่อดันให้ลูกสูบเคลื่อนที่ออกมา ส่วนในจังหวะลูกสูบลมเคลื่อนที่ | ||
| กลับนั้น เมื่อปลายลมทางด้านห้วลูกสูบระบายทิ้ง สปริงที่อยู่ภายในกระบอกสูบจะดันให้ก้านสูบเคลื่อนที่กลับมาเอง ดูรูปที่ PNEUMATIC-TOOL-2 | ||
![]() |
|
รูปที่ PNEUMATIC-TOOL-2
ลักษณะของกระบอกสูบแบบทำงานทางเดียว. |
| ภายในกระบอกสูบจะมีสปริงเพื่อคอยดันให้ก้านสูบกลับ ดังนั้นความยาวของระยะชักจึงมีขอบเขตจำกัด โดยทั่วไประยะชักของ กระบอก | ||
| สูบประเภทนี้ยาวสุดระหว่าง 80 ถึง 100 มิลลิเมตร ลักษณะการนำไปใช้งานจะใช้ดันหรือดึงเพียงทิศทางเดียวเท่านั้น ขึ้นอยู่กับลักษณะการติดตั้งสปริงดันภายในกระบอกสูบลม ตัวอย่างเช่นงานที่ใช้เช่น งานจับยึด งานป้อนหรือผลักชิ้นงาน | ||
| การเลือกใช้กระบอกสูบควรเลือกใช้ให้เหมาะสมกับงานและการจับยึด กระบอกสูบแบบทางเดียวนี้มีทั้งก้านสูบเป็นแท่งกลมและแท่งเหลี่ยม | ||
| นอกจากนั้นยังมีกระบอกสูบลมทำงานโดยใช้จังหวะเลื่อนออกดันด้วยสปริง การเลื่อนออกในลักษณะดังกล่าวไม่สามารถไปดันโหลดในการทำงานได้ แต่กระบอกสูบแบบนี้จะทำงานโดยใช้ลมอัดดันให้หัวลูกสูบเคลื่อนเข้า ซึ่งจะให้ช่วงการทำงานไปดึงโหลด เช่น หม้อลมเบรกในรถยนต์บรรทุกขนาดใหญ่ | ||
| กระบอกสูบลมแบบทางเดียวชนิดไดอะแฟรม กระบอกสูบแบบนี้หัวลูกสูบจะทำเป็นแผ่นไดอะแฟรม ซึ่งวัสดุที่ใช้ทำได้แก่ ยาง | ||
| พลาสติก หรือเยื่อสังเคราะห์โลหะ ก้านสูบที่ต่อออกมาใช้งานจะติดอยู่กับแผ่นไดอะแฟรม กระบอกสูบแบบนี้ไม่จำเป็นต้องมีการหล่อลื่น และมีระยะสั้น ๆ ประมาณ 2 มิลลิเมตรขึ้นไป (ดูรูปที่ PNEUMATIC-TOOL-3 ) เหมาะกับอุตสาหกรรมผลิตอาหารและเคมีภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ไม่ต้องการให้ลมอัดมีน้ำมันหล่อลื่นผสมเข้าไป และแรงเสียดทานที่เกิดขึ้นก็มีน้อยมาก แต่ปัจจุบันนี้ไม่ค่อยเป็นที่นิยมในวงการอุตสาหกรรม เนื่องจากกระบอกสูบลมทั่วไปในปัจจุบันนี้ส่วนมากก็ไม่ต้องการน้ำมันหล่อลื่นเหมือนกระบอกสูบลมแบบเก่า ๆ แล้ว | ||
![]() |
|
รูปที่ PNEUMATIC-TOOL-3
ลักษณะของกระบอกสูบแบบทำงานทางเดียวชนิดไดอะแฟรม. |
| นอกจากนี้ยังมีกระบอกสูบลมแบบทางเดียวชนิด ไดอะแฟรมม้วน (ดูรูปที่ PNEUMATIC-TOOL-4 ) การทำงานก็คล้ายกับ | ||
| แบบไดอะแฟรม คือเมื่อมีลมป้อนเข้าทางด้านหัวของลูกสูบ ก้านสูบจะเคลื่อนที่ออก แผ่นไดอะแฟรมที่ม้วนอยู่จะคลายออกไปด้นให้ก้านสูบเคลื่อนที่ ระยะชักของกระบอกสูบลมแบบไดอะแฟรมม้วนจะมีระยะชักยาวกว่าแบบไดอะแฟรม คือยู่ระหว่าง 50 ถึง 80 มิลลิเมตร ส่วนลักษณะการนำไปใช้งานก็คล้ายกับแบบไดอะแฟรม | ||
![]() |
|
รูปที่ PNEUMATIC-TOOL-4
ลักษณะของกระบอกสูบแบบทำงานทางเดียวชนิดไดอะแฟรมม้วน. |
| กระบอกสูบลมชนิดทำงานสองทาง จะใช้ลมดันหัวลูกสูบทั้งตอนเคลื่อนที่ออกและเคลื่อนที่กลับ ทำให้ได้แรงทั้งสองทิศทาง เหมาะ | ||
| กับงานที่จะต้องการใช้แรงในตอนลูกสูบเลื่อนออกและเลื่อนเข้ารวมทั้งลักษณะงานที่ต้องการช่วงชักยาว ปัญหาที่เกิดขึ้นในกรณีที่ช่วงชักยาวเกินไปจะทำให้ก้านสูบเกิดการโก่งงอได้ ดังนั้นช่วงชักของกระบอกสูบแบบนี้จะต้องมีการคำนวณหาระยะช่วงชักที่อนุญาตให้ใช้งานได้ ซึ่งจะกล่าวในตอนท้ายของบทนี้ นอกจากปัญหาดังกล่าวถ้ากระบอกสูบมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางโตเกินไปจะทำให้ความสิ้นเปลืองลมมาก | ||
| ลักษณะของกระบอกสูบลมชนิดทำงานสองทางที่ใช้ในวงการอุตสาหกรรมมีอยู่หลายชนิด เช่น |
| 1. กระบอกสูบลมชนิดที่ไม่มีเบาะลมกันกระแทก กระบอกสูบลมแบบนี้ดังรูปที่ PNEUMATIC-TOOL-5 เป็นกระบอกสูบลมที่มี | ||
| ราคาถูก เหมาะกับงานที่ใช้ ความเร็วในการเคลื่อนที่ไม่มากนัก ถ้านำไปใช้กับงานที่มีการเคลื่อนเร็ว จะทำให้ในปลายช่วงชักและตอนกลับสุดของลูกสูบเกิดการกระแทกกับผนังหัวท้ายของกระบอกสูบทำให้เกิดความเสียหายได้ | ||
![]() |
|
รูปที่ PNEUMATIC-TOOL-5
ลักษณะของกระบอกสูบแบบสองทาง. |
| 2. กระบอกสูบลมชนิดที่มีเบาะลมกันกระแทก ถูกสร้างขึ้นเพื่อแก้ปัญหาของกระบอกสูบลมชนิดไม่มีเบาะลมกันกระแทก | ||
| (ดูรูปที่ PNEUMATIC-TOOL-6 ) เบาะกันกระแทกมีไว้เพื่อช่วยลดความเร็วหรือลดอัตราหน่วงของลูกสูบเมื่อสุดระยะชัก เป็นการป้องกันการกระแทกทีเกิดขึ้นระหว่างลูกสูบกับผนังหัวท้ายของกระบอกสูบ โดยการปรับสกรูกันกระแทกที่ติดตั้งไว้ที่หัวท้ายของกระบอกสูบ เมื่อหัวลูกสูบเคลื่อนเข้ามาถึงเบาะกันกระแทก ลมที่ถูกระบายทิ้งจะผ่านออกไปได้ยากมาก จะต้องผ่านทางสกรูปรับกันกระแทกได้ทางเดียวเท่านั้น ทำให้เกิดความดันต้านกลับ ในตำแหน่งนี้ลูกสูบจะเคลื่อนที่ช้าลงเนื่องจากความดันต้านกลับ ในทำนองเดียวกัน ถ้าลูกสูบเคลื่อนที่กลับเมื่อใกล้สุดระยะชักเข้าก็จะเกิดอาการเช่นเดียวกันขึ้น โดยทั่วไประยะกันกระแทกจะอยู่ประมาณ 10 ถึง 30 มิลลิเมตร ขึ้นอยู่กับเส้นผ่านศูนย์กลางระยะชักของกระบอกสูบ | ||
![]() |
|
รูปที่ PNEUMATIC-TOOL-6
ลักษณะของกระบอกสูบแบบสองทางมีเบาะลมกันกระแทก. |
| กระบอกสูบลมชนิดทำงานสองทางแบบมีก้านสูบสองข้าง กระบอกสูบแบบนี้ไม่ว่าจะเคลื่อนที่ไปหรือกลับ แรงที่ได้ทั้งสองข้าง | ||
| จะมีค่าเท่ากัน เนื่องจากพื้นที่หน้าตัดทั้งสองข้างมีขนาดเท่ากัน และที่ปลายสุดจุดรองรับของก้านสูบทั้งสองข้างจะมีแบริ่งรองรับก้านสูบอยู่ ดังนั้นปัญหาที่จะเกิดขึ้นเนื่องจากแรงกระทำด้านข้างของก้านสูบจึงน้อยมาก ไม่เหมือนกับกระบอกสูบลมชนิดทำงานสองทาง ลักษณะของกระบอกสูบนี้ดูได้จากรูปที่ PNEUMATIC-TOOL-7 | ||
![]() |
|
รูปที่ PNEUMATIC-TOOL-7
ลักษณะของกระบอกสูบลมชนิดทำงานสองทางแบบมีก้านสูบสองข้าง. |
| กระบอกสูบลมชนิดทำงานสองทางแบบสองตอน กระบอกสูบแบบนี้ถูกออกแบบมาเนื่องจากปัญหามีเนื้อที่ในการติดตั้งกระบอกสูบ | ||
| จำกัด แต่แรงที่กระบอกสูบจะต้องกระทำนั้นมีมากกว่าที่กระบอกชนิดสองทิศทางจะกระทำได้ เนื่องจากมีเส้นผ่านศูนย์กลางเล็กเกินไป ถ้าจะเพิ่มเส้นผ่านศูนย์กลางให้กระบอกสูบชนิดสองทิศทางมีขนาดโตขึ้น ก็จะมีปัญหาเรื่องเนื้อที่ในการติดตั้ง จึงจำเป็นต้องใช้กระบอกสูบชนิสองทางแบบสองตอนมาใช้แทนดังรูปที่ PNEUMATIC-TOOL-8 | ||
![]() |
|
รูปที่ PNEUMATIC-TOOL-8
ลักษณะของกระบอกสูบลมชนิดทำงานสองทางแบบสองตอน. |
| กระบอกสูบลมชนิดทำงานสองทางแบบมีเบรกก้านสูบ กระบอกสูบแบบนี้ออกแบบมาเพื้อใช้กับงานที่ต้องการการหยุดของ | ||
| ก้านสูบที่ตำแหน่งแน่นอน โดยติดตั้งชุดเบรกไว้ที่ด้านหัวของกระบอกสูบ ดังรูปที่ PNEUMATIC-TOOL-9 การทำงานของกระบอกสูบกระทำดังต่อไปนี้ ในขณะที่ก้านสูบเคลื่อนที่ออก สัญญาณลมอัดในระบบจะเข้าทางรูที่ 1 และในเวลาเดียวกันจะต้องมีสัญญาณจ่ายลมอัดไปเข้ารูที่ 3 ก้านสูบจะเคลื่อนออกปกติ แต่เมื่อต้องการหยุ่ดการเคลื่อนของก้านสูบ จะต้องตัดสัญญาณลมที่เข้ารู 3 ทิ้งทันที และป้อนสัญญาณลมเข้าที่รู 2 ก้านสูบก็จะหยุดค้างอยู่กับที่ด้วยแรงต้านของลมอัดที่เข้าทางรูที่ 2 และแรงกดของลูกปืนที่กดซีลเบรกลูกสูบเอาไว้ สำหรับวงจรควบคุมการทำงานของกระบอกสูบชนิดนี้จะกล่าวในภายหลัง | ||
![]() |
|
รูปที่ PNEUMATIC-TOOL-9
ลักษณะของกระบอกสูบลมชนิดทำงานสองทางแบบมีเบรกก้านสูบ. |
| กระบอกสูบชนิดช่วงชักหลายตำแหน่ง การออกแบบกระบอกสูบชนิดช่วงชักหลายตำแหน่งก็เพื่อที่สามารถนำไป ใช้งานที่ ต้อง | ||
| การให้กระบอกสูบกระบอกเดียวกันหยุดได้หลายตำแหน่ง โดยนำเอากระบอกสูบชนิดสองทางสองกระบอกมาประกอบรวมกันเป็นกระบอกเดียว ดังรูปที่ 43 | ||
![]() |
|
รูปที่ PNEUMATIC-TOOL-10
ลักษณะของกระบอกสูบชนิดช่วงชักหลายตำแหน่ง. |
| กระบอกสูบแบบกระแทก กระบอกสูบแบบนี้เหมาะกับงานประเภทตัดชิ้นงาน งานขึ้นรูปชิ้นงานและงานย้ำหมุด ซึ่งงานเหล่านี้ต้องการ | ||
| แรงกระแทกในการทำงาน ความเร็วของก้านสูบแบบนี้อยู่ระหว่าง 7.5 ถึง 10 เมตร / วินาที ซึ่งความเร็วของกระบอกสูบลมทั่วไปมีความเร็วประมาณ 1 ถึง 2 เมตร / วินาที และแรงที่กระบอกสูบแบบกระแทกทำได้อยู่ระหว่าง 25 ถึง 500 นิวตันเมตร การทำงานของกระบอกสูบแบบนี้จะให้ลมอัดเข้าไปทางห้องลมอัด B ในห้องลมอัด B จะต้องสร้างความดันให้สูงเพื่อที่จะไปดันพื้นที่หน้าตัด C ให้ลูกสูบสามารถเคลื่อนที่ได้ ในขณะที่ลูกสูบเคลื่อนที่เปลี่ยนพื้นที่หน้าตัดทันทีทันใด จะทำให้เกิดแรงดันให้ลูกสูบเคลื่อนที่เร็วอย่างฉับพลัน ทำให้มีแรงกระแทกเกิดขึ้น แต่ระยะชักของการกระแทกจะมีระยะสั้น ๆ ( ดูรูปที่ PNEUMATIC-TOOL-11 ) | ||
![]() |
|
รูปที่ PNEUMATIC-TOOL-11
ลักษณะของกระบอกสูบแบบกระแทก. |
| กระบอกสูบแบบก้านสูบอยู่กับที่ลูกสูบเคลื่อนที่ กระบอกสูบแบบนี้ตัวก้านสูบจะอยู่กับที่ส่วนตัวลูกสูบนั้นจะเคลื่อนที่ เหมาะกับ | ||
| ลักษณะงานที่ต้องการช่วงชักยาว และถ้านำกระบอกลมชนิดทำงานสองทางมาใช้จะเกิดปัญหาก้านสูบเล็กเกินไป อาจเกิดการโก่งงอเกิดขึ้นได้ ระยะชักของกระบอกสูบแบบนี้สูงสุดถึง 5000 มิลลิเมตร ความเร็วในการเคลื่อนที่สูงสุด 400 มิลลิเมตร / วินาที ( ดูรูปที่ PNEUMATIC-TOOL-12 ) การทำงานของกระบอกสูบแบบนี้จะใช้ลมอัดไปดันให้แม่เหล็กเคลื่อนและตัวแม่เหล็กนี้จะดึงให้ลูกสูบเคลื่อนตามไปด้วย ตัวอย่างงานที่ใช้กระบอกสูบประเภทนี้ได้แก่งานประเภทเคลื่อนย้ายของจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง | ||
![]() |
|
รูปที่ PNEUMATIC-TOOL-12
ลักษณะและการนำไปใช้งานของกระบอกสูบ แบบก้านสูบอยู่กับที่ลูกสูบเคลื่อนที่. |
| กระบอกสูบชนิดพิเศษที่ใช้กับลักษณะเฉพาะ กระบอกสูบแบบนี้ได้แก่กระบอกสูบที่ใช้ในการจับยึดชิ้นงาน เช่นจับจิ๊ก เพื่อ | ||
| ประสานชิ้นงานเข้าด้วยกัน ตัวอย่างงานได้แก่การประสานชิ้นงานของโครงสร้างรถยนต์ การทำงานคล้ายกับกระบอกสูบแบบสองทิศทางทั่ว ๆ ไป แต่ลักษณะดังกล่าวไม่ต้องการช่วงชักในการทำงานยาวมากนัก แต่จำเป็นจะต้องใช้แรงในการจับยึดสูง นอกจากลักษณะที่ได้ยกตัวอย่างไว้แล้ว ยังสามารถนำไปใช้กับงานประเภทดัด ปั๊มขึ้นรูป ย้ำหมุดทำเครื่องหมาย และงานเฉือน | ||
![]() |
|
รูปที่ PNEUMATIC-TOOL-13
กระบอกสูบชนิดพิเศษที่ใช้กับลักษณะเฉพาะงาน. |
| สัญลักษณ์พิเศษของกระบอกสูบแบบต่าง
ๆ ในเครื่องจักรนิวแมติกมักจะมีวงจรเขียนกำกับเครื่องจักรมาเกือบทุกเครื่อง ซึ่งในเครื่องจักรอาจจะมีกระบอกสูบทีนำมาใช้งานหลาย |
||
| ประเภทด้วยกัน ดังนั้น เพื่อให้เข้าใจการทำงานของเครื่องจักรได้ดีและรู้ว่าอุปกรณ์ตัวใดทำงานเกี่ยวกับอะไรบ้าง จึงจำเป็นที่จะต้องกำหนดสัญลักษณ์พิเศษของกระบอกสูบให้ต่างกันออกไป ซึ่งจะดูได้จากในตารางPNEUMATIC - TOOL - 6 | ||
|
ตาราง
PNEUMATIC - TOOL
- 6
|
|
|
สัญลักษณ์
|
ความหมาย |
![]() |
ลูกสูบชนิดทำงาน 2 ทาง ก้านสูบรีดแข็ง |
![]() |
ลูกสูบชนิดทำงาน 2 ทาง ก้านสูบทำด้วยเหล็กชนิดทนกรด |
![]() |
ลูกสูบชนิดทำงาน 2 ทาง ตัวกระบอกสูบเคลือบพลาสติก ก้านสูบทำด้วยเหล็กชนิดทนกรด |
![]() |
ลูกสูบชนิดทำงาน 2 ทาง ในกระบอกสูบเคลือบนิเกล |
![]() |
ลูกสูบชนิดทำงาน 2 ทาง ทนความร้อนสูงถึง 150oC |
![]() |
ลูกสูบชนิดทำงาน 2 ทาง ตัวกระบอกสูบทำด้วยทองเหลือง |
![]() |
ลูกสูบชนิดทำงาน 2 ทาง ตัวกระบอกสูบทำด้วยสแตนเลส |
![]() |
ลูกสูบชนิดทำงาน 2 ทาง ทนความดันสูง |
![]() |
ลูกสูบชนิดทำงาน 2 ทาง ประกอบร่วมกับวาล์วควบคุมทิศทาง |
| ลักษณะการจับยึดกระบอกสูบ การนำเอากระบอกสูบลมไปติดตั้งกับเครื่องจักรที่ใช้ระบบนิวแมติกไปบังคับในการทำงานการจับยึด 2 วิธีคือ การจับยึดโดยใช้สกรู |
||
| (ดูรูปที่ PNEUMATIC-TOOL-14 ) และการจับยึดโดยใช้ตัวจับยึดตามลักษณะของงาน (ดูรูปที่ PNEUMATIC-TOOL-15 ) | ||
![]() |
|
รูปที่ PNEUMATIC-TOOL-14
ลักษณะการจับยึดกระบอกสูบโดยใช้สกรู. |
![]() |
|
รูปที่ PNEUMATIC-TOOL-15
ลักษณะการจับยึดกระบอกสูบโดยใช้ตัวจับยึดามลักษณะงาน. |
| ลักษณะการออกแบบการซีลของกระบอกสูบ การรั่วต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในระบบนิวแมติก ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง หรือบางครั้งอาจจะทำให้กระบอกสูบเสียได้เนื่อง จาก |
||
| ลมรั่วถึงกันได้ ดังนั้นจึงจำเป็นจะต้องมีการซีลภายในเพื่อป้องกันการรั่วของลม วัสดุที่ใช้ในการซีลมีดังนี้ | ||
| 1. หนังเป็นวัสดที่มีข้องจำกัดในการใช้งาน
ซีลที่ทำด้วยหนังจะมีผิวไม่เรียบ มีความเสียดทานน้อยและไม่ต้องการหล่อลื่น
อุณหภูมิในการทำงานไม่เกิน 75 องศา แต่ถ้าชุบด้วย Polyurethane จะทำให้ทนความร้อนได้ถึง
210 องศา ในปัจจุบันจึงไม่นิยมใช้ 2. ยางสังเคราะห์ มีอยู่หลายชนิดได้แก่ Buna-N, Polyurethane, Viton, Bana-S, Sutyle และ Neoprene และในปัจจุบันนิยมใช้ Ployurethane ผสมกับยางเพราะช่วยลดการสึกหรอได้ได้ดี 3. ยางธรรมชาติ เหมาะกับงานสำหรับน้ำมันที่ไม่มีส่วนผสมของปิโตรเลียม 4. เทฟลอน เป็นสารที่แข็งและไม่คืนตัวเมื่อเปลี่ยนรูปไปแล้ว ในกรณีที่ใช้เป็นซีลแบบเคลื่อนที่ จะใชแรงเสียดทานต่ำ ทนความร้อนสูงและมีอายุการใช้งานยาวนาน |
||
| ลักษณะการซึล การซีลกระบอกสูบลมที่ใช้ในปัจจุบันมีอยู่ด้วยกันหลายแบบดังในรูปที่ PNEUMATIC-TOOL-16 ซึ่งแต่ละแบบก็ | ||
| มีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันไป รายละเอียดการซีลแต่ละแบบเป็นดังต่อไปนี้ | ||
![]() |
|
รูปที่ PNEUMATIC-TOOL-16
ลักษณะการการซีลที่มีใช้ในกระบอกสูบลม. |
| O-ring
seals ไม่นิยมใช้กับกระบอกสูบลมทั่วไปเท่าไรนักเพราะการป้องกันการรั่วต่ำ
ในขณะที่มีแรงเสียดทานมากและอายุการใช้งานสั้น ถ้ากระบอกสูบมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเกิน
100 มิลลิเมตรจะมีปัญหาเกิดการบิดเบี้ยวขึ้นได้ ทำให้เกิดการรั่วได้ จึงอาจนำมาใช้กับกระบอกสูบลมที่มีราคาถูก
แต่ไม่ควรใช้กับกระบอกสูบลมทั่วไป เพราะถ้ามีการหล่อลื่นไม่เพียงพอ แรงเสียดทานที่เกิดขึ้นจะทำให้ซีลชำรุดอย่างรวดเร็ว
Shaped ring seals ลักษณะทั่วไปคล้ายกับ O-ring seals วัสดุที่ใช้ทำซีลประเภทนี้ส่วนใหญ่ทำจากยางสังเคราะห์ แต่การซีลแบบนี้มีการบิดตัวน้อยกว่าแบบ O-ring seals Square ring seals การซีลแบบนี้เป็นการพัฒนาการซีลแบบ O-ring ให้มีประสิทธิภาพในการป้องกันการรั่วได้ดีขึ้น และแรงเสียดทานที่จะเกิดขึ้นให้ลดลงอีกด้วย แต่การป้องกันการรั่วจะดีกว่า เนื่องจากมีจุดสัมพันธ์กับกระบอก 2 จุด และเนื้อที่สัมผัสน้อยมาก Groove ring on both side seals การซีลแบบนี้นิยมใช้มากกับกระบอกสูบที่ต้องการใช้ซีลแบบนิ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระบอกสูบที่ทำงานกับความดันปานกลางจนถึงความดันสูง ข้อดีของซีลแบบนี้ คือไม่ต้องมีสปริงหรือนอตสำหรับปรับและไม่ต้องใช้เหล็กกรอบ วัสดุที่ใช้ทำ ทำมาจาก Polyurethane มีอายุการใช้งานนาน แต่ถ้าใช้กับอุณหภูมิสูง ๆ จะทำให้อายุการใช้งานสั้นลง Cup packing ซีลประเภทนื้ทำจากวัสดุประเภทหังหรือยางสังเคราะห์หลายชนิดเพื่อให้สามารถทนต่ออุณหภูมิต่าง ๆ ซีลแบบนี้ทำจากยางแข็ง ซึ่งเหมาะกับกระบอกสูบลม ถ้าระดับความดันปานกลาง จนถึงความดันสูงจะทำจากยางที่มีความนิ่ม เหมาะกับกระบอกสูบลมประเภททำงานด้านเดียว Buttoned-in groove ring packing ซีลแบบนี้ทำงานคล้ายกับซีลแบบ groove ring on both sides เพียงแต่ซีลประเภทนี้จะครอบหัวลูกสูบไว้ทั้งหมด เหมาะกับกระบอกสูบลมประเภททำงานด้านเดียว Double-cup packing ซีลประเภทนี้ทำจากยางสังเคราห์ เป็นการซีลทั้ง 2 ทาง เหมาะกับกระบอกสูบลมชนิดทำงานสองทาง นอกจากนั้นยังช่วยรับน้ำหนักด้านข้างได้ดีขึ้นอีกด้วย Supported groove rings with slide ring การซีลประเภทนี้เป็นการซีลที่มีประสิทธภาพดีที่สุดนอกจากนั้นแล้วยังสามารถ รับแรงด้านข้างดีกว่าแบบอื่น ๆ ที่กล่าวมาแล้ว L-ring เป็นการซีลกระบอกสูบลมอีกแบบหนึ่งที่มีใช้อยู่ในกระบอกสูบ ซี่งจะดีกว่าแบบ O-ring |
||
|
G. PRECISION ENGINEERING LTD.,PART. 26/27 MOO.9 BYPASS ROAD , TUMBOL NAPA AMPHUR MUANG ,CHONBURI 20000 THAILAND. TEL :038-441-348 , 087-9182311 , 081-6446767 FAX : 038-441-349 Website : http://www.Gprecision.net E-mail : info@gprecision.net |