![]() ![]() ![]() |
| การจ่ายลมอัดและการเลือกขนาดท่อ. |
|
|||||||
| การจ่ายลมอัดไปใช้ในระบบนิวแมติก มีความสำคัญ เช่น วิธีการเดินท่อจ่ายลมอัดและการเลือกขนาดท่อ จ่ายลมอัดให้มีความ สัมพันธ์ | ||
| กับปริมาณความต้องการลม เพื่อแก้ปัญหาความดันตกคร่อมที่จะเกิดขึ้นในท่อทาง และเป็นการประหยัดพลังงานอีกด้วย | ||
![]() ![]() |
|
รูปที่ PNEUMATIC-SUPPLY-1
การวางท่อจ่ายลมอัด . |
| การติดตั้งท่อส่งลมอัด
การวางท่อลมส่งลมอัดตามแนวนอนควรจะวางให้มีมุมเอียงลาดประมาณ 1 ถึง 2% ของความยาวท่อลมอัด และที่จุดปลายต่ำสุดหรือ |
||
| บริเวณ ที่อยู่ต่ำกว่าระดับ จะต้องติดวาล์วหรือกับดักน้ำสำหรับระบายน้ำที่เกิดการกลั่นตัวในท่อทางทิ้ง ดังรูปที่ PNEUMATIC-SUPPLY-1 | ||
| การแยกท่อลมอัดออกไปใช้งานจากท่อเมนควรจะต่อขึ้นทางด้านบนโดยทำมุมประมาณ 30 องศากับท่อเมนและงอโค้งลงมา | ||
| ดังรูปที่ PNEUMATIC-SUPPLY-2 แต่ถ้าไม่สามารถหาวัสดุหรือท่อโค้ง 30 องศาได้ ควรใช้ท่อสั้น ๆ ต่อจากด้านบนของท่อเมนแล้วจึงใช้ข้อต่อข้องอต่อลงมาดังรูปที่ PNEUMATIC-SUPPLY-3 แต่ห้ามต่อตามรูปที่ PNEUMATIC-SUPPLY-4 ซึ่งเป็นวิธีการต่อทีผิด เพราะถ้าคุณภาพของลมไม่ดีพอจะทำให้เกิดการกลั่นตัวของไอน้ำที่ปนไปกับลม น้ำจะลงไปทำความเสียหายแก่อุปกรณ์นิวแมติกได้ | ||
![]() |
|
รูปที่ PNEUMATIC-SUPPLY-2
การแยกท่อจ่ายลมจากท่อเมน . |
![]() |
|
รูปที่ PNEUMATIC-SUPPLY-3
การแยกท่อจ่ายลมจากท่อเมนอีกวิธีหนึ่ง . |
![]() |
|
รูปที่ PNEUMATIC-SUPPLY-4
การแยกท่อจ่ายลมจากท่อเมนโดยวิธีผิด . |
| ในการเดินท่อในโรงงานหรือในอาคารควรจะมีการหักงอให้น้อยที่สุด เพราะถ้ามีการหักงอมากเท่าไร จะเกิดความดันตกคร่อมในท่อ | ||
| ทางมาก ในทางปฏิบัติ ความดันตกคร่อมในท่อทางจ่ายลมอัดนี้ไม่ควรเกิน 5% ของความดันใช้งาน | ||
| ในกรณีที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการใช้ข้องอได้ก็ไม่ควรใช้ข้องอแบบมุมหักฉาก 90 องศา แต่ควรจะใช้ข้องอโค้ง 90 องศาแทน และใน | ||
| การเดินท่อเมื่อมีสิ่งกีดขวาง เช่นคาน หลีกเลี่ยงได้โดยการเดินท่อดังรูปที่ PNEUMATIC-SUPPLY-5 และบริเวณส่วนที่ต่ำที่สุดจะต้องติดตั้งกับดักน้ำระบายอัตโนมัติไว้เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำมาขังอยู่บริเวณดังกล่าว | ||
![]() |
|
รูปที่ PNEUMATIC-SUPPLY-5
การติดตั้งท่อในลักษณะที่ไม่มีสิ่งกีดขวาง . |
| การเดินท่อเมนของลมอัดในโรงงานอุตสาหกรรม ปัญหาที่เกิดขึ้นในโรงงานอุตสาหกรรมส่วนใหญ่คือความดันลมอัดและ ปริมาณลมอัดที่ใช้มักจะมีความดันและปริมาณลม ไม่เพียงพอ |
||
| สำหรับอุปกรณ์ของนิวแมติกตัวท้าย ๆ ซึ่งปัญหาเหล่านี้เกิดจากความดันตกคร่อมในท่อเมนมากเกินไป ได้กล่าวมาแล้วในตอนต้นว่าโดยปกติความดันตกคร่อมที่อนุญาตให้ไม่เกิน 5% ของความดันใช้งาน สาเหตุที่เกิดความดันตกคร่อมขึ้นในระบบท่อทางจ่ายลมอัดก็คือ | ||
| 1. การเดินท่อเมนมีข้องอมากเกินไป
ในกรณีที่ต้องการเดินท่อจ่ายลมอัดให้สวยงามโดยเดินท่อลมติดกับตัวอาคาร
ปัญาที่จะพบอยู่บ่อยครั้งก็คือทำให้เกิดมีข้องอมากเกินไป 2. การเลือกขนาดของเครื่องอัดลมไม่สัมพันธ์กับอุปกรณ์นิวแมติกที่ใช้ในโรงงาน คือมีเครื่องอัดลมขนาดเล็กเกินไป 3. เลือกขนาดของท่อจ่ายลมอัดไม่ถูกต้อง 4. มีการเพิ่มอุปกรณ์นิวแมติกเข้ามาใช้ในโรงงานโดยที่ไม่ได้คำนึงถึงความสามารถของเครื่องอัดลมที่ใช้งานอยู่ |
||
| การแก้ปัญหาดังกล่าวจึงควรจะหลีกเลี่ยงสาเหตุที่ได้กล่าวข้างต้นมาแล้ว และในการเดินท่อเมนจ่ายลมที่นิยมใช้ในปัจจุบันมีอยู่ดังนี้ |
| การเดินท่อแบบแยกสาขา (branch line) การเดินท่อจ่ายลมอัดแบบนี้เหมาะสำหรับในโรงงานอุตสาหกรรมที่มีจำนวน อุปกรณ์ | ||
| นิวแมติกไม่มากนัก (ดูรูปที่ 18 ) การเดินท่อลักษณะนี้ถ้าเพิ่มอุปกรณ์นิวแมติกเข้ามาในระบบอีกโดยไม่ได้คำนึงถึงความสามารถของเครื่องอัดลม จะทำให้อุปกรณ์นิวแมติกตัวสุดท้ายในระบบมักจะทำงานไม่ได้ | ||
![]() |
|
รูปที่ PNEUMATIC-SUPPLY-6
การเดินท่อแบบแยกสาขา . |
| การเดินท่อแบบวงแหวน (ring circuit) คือการวางท่อเป็นวงรอบโรงงาน ซึ่งการวางท่อแบบนี้เป็นการแก้ปัญหาเรื่องความดัน | ||
| ตกคร่อม การวางท่อลักษณะดังกล่าวจะทำให้การจ่ายลมอัดกระจายออกไปทั้งสองด้านของโรงงาน โดยที่ปริมาณของลมอัดที่บริเวณปลายสุดของท่อเมนจะมีความดันใกล้เคียงกับบริเวณเครื่องอัดลม ถึงแม้ว่าจะมีการใช้ปริมาณลมอัดมากก็ตาม การเดินท่อแบบวงแหวนแบ่งออกเป็นสองลักษณะคือ ต่อแยกจากท่อเมนวงแหวน และต่อขวางจากท่อเมนวงแหวน (ดูรูปที่ PNEUMATIC-SUPPLY-7) ในโรงงานอุตสาหกรรมสมัยใหม่นิยมเดินท่อจ่ายลมอัดแบบแหวน | ||
![]() |
|
รูปที่ PNEUMATIC-SUPPLY-7
การเดินท่อระบบวงแหวน . |
| สำหรับในห้องเครื่องผลิตลมอัด ท่อทางดูดอากาศก่อนเข้าเครื่องควรจะมีเครื่องกรองอากาศติดตั้งไว้ด้วย และพยายาม ติดตั้งอยู่ | ||
| ในสิ่งแวดล้อมที่ปราศจากฝุ่นละอองให้มากที่สุด | ||
| วัสดุที่ใช้ท่อส่งลมอัด อาจจะแบ่งวัสดุที่ใช้ทำท่อส่งลมอัดตามลักษณะของการใช้งานได้ 2 ลักษณะคือ |
| วัสดุที่ใช่ในการทำท่อเมนส่งลมอัด ควรจะทำด้วยวัสดุที่มีความแข็งแรง ทนต่อการกัดกร่อน และเป็นท่อแบบไม่มีตะเข็บ ทำจาก | ||
| เหล็กดึงขึ้นรูปหรือที่นิยมเรียกกันในท้องตลาดว่า ท่อเหล็กตำ การต่อท่อจ่ายลมอัดเข้าด้วยกันควรใช้ปลอกแหวนสวมอัดดังรูปที่ PNEUMATIC-SUPPLY-8, 9 และหลีกเลี่ยงการเชื่อม เพราะอาจจะทำให้เกิดมีสะเก็ดตกค้างอยู่ภายในท่อ แต่ในโรงงานอุตสาหกรรมขนาดเล็ก และขนาดกลางของบ้านเราส่วนใหญ๋นิยมใช้ท่อน้ำประปาเป็นท่อเมนจ่ายลมอัด ท่อประเภทนี้มักจะมีปัญหาเมื่อใช้ไปนาน ๆ สังกะสีที่เคลือบท่อจะหลุดออกมาเป็นแผ่นได้ ซึ่งเป็นปัญหากับการปรับสภาพลม แต่ถ้าเป็นการต่อใช้งานชั่วคราวอาจจะใช้ท่อพลาสติกหรือท่อทองแดงแทนได้ | ||
![]() |
|
รูปที่ PNEUMATIC-SUPPLY-8
การต่อท่อจากลมโดยใช้ปลอกแหวนสวมอัด . |
![]() |
|
รูปที่ PNEUMATIC-SUPPLY-9
ข้อต่อท่อกลมของท่อเมนจ่ายลมอัด . |
| วัสดุที่ใช้ทำท่อลมสำหรับเครื่องจักรนิวแมติก นิยมใช้ท่ออ่อนซึ่งทำมาจากพวกไนลอน หรือวัสดุอื่น ๆ เพื่อใช้ในการต่อ | ||
| เชื่อมโยงระหว่างวาล์วต่าง ๆ กับลูกสูบ ข้อดีของท่ออ่อนคือต่อได้ง่ายราคาถูก สะดวกต่อการติดตั้ง ง่ายต่อการบำรุงรักษา และท่อแบบนี้เหมาะกับงานที่มีการเคลื่อนไหวไปมาสามารถถอดและใส่ได้สะดวก วัสดุที่ใช้ในการทำท่ออ่อนมีอยู่หลายประเภท และแต่ละประเภทต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมกับงาน ซึ่งสามารถแบ่งออก 4 ประเภทคือ | ||
| 1.
Nylon 6, 11, 12 ซึ่งในท่อลมที่ใช้กับเครื่องจักรนิวแมติกทั่วไปประมาณ
80% นิยมใช้วัสดุประเภทนี้ในการทำ แต่ Nylon 12 นั้นจะแข็งเกินไปและ Nylon
6 จะอ่อนเกินไป 2. Popycthyline วัสดุประเภทนี้ในวงการอุตสาหกรรมนิวแมติกทั่วไปนิยมใช้ประมาณ 12% 3. Polyurethane วัสดุประเภทนี้จะเป็นท่อจ่ายลมอัดที่อ่อน ทนความดันลมอัดได้เพียง 6 ถึง 7 บาร์เท่านั้น ซึ่งไม่ค่อยปลอดภัยนักในการทำงานสำหรับอุตสาหกรรมที่ใช้ระบบนิวแมติก ความนิยมของวัสดุประเภทนี้ใช้ประมาณ 8% 4. Teflon วัสดุประเภทนี้จะใช้กับงานอุตสาหกรรมประเภทอาหารและยา ในประเภทที่เจริญ แล้วจะบังคับให้ใช้วัสดุประเภทนี้ในการใช้งาน |
| สีของท่อส่งลมอัดอย่างอ่อนมีอยู่หลายสีด้วยกัน เช่น สีขาวธรรมชาติ ดำ น้ำเงิน แดง เขียว เหลือง โดยทั่วไปในเครื่องจักรนิวแมติก | ||
| จะใช้ท่อที่มีสีแดงสำหรับท่อที่มีความดันสูง ท่อสีขาวมักจะมีอายุการใช้งานสั้นกว่าสีอื่น ทั้งนี้อาจจะเกิดจากรังสีที่มีอยู่ในอากาศ | ||
| ลักษณะข้อต่อลม ข้อต่อที่ใช้ในระบบนิวแมติกมีการออกแบบหลายลักษณะแล้วแต่ผู้ใช้จะเลือกใช้ แต่ทุกแบบมีความสะดวกในการ ถอดประกอบพอ ๆ กัน |
||
| ดังรูปที่ PNEUMATIC-SUPPLY-10 | ||
![]() |
|
รูปที่ PNEUMATIC-SUPPLY-10
ลักษณะข้อต่อลมชนิดต่าง ๆ. |
| สำหรับในกรณีที่จะต่อจากท่อเมนมาเข้ายังชุดควบคุมคุณภาพลม หรือในเครื่องจักรนิวแมติกรุ่นเก่า ๆ มักจะนิยมใช้ปลั๊กต่อท่อลม (hose | ||
| connectors) ดังรูปที่ PNEUMATIC-SUPPLY-11 ที่ตัวปลั๊กต่อท่อลมจะมีวาล์วกันกลับของลมติดตั้งอยู่ ในขณะที่ไม่ได้เสียบหัวต่อลม ลมจากในท่อเมนนั้นจะไม่สามารถไหลออกมาได้ | ||
![]() |
|
รูปที่ PNEUMATIC-SUPPLY-11
ลักษณะปั๊มต่อท่อลม. |
| ลักษณะของหัวต่อลมดังรูปที่ PNEUMATIC-SUPPLY-12 เป็นลักษณะของหัวต่อที่ใช้กับท่อลมหรือสายลมแบบยาว ที่มีใช้อยู่ใน | ||
| ระบบนิวแมติก มีอยู่หลายชนิด ด้วยกัน ซึ่งแต่ละชนิดก็นำไปใช้กับลักษณะของงานที่แตกต่างกันไป ส่วนวัสดุที่นิยมนำมาใช้เป็นข้อต่อในปัจจุบันคือเดลริม (delrim) และสแตนเลส ซึ่งในการใช้งานก็ควรเลือกใช้ให้เหมาะสมกับงานด้วย | ||
![]() |
|
รูปที่ PNEUMATIC-SUPPLY-12
หัวต่อลมแบบต่าง ๆ. |
| ข้อต่อลมที่ใช้ในงานอุตสาหกรรมในปัจจุบันนี้มีชื่อเรียกข้อต่อต่าง ๆ กันออกไป เช่น quick fitting, insert fitting, standard fitting, | ||
| miniature fitting และ multi connectorซึ่งแต่ละแบบก็มีลักษณะการใช้งานแตกต่างกันไป | ||
| การต่อสายลมเข้าอุปกรณ์นิวแมติก
การต่อสายลมเข้ากับข้อต่อลมมีความสำคัญ เพราะถ้าการเสียบสายไม่ถูกต้องหรือเสียบสายไม่สุดจะทำให้เกิดอันตราย สายลมอาจจะ |
||
| หลุดจากหัวเสียบทำให้เหวี่ยงไปมาได้ การเสียบสายลมควรทำตามรูปที่ PNEUMATIC-SUPPLY-13 | ||
![]() |
|
รูปที่ PNEUMATIC-SUPPLY-13
ลักษณะการเสียบสายลมเข้ากับข้อต่อลม. |
| นอกจากนั้นการตัดสายลมก็ควรตัดให้ตรง ไม่ควรใช้มีดหรอคัตเตอร์ตัดเพราะจะทำให้การตัดสายนั้นไม่ตรง อาจทำให้ลมรั่วได้ | ||
| ในการตัดสายลมมักจะใช้เครื่องมือในการตัดสาย ดังรูปที่ PNEUMATIC-SUPPLY-14 | ||
![]() |
|
รูปที่ PNEUMATIC-SUPPLY-14
เครื่องมือที่ใช้ตัดสายลม. |
| สำหรับการถอดสายลมนั้นมีวิธีในการถอดดังรูปที่ PNEUMATIC-SUPPLY-15 คือจะต้องใช้นิ้วกดลงไปที่วงแหวนรอบสายแล้ว | ||
| ถึงจะดึง สายลมออก วิธีแบบนี้มัก จะพบในเครื่องนิวแมติกที่ใช้กับการฝึกหัด หรือแผงทดลอง แต่สำหรับในเครื่องจักรนิวแมติกที่ใช้ในงานอุตสาหกรรมแล้วมักจะไม่มีวงแหวนอยู่โดยรอบ ดังนั้นการถอดออกจึงใช้ไขควงกดที่ขอบหัวต่อสายแล้วจึงดึงสายลมออก ดังรูปที่ PNEUMATIC-SUPPLY-15 (ค) | ||
![]() |
|
รูปที่ PNEUMATIC-SUPPLY-15
การถอดสายลม. |
| การกำหนดขนาดท่อลม การกำหนดขนาดท่อลมอาจจำแนกออกเป็น 2 ลักษณะคือ การกำหนดขนาดท่อลมเมนในโรงงานและการกำหนดขนาด ท่อลมของ |
||
| เครื่องจักรนิวแมติก | ||
| การกำหนดขนาดท่อลมเมนในโรงงาน มีข้อกำหนดอยู่ว่าความดันตกคร่อมที่ยอมให้ได้นั้นไม่เกิน 5% ของความดันใช้งานเมื่อการ | ||
| ใช้ ปริมาณลมเต็มที่ ดังนั้นในการวางท่อแมนลมไปใช้งานจึงจำเป็นที่จะต้องเลือกใช้ขนาดท่อลมให้เหมาะสม การเลือกท่อลมที่ใหญ่เกินความจำเป็นก็ไม่เป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง ถ้าเลือกขนาดท่อลมเล็กเกินไปจะทำให้สูญเสียกำลังลมไปเนื่องจากแรงเสียดทานที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุของความดันตกคร่อม ในบางครั้งการกำหนดขนาดของท่อลมควรคำนึงถึงอนาคตการขยายโรงงานในภายหน้าอีกด้วย เพราะถ้ามีความจำเป็นที่จะใช้ปริมาณลมเพิ่มขึ้น ก็ควรจะเลือกขนาดของท่อให้ใหญ่กว่าที่คำนวณได้ เพราะจะทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายมากกว่าที่จะมาเปลี่ยนขนาดท่อใหม่ในภายหลัง | ||
| ข้อมูลที่จะต้องทราบในการเลือกขนาดของท่อจ่ายลมเมน
1. ปริมาณการไหลของลมที่จะต้องใช้ มีหน่วยเป็น m3/min 2. ความยาวท่อทั้งหมด หน่วยเป็น m 3. ค่าความดันตกคร่อมที่ยอมให้ หน่วยเป็น kgf/cm2 4. ค่าความดันใช้งาน หน่วยเป็น kgf/cm2 5. จำนวนข้อต่อ ข้องอในแนวท่อ และจำนวนวาล์วปิด - เปิดที่ใช้ |
|
G. PRECISION ENGINEERING LTD.,PART. 26/27 MOO.9 BYPASS ROAD , TUMBOL NAPA AMPHUR MUANG ,CHONBURI 20000 THAILAND. TEL :038-441-348 , 087-9182311 , 081-6446767 FAX : 038-441-349 Website : http://www.Gprecision.net E-mail : info@gprecision.net |