เหล็กหล่อกร๊าฟไฟต์กลม
(Spheroidal graphite cast iron).
 

     เหล็กหล่อกร๊าฟไฟต์กลม หรือที่มีชื่อเรียกกันหลายแบบ เช่น Nodular cast iron, Spheroildal grophite cast iron หรือ ductile iron เพราะคุณสมบัติและลักษณะของกร๊าฟไฟต์ที่ตกผลึกอยู่ในเนื้อของเหล็ก จะอยู่ในลักษณะกลม (Nodule หรือ spheroid) ซึ่งแตกต่างไปจากลักษณะกร๊าฟไฟต์ของเหล็กสีเทา ซึ่งอยู่ในรูปแถบยาว ๆ (lamellar flakes) ด้วยคุณลักษณะของกร๊าฟไฟต์ที่เป็นรูปกลมนี่เอง ทำให้เหล็กชนิดนี้ มีคุณสมบัติเหนียวรับแรงกระแทกได้ดีกว่าเหล็กหล่อเทา (grey cast iron) มาก จนได้ชื่อว่าเหล็กหล่อเหนียวหรือ ductile iron เหล็กหล่อกร๊าฟไฟต์กลมเริ่มมีการศึกษาและทดลองผลิตกันมาตั้งแต่ปี 1948 ซึ่ง Morrogh H. และ William W.J. ได้เขียนเรื่องของเหล็กหล่อกร๊าฟไฟต์กลมลงในวารสาร Journal of the iron & steel 158, 306-22 (1948) เรื่องราวเริ่มต้นของการค้นพบครั้งแรกเป็นการผสมโลหะซีเรียม (Cerium) ในเหล็กหล่อ แต่ภายหลังได้มีการทดลองใช้โลหะแมกนีเซียมเป็นผลสำเร็จโดย International Nickel Limited ผลของการใช้โลหะแมกนีเซียมได้ผลกับเหล็กหล่อที่มีส่วนผสมกว้างขวางกว่าโลหะซีเรียม กล่าวคือ ได้ผลดีทั้งเหล็กหล่อทีมีส่วนผสม Hypoeutetic และ Hyperrutectic ส่วนซีเรียมจะให้ผลดีเฉพาะเหล็กหล่อที่เป็นส่วนผสม Hypereutictic คือเหล็กหล่อที่มีส่วนผสมคาร์บอนและซิลิกอนสูง และเหตุผลอีกประการหนึ่งที่ทำให้โลหะซีเรียมลดความสำคัญลงไปก็ตรงที่โลหะซีเรียมมีราคาสูงมากและเป็นธาตุที่หายาก แต่ในปัจจุบันได้มีการพัฒนาการใช้พัฒนาการใช้โลหะซีเรียมขึ้นมาอีก แต่รวมกับธาตุอื่น ๆ คือ Lanthanum, Ythrium และอื่น ๆ โดยผลิตออกมาในรูปของ Mischmetal ซึ่งใช้ได้ผลดีเหมือนกัน
     พิจารณาในด้านคุณสมบัติทั่วไปแล้ว เหล็กหล่อกร๊าฟไฟต์กลม มีคุณสมบัติทนแรงดึงได้สูงและมีความเหนียวอยู่ในช่วงของ Low alloy steel คือทนแรงได้ดีประมาณ 40 - 70 kg/mm2 และมีคุณสมบัติ Ductility อยู่ในช่วง Percent elongation 8 - 25% ในบางครั้ง เหล็กหล่อกร๊าฟไฟต์กลม ได้ชื่อเรียกว่า semi steel โดยปกติแล้วการที่จะเปลี่ยนรูปร่างหรือทำให้เกิดกร๊าฟไฟต์เกิดเป็นกลุ่มก้อน ก็ทำได้โดยการทำ Heat treament เหล็กหล่อขาว (white cast iron) ซึ่งคาร์บอนจะอยู่ในรูปของสารประกอบกับเหล็กคือ ซีเมนต์ไตต์ (Fe3C) ในขณะที่ทำการเผาที่อุณหภูมิสูงและใช้เวลานาน ธาตุคาร์บอนก็จะแตกตัวมารวมกลุ่มเกิดลักษณะกร๊าฟไฟต์ที่เป็นกลุ่มก้อนได้เหมือนกัน ซึ่งเราเรียกเหล็กหล่อเหนียวชนิดนี้ว่า Malleable แต่กรรมวิธีการผลิตต้องทำเป็นขั้น ๆ คือ ขั้นแรกต้องผลิตให้เป็นเหล็กหล่อขาว (white cast iron) ก่อน ต่อจากนั้นจึงจะผ่านกรรมวิธีารอบชุบที่อุณหภูมิสูงและใช้เวลานาน และอีกประการหนึ่งการผลิตเหล็กหล่อขาวจะทำได้ผลดีภายใต้ขอบเขตอันหนึ่ง คือ ชิ้นงานหล่อ จะมีความหนามาก ๆ ไม่ได้ คือไม่เกิน 2.5 ซ.ม เพราะจะทำให้อัตราการเย็นตัวช้า จะไม่เป็นเหล็กหล่อขาว ในกรณีของเหล็กหล่อกร๊าฟไฟต์กลม (Nodular) ไม่มีขอบเขตจำกัดในเรื่องความหนาของชิ้นงานหล่อ และส่วนดี อีกประการหนึ่งคือเหล็กชนิดนี้ยังอยู่ในตระกูลของเหล็กหล่อ จึงมีจุดหลอมเหลวต่ำ สามารถถลุงได้ด้วยเตาแบบธรรมดาที่ใช้ถุงเหล็กหล่อทั่ว ๆ ไปด้วยข้อดีต่าง ๆ นี่เอง ทำให้ปริมาณการใช้งานของเหล็กหล่อประเภทนี้ในอุตสาหกรรมสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

มาตรฐานของเหล็กหล่อกร๊าฟไฟต์กลม
     เหล็กหล่อกร๊าฟไฟต์กลม ปัจจุบันนี้เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย ในหลาย ๆ ประเทศ และได้กำหนดมาตรฐานไว้แตกต่างกัน ส่วนมาก จะอาศัยคุณสมบัติทนแรงดึงสูงสุด เป็นหลักในการจำแนกชั้นคุณภาพ มีบางประเทศกำหนดคุณสมบัติทนแรงดึง และลักษณะของโครงสร้างพื้นฐานกำกับไว้ด้วย สิ่งที่สำคัญคือ ปริมาณของธาตุที่ผสมในเหล็กจะไม่กำหนดไว้ ดังแสดงในตารางต่อไปนี้

International Standard Organization (ISO) R 945

ชั้นคุณภาพ
(Type)
ความเค้นแรงดึง (ต่ำสุด)
ความเค้นพิสูจน์ 0.2% (ต่ำสุด)
อัตรายืดตัว (ต่ำสุด) %
Kg/mm2
PSi
Tonf/in2
Kg/mm2
PSi
Tonf/in2
70 - 2
70
100,000
44
45
65,000
29
2
60 - 2
60
86,000
38
40
57,000
25
2
50 - 7
50
71,000
31
35
50,000
22
7
42 - 12
42
60,000
27
28
40,000
18
12
38 - 17
38
55,000
24
24
35,000
15
17

มาตรฐานอเมริกา (ASTM) A 536 - 70

ชั้นคุณภาพ
(class)
ความเค้นแรงดึง (ต่ำสุด) ความเค้นพิสูจน์ 0.2% (ต่ำสุด)
อัตรายืดตัว (ต่ำสุด) %
PSi
PSi
60 - 40 - 18
60,000
40,000
18
65 - 45 - 12
65,000
45,000
12
80 - 55 - 06
80,000
55,000
6
100 - 70 - 03
100,000
70,000
3
120 - 90 - 02
120,000
90,000
2

มาตรฐานเยอรมัน (DIN 1693)

ชั้นคุณภาพ
(class)
ความเค้นแรงดึง
Kg/mm2
ความเค้นพิสูจน์ 0.2%
Kg/mm2
อัตรายืดตัว
(L=5d) %
โครงสร้างพื้นฐาน
สัญลักษณ์
Material Number
GGG - 40
0.7040
40
25
15
Ferrite
GGG - 50
0.7050
50
32
7
Ferrite + Pearlite
GGG - 60
0.7060
60
38
3
Peatlite
GGG - 70
0.7070
70
44
2
Pearlite
GGG - 80
0.7080
80
50
2
Pearlite

มาตรฐานอังกฤษ BS 2789 (1961)

ชั้นคุณภาพ
(Type)
ความเค้นแรงดึง (ต่ำสุด)
ความเค้นพิสูจน์ 0.5%
อัตรายืดตัว (ต่ำสุด) %
Ton/in2
Kg/mm2
Ton/in2
Kg/mm2
SNG 24 / 17
24
37.8
15
23.6
17
SNG 27 / 12
27
42.5
18
28.3
12
SNG 32 / 7
32
50.4
22
34.6
7
SNG 37 / 2
37
58.3
25
39.4
2
SNG 42 / 2
42
66.1
28
44.1
2
SNG 47 / 2
47
74.0
30
47.2
2

มาตรฐานญี่ปุ่น JIS G 5502 (1961)

ชั้นคุณภาพ
(class)
สัญลักษณ์
ความเค้นแรงดึง(ต่ำสุด)
Kg/mm2
ความเค้นจุดราก (ต่ำสุด)
Kg/mm2
อัตราการยืดตัว ต่ำสุด %
1
FCD 40
40
28
12
2
FCD 45
45
30
5
3
FCD 55
55
38
2
4
FCD 70
70
48
1
Head

มาตรฐานสหภาพโซเวียต GOST 7293 (70)

ชั้นคุณภาพ
(Type)
ความเค้นแรงดึง
Kg/mm2
ความเค้นจุดราก (ต่ำสุด)
Kg/mm2
อัตราการยืดตัว %
ความเค้นแรงกระแทก
Kgm/cm2
ความแข็ง H3
Vch 38 - 17
38
24
17
6.0
140-170
Vch 42 - 12
42
28
12
4.0
140-200
Vch 45 - 5
45
33
5
3.0
160-220
Vch 50 - 2
50
38
2
2.0
180-260
Vch 60 - 2
60
40
2
2.0
200-280
Vch 70 - 3
70
40
3
3.0
229-275
Vch 80 - 3
80
50
3
2.0
220-300
Vch 100 - 4
100
70
4
3.0
302-369
Vch 120 - 4
120
90
4
3.0
302-369

มาตรฐานเหล็กหล่อกร๊าฟไฟต์กลม ประเทศไทย

ชั้นคุณภาพ
(Type)
ความต้านทานแรงดึง (ต่ำสุด) เมกาปาสคาล (Kg/mm2)
ความยืดหยุ่นต่ำสุด %
SGI 400
392 (40)
15
SGI 500
490 (50)
7
SGI 600
588 (60)
2
SGI 700
686 (70)
2

ทฤษฎีทางด้านโลหะวิทยา
คุณสมบัติเชิงกลของเหล็กหล่อโดยทั่วไป จะขึ้นอยู่กับแฟคเตอร์ ที่สำคัญสองประการ คือ
    1. โครงสร้างพื้นฐาน (metallic matrix)
    2. ลักษณะของกร๊าฟไฟต์ และการกระจัดกระจาย
     โครงสร้างพื้นฐานของเหล็กหล่อแบ่งได้เป็น เพิรไลท์, เฟอร์ไลท์ , และเพิรไลท์-เฟอร์ริติค (ในกรณีที่ชุบแข็งอาจจะมีโครงสร้าง พื้นฐานเป็น Bainite หรือ Mastensite)
เพิรไลท์เป็นโครงสร้างที่มีความแข็งแรงสูง (80 kg/mm2) แต่มีความเหนียวน้อย (% elongation 10) เฟอร์ไรท์เป็นโครงสร้างที่มีความแข็งอยู่ในเกณฑ์ต่ำ (28 kg/mm2) แต่มีความเหนียวสูง ( % elongation 50) เพิรลิโต-เฟอร์ริติค เป็นโครงสร้างที่มีทั้งสองชนิดปนกัน จึงมีคุณสมบัติอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง
โดยทั่วไปโครงสร้างของเหล็กหล่อส่วนมากจะเป็น เพิรลิโต-เฟอร์ริติค จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างได้โดยทำการชุบ การอบชุบ
     ปัญหาที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับคุณสมบัติเชิงกลของเหล็กหล่อ จึงขึ้นอยู่กับกร๊าฟไฟต์ โดยตรง เพราะกร๊าฟไฟต์มีความแข็งแรงต่ำมาก จึง ไม่มีส่วนที่จะไปช่วยเสริมความแข็งแรงให้กับเหล็กได้เลย เมื่อไปแทรกอยู่ในเนื้อเหล็ก ก็เปรียบเสมือนเป็นช่องว่างในเนื้อเหล็กนั่นเองทำให้พื้นที่ที่จะรับแรงมีน้อยลง และโดยเฉพาะตรงบริเวณสัมผัสระหว่างเนื้อเหล็กกับกร๊าฟไฟต์จะเป็นตำแหน่งที่ทำให้เกิด Strees concentration มาก บางที่อาจทำให้มีความเครียดสูงขึ้นไปประมาณ 10 - 20 เท่าของความเครียดปกติ ถ้ากร๊าฟไฟต์มีขนาดยาว และส่วนโค้งมีน้อย (rasius of curvity)
จากกฎที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างค่า Strees concentration ถ้ารูปร่างและขนาดซึ่งพิสูจน์ไว้ดังนี้ (UNIDO Report)


s คือค่า stress concentration
f คือค่าคงที่ l ค่าความยาวของกร๊าฟไฟต์
z ค่ารัศมีส่วนโค้งของกร๊าฟไฟต์ (radius of curvity)
     จะเห็นได้ว่า ค่า s จะมีค่าต่ำสุด เมื่อค่า l มีค่าน้อยที่สุด และค่า z มีค่ามากที่สุด นั่นคือ เมื่อกร๊าฟไฟต์มีลักษณะกลมก็จะได้คุณสมบัติตาม ที่ต้องการ คือค่า stress concentration มีค่าน้อยที่สุด จะทำให้เหล็กมีความแข็งแรงเพิ่มขึ้นอีกมาก ส่วนความเหนียว (ductility) นั้นจะขึ้นอยู่กับโครงสร้างพื้นฐาน
     การที่จะได้เหล็กหล่อที่มีกร๊าฟไฟต์เป็นเม็ดกลม สามารถกระทำได้โดยการผสมโลหะแมกนีเซียมหรือซีเรียม ลงไปในเหล็กหล่อหลอมเหลว ที่อุณหภูมิประมาณ 1300 c - 1450 c ซึ่งโลหะแมกนีเซียม หรือซีเรียมจะทำหน้าที่ช่วยให้ คาร์บอนในเหล็กหล่อจับตัวกันเป็นเม็ดกลม และภายหลังการผสมแมกนีเซียม แล้วจะทำ Inoculate เฟอร์โรซิลิกอน หรือ ซิลิโก - แคลเซียมเพื่อช่วยให้การกระจัดกระจายของกร๊าฟไฟต์ดีขึ้น จะทำให้เหล็กหล่อมีความต้านทานแรงดึงสูงขึ้นวิธีการผสมแมกนีเซียม
Head

การผสมโลหะแมกนีเซียม (Magnesium Treatment)
     เนื่องจากแมกนีเซียมบริสุทธิ์ มีจุดกลายเป็นไอที่อุณหภูมิ 1100 c ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่ต่ำกว่าอุณหภูมิของเหล็กหล่อ ดังนั้นการผสมจึง ต้อง กระทำด้วยความระมัดระวัง เพราะจะมีการระเบิดอย่างรุนแรงและให้แสงสว่างเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อสายตา ในทางอุตสาหกรรมไม่นิยมใช้โลหะแมกนีเซียมบริสุทธิ์ มักจะใช้โลหะแมกนีเซียมในลักษณะโลหะผสม ซึ่งมีหลายชนิด
1. โลหะผสมแมกนีเซียม นิเกิล ประกอบด้วยแมกนีเซียม 15% นิเกิล 85% และบางชนิดก็มีซิลิกอนผสมอยู่ด้วย เป็นโลหะที่มีน้ำหนักมากกว่าเหล็กหล่อ
2. โลหะผสมแมกนีเซียม-ซิลิกอน-เหล็ก ประกอบด้วยแมกนีเซียมระหว่าง 7 - 15% ซิลิกอน 45 - 70% ที่เป็นเหล็ก เป็นโลหะผสมที่มีน้ำหนักเบากว่าเหล็กหล่อ
3. โลหะผสม แมกนีเซียม - แคลเซียม - ซิลิกอน ประกอบด้วยแมกนีเซียม 15% แคลเซียม 30 % ซิลิกอน 50% ที่เป็นเหล็กเป็นโลหะผสมที่มีน้ำหนักเบากว่าเหล็กหล่อ
4. โลหะแมกนีเซียมบริสุทธิ์ผสมอยู่ในถ่านโค๊กซึ่งเรียกว่า Magcoke มีโลหะแมกนีเซียม 40% จาก Product ของ Foseco นอกจากที่กล่าวถึงแล้วยังมีโลหะผสมแมกนีเซียมอีกหลายประเภทที่มีผู้ผลิตจำหน่ายดังแสดงในตารางข้างล่างนี้

โลหะผสม ซิลิกอน - แมกนีเซียม

นอตคูแลนด์
ส่วนผสม %
แมกนีเซียม
ซิลิกอน
ซีเรียมหรือ RE.
กลุ่ม ก.
OGRC -3.0
OGRC - 4.5
OGRC - 5.5
OGRC - 6
O GRC - 8

3.0
4.5
5.5
6.5
9.5

45
45
45
45
45

1.5
1.5
1.5
2.0
2.5
กลุ่ม ข.
Reg - 5 Mg
0.3 - 5 Mg
1 Ce - 5 Mg
3 RE - 5 Mg



4.75 - 6.25
4.75 - 6.25
4.75 - 6.25
2.25 - 3.00

44.0 - 48.0
44.0 - 48.0
44.0 - 48.0
44.0 - 48.0


-

0.25 - 0.35% Ce
0.95 - 1.2% Ce 2.25 - 3.0%
Rare Earth


การผสมโลหะแมกนีเซียมในเหล็กหล่อหลอมเหลว มีวิธีกระทำได้หลายวิธี คือ
          แบบ Open-landle
          เป็นแบบที่ง่ายที่สุด โดยการเอา โลหะผสมแมกนีเซียมใส่ไว้ที่ก้นเบ้า (ladel) ถ้าเป็นโลหะผสมแมกนีเซียมที่เบากว่าเหล็กหล่อจะใช้เศษเหล็กเล็ก ๆ เช่น iron chips หรือ steel stamping หรืออาจใช้ทรายเททับไว้ ซึ่งหลายวิธีนี้ว่า Sandwich จากนั้นก็เทเหล็กหล่อหลอมเหลวลงไปผสมกับแมกนีเซียม (ดู
รูปที่ CAST-SP1 ประกอบ) วิธีนี้เป็นวิธีที่มีการสูญเสียแมกนีเซียมไปมาก ปริมาณของแมกนีเซียมที่จะผสมในเหล็กจะน้อย เพราะโอกาสที่แมกนีเซียมเมื่อกลายเป็นไอจะหนีไปได้ง่าย

รูปที่ CAST-SP1
แสดงลักษณะของเบ้าเปิด.

          แบบ Plunging
          เป็นแบบที่ใช้โลหะผสมแมกนีเซียม บรรจะใน Plunger ซึ่งทำด้วยกร๊าฟไต์ หรืออิฐทนไฟ ตัว Plunger จะถูกเจาะรูไว้โดยรอบ เอา
Plunger ที่บรรจุโลหะผสมแมกนีเซียมกดให้จมลงใต้ระดับของน้ำหล่อในเบ้า (ดูรูปที่ CAST-SP2 ประกอบ) ด้วยวิธีนี้ การผสมจะได้ประสิทธิภาพสูงกว่าแบบแรก วิธีใช้ Plunger นี้ถ้าทำในภาชนะปิด และเพิ่มความดันของอากาศภายในประมาณ 2 -4 atm จะทำให้การศูนย์เสียของแมกนีเซียมน้อยลงภาชนะที่ปิด และเพิ่มความดันนี้มีชื่อว่า Autoclave ซึ่งเป็นเทคนิคที่ใช้ในประเทศรัสเซีย

รูปที่ CAST-SP2
แสดงลักษณะของเบ้าและ Plunger.

          แบบ Converter
          เป็นแบบที่แก้ไขให้มีประสิทธิภาพสูงที่สุด โดยอาศัย Converter ที่มีลักษณะเหมือนเบ้า แต่จะมีส่วนสูงมากกว่าและทางปากเบ้าจะ ทำให้
แคบ สามารถปิดปากเบ้าให้สนิทได้ ทางตอนก้นเตา Converter จะมีช่องสำหรับบรรจุโลหะผสมแมกนีเซียม ตัว Converter จะสามารถหมุนได้โดยผ่านแกนหมุน จะหมุนจากตำแหน่งแนวราบมาอยู่ในตำแหน่งตั้งฉาก (ดูรูปที่ CAST-SP3 ประกอบ) ในตอนแรกตัว Converter ภายหลังจากบรรจุโลหะผสมแมกนีเซียมแล้วจะอยู่ในแนวราบเมื่อเทน้ำเหล็กหล่อหลอมเหลงลงไปแล้วจะปิดฉาก Converter สนิทแล้วหมุนตัว Converter มาอยู่ในตำแหน่งตั้งฉาก ในตอนนี้น้ำเหล็กหล่อจะผสมกับโลหะผสมแมกนีเซียมจะเกิดอาการเดือดร้อนอยู่ประมาณ 3 - 5 นาที เมื่อปฏิกิริยาที่เกิดจากน้ำเหล็กผสมแมกนีเซียมสิ้นสุดลง จะเปิดฝา Converter แล้วหมุนเตา Converter เทน้ำเหล็กหล่อลงใส่เบ้ารับน้ำเหล็กอีกที การผสมวิธีนี้ปริมาณการสูญเสียโลหะผสมแมกนีเซียมจะน้อยกว่าวิธีแรก

รูปที่ CAST-SP3
แสดงลักษณะและตำแหน่งของเบ้าหมุน.
Head

          แบบใช้ Porous plug
          เป็นวิธีการผสมโลหะแมกนีเซียม กับน้ำเหล็กหล่อโดยการกวน หรือโดยวิธีทำให้น้ำเหล็กหล่อเกิดการเดือด และหมุนเวียนอย่างรุนแรง
วิธีนี้จะใช้ Porous plug ที่ทำด้วยวัสดุทนความร้อน มีลักษณะโปร่งยอมให้แก๊สผ่านได้แต่น้ำเหล็กหล่อผ่านไม่ได้ นำเอา Porous plug ติดที่ก้นของเบ้ารับเหล็กหล่อหลอมเหลว และที่ตัว Porous plug จะต่อกับท่อไปยังถังแก๊สหรือถังอากาศอัด (pressusized gas supply) ซึ่งในกรณีนี้จะใช้ได้ทั้งกับแก๊สไนโตรเจน และ อากาศแห้ง (ดูรูปที่ CAST-SP4 ประกอบ)

รูปที่ CAST-SP4
แสดงลักษณะและตำแหน่งของ Porous plug
.

     ในการทำงานโดยวิธี Porus plug นี้ จะใช้วิธีง่าย ๆ โดยการเทโลหะผสมแมกนีเซียมลงไปที่ผิวของเหล็กหล่อหลอมเหลวในเบ้า แล้ว ปล่อย ให้แก๊สเฉื่อยไหลผ่าน Porous plug ทำให้เกิดการเดือดและไหลวนเวียนของน้ำเหล็กหล่อ ในระยะเวลาอันสั้นโลหะผสมแมกนีเซียมจะถูกพาให้จมลงใต้ผิวของเหล็กหลอมเหลว ในทางปฏิบัติจะใช้โลหะผสมแมกนีเซียมก้อนโตที่สุดไม่เกิน 1 นิ้ว และเล็กที่สุดไม่น้อยกว่า 8 เมช
     นอกจากวิธีการผสมโลหะแมกนีเซียมกับเหล็กหลอมเหลว ดังกล่าวมาแล้วยังมีวิธีอื่น ๆ อีกที่ใช้กันในอุตสหกรรม ดังเช่นวิธี Puddling, วิธี T - Knock วิธี Inmold และวิธี Flotret ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวิธีผสมโดยใช้วิธีควบคุมปริมาณของน้ำเหล็กให้ไหลผ่านโลหะผสมแมกนีเซียม ในขณะที่เหล็กหลอมเหลวไหลผ่านทางไหลจากเตาหลอมไปยังเบ้ารับน้ำหนักเหล็ก ที่แตกต่างออกไปก็คือวิธี Puddling ใช้วิธีผสมน้ำเหล็กสองเบ้าโดยเบ้าหนึ่งเป็นที่จะผสมโลหะแมกนีเซียม น้ำเหล็กในเบ้านี้จะปล่อยให้อุณหภูมิต่ำกว่าปกติ (1200C - 1230C) เพื่อต้องการให้การสูญเสียโลหะแมกนีเซียมน้อย เวลาผสมจะใช้ปริมาณของโลหะแมกนีเซียมสูงกว่าอัตราปกติ เพื่อให้มีปริมาณแมกนีเซียมละลายในน้ำเหล็กจำนวนมาก เมื่อผสมแมกนีเซียมเสร็จแล้ว จะนำน้ำเหล็กในเบ้านี้ไปผสมกับน้ำเหล็กที่ไม่ได้ผสมแมกนีเซียมอีกเบ้าหนึ่ง แต่น้ำเหล็กในเบ้าที่สองจะมีอุณหภูมิสูงกว่าเบ้าแรกเมื่อผสมกันเรียบร้อยแล้ว อุณหภูมิของเหล็กจะอยู่ในเกณฑ์พอเหมาะที่จะนำไปเทลงแบบหล่อในขั้นต่อไปได้สะดวก

การผสมโลหะซีเรียม (Cerium treatment)
     โลหะซีเรียมบริสุทธืมีจุดหลอมเหลว 814C ซึ่งสูงกว่าโลหะแมกนีเซียม (650C) มีอุณหภูมิกลายเป็นไอ 3600C (แมกนีเซียม 1100 C) และมีความถ่วงจำเพาะ 6.8 การผสมโลหะซีเรียมในเหล็กหล่อหลอมเหลวจึงสามารถกระทำได้ง่ายกว่าแมกนีเซียม และสามารถใช้วิธีผสมได้เช่นเดียวกับที่ใช้โลหะแมกนีเซียม ดังเช่นใช้วิธี Open laddle ซึ่งจะให้ค่า Percent recovery ได้สูงถึงประมาณ 60% ในทางปฏิบัติจะไม่ใช้โลหะซีเรียมบริสุทธิ์แต่จะใช้ในรูปโลหะผสมซึ่งเรียกทางการค้าว่า Misch metal มีซีเรียมประมาณ 50% ที่เหลือเป็นทองแดง และแลนทานั่ม
 
     ในปัจจุบันมีผู้ผลิต Nodulant ประเภทผสมระหว่างซีเรียมและแมกนีเซียม โดยมีแมกนีเซียมประมาณ 5 - 7% และ 0.5 - 1% ที่เหลือเป็นซิลิกอน จัดเป็น Nodulant ที่มีคุณภาพสูงชนิดหนึ่ง เพราะซีเรียมมีบทบาทที่จะช่วยทำลายอิทธิพลของธาตุบางตัวที่เป็นอันตรายต่อการฟอร์มกร๊าฟไฟต์กลมดังเช่นไทเทเนียม และอาร์เซนิค ทำให้การฟอร์มกร๊าฟไฟต์กลมได้ผลแน่นอนยิ่งขึ้น
ทฤษฎีการฟอร์มกร๊าฟไฟต์กลม (ตามทฤษฎีของ DeSy)
ทฤษฎีการฟอร์มกร๊าฟไฟต์กลมที่จะกล่าวนี้ Prof. Albert DeSy แห่งมหาวิทยาลัย Universite de Gand (ประเทศเบลเยี่ยม) เป็นผู้บรรยายและเขียนลงไว้ในหนังสือ Me'tallurqie Structural กล่าวไว้ดังนี้
การกำเนิดกร๊าฟไฟต์กลมในเหล็กหล่ เกิดขึ้นภายใน Solid phase ของออสเตนไนท์ โดยไม่มีโอกาสสัมผัสโดยตรงกับ Liquid phase เหมือมอย่างที่ปรากฏในเหล็กหล่อธรรมดา การเกิดการแข็งตัวของเหล็กหล่อ กร๊าฟไฟต์กลม เกิดในลักษณะคล้ายคลึงกับปฏิกริยา Peritectic ทุกปรการ โดยที่เหล็กหล่อโดยปกติจะต้องให้ ปฏิกริยา Eutectic เมื่อเป็นเช่นนี้ Prof. DeSy ได้อธิบายโดยการเปรียบเทียบลักษณะของการเกิด Solidification ที่เป็น Peritectic ในแบบธรรมดากับการเกิด Solidification ของเหล็กหล่อกร๊าฟไฟต์กลมดังนี้
จากภาพล่าง เป็น equlibrium diagram ของธาตุ A - B โดยมีสารประกอบ Intermetallic Am Bn จะให้ปฏิกริยา Peritectic ที่อุณหภูมิ TL ซึ่ง ณ อุณหภูมินี้ โครงสร้างของโลหะผสม X จะประกอบด้วย Solid phase a , Intermetallic compound Am Bn และ liquid phase P ปฏิกิริยา Peritectic จะเกิดการรวมตัวระหว่าง a กับ P ให้ Am Bn


          ที่อุณหภูมินี้ถ้าสามารถสร้างกร๊าฟระหว่างส่วนผสมธาตุ B กับระยะทางจากภายใน grain ของ a ผ่านตลอด เราก็จะให้กร๊าฟแสดง concentration gradient (ดูรูปที่ CAST-SP5 ประกอบb )

รูปที่ CAST-SP5
แสดงถึงกลไกการฟอร์ม กราฟไฟต์กลม.

 
     เมื่อพิจารณาการเกิด Solidification ของเหล็กหล่อกร๊าฟไฟต์กลม (ดูรูปที่ CAST-SP5 ประกอบb ) จุด C' คือจุด Eutectic ของ Equilibrium diagram ระหว่างเหล็กกับคาร์บอนในระบบ Stable (ระบบ metastable จะเป็นเหล็กกับซีเมนต์ไตต์) และจุด E' จะเป็น conposition ของออสเตนไนท์ทีสมดุลย์กับ C' ที่อุณหภูมิ Eutectic (ถ้าเป็นเหล็กหล่อสีเทาการแข่งตัวก็จะเกิดปฏิกริยา Eutectic ที่อุณหภูมินี้จะเกิดกร๊าฟไฟต์ในลักษณะ Flake) การที่เราผสมโลหะแมกนีเซียมลงไปในเหล็กหล่อจะก่อให้เกิดการเย็นตัวอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเกิดการกลายเป็นไอของโลหะแมกนีเซียม ทำให้เกิด degree of super cooling กล่าวคืออุณหภูมิ Eutectic E' C' จะลดต่ำลงมาเป็นอุณหภูมิ E'sC's ดังนั้น การกำเนิดนิวเครียส์ของกร๊าฟไฟต์จึงเกิดที่อุณหภูมิ E'sC's พิจารณาในกรณีที่ส่วนผสมของเหล็กหล่อเป็น Hypoeutectic เมื่อไม่ได้ผสมแมกนีเซียม เราจะได้ผลึกของออสเตนไนท์ ที่มีส่วนผสม E' กับเหล็กหลอมเหลวที่มีส่วนผสม C' ซึ่งเหล็กหลอมเหลว C' นี้จะให้ปฏิกริยา Eutectic เมื่อเกิดการแข็งตัวในทางตรงกันข้ามเมื่อผสมโลหะแมกนีเซียมลงไปในเหล็ก ทำให้เกิด degree of Super cooling กร๊าฟของเส้น Liquidus และ Solidus จะต่อลงมาที่อุณหภูมิต่ำ( ดูรูปที่ CAST-SP5 ประกอบ ) ออสเตนไนท์ E' จะกลายเป็น E' S' และเหล็กหลอมเหลว C' ก็จะกลายเป็น C's ซึ่งทั้ง E's และ C's จะมีส่วนผสมของธาตุคาร์บอนสูงกว่าจุดที่อยู่ในสภาวะสมดุลย์ทั้งออสเตนไนท์ E' s และเหล็กหลอมเหลว C's อาจจะยังไม่มีเวลาเพียงพอที่จะให้ส่วนผสม E's และ C's ได้
     ในตอนนี้เราจะยอมรับว่า ที่อุณหภูมิ TE's C's มีออสเตนไนท์ E's สัมผัสกับ C's ปัญหาก็มาถึงจุดที่ว่าตรงไหนจะเป็น บริเวณ ที่ จะกำเนิดกร๊าฟไฟต์ มีทางที่จะเป็นไปได้ 2 ทาง คือ

1. เกิดภายใน phase austenite ที่มีส่วนผสมของธาตุคาร์บอนสูงกว่าสภาวะสมดุลย์มาก (super saturate)
2. นเหล็กหล่อหลอมเหลว ซึ่งก็เป็นเหล็กหล่อหลอมเหลวที่มีปริมาณธาตุคาร์บอนสูงกว่าสภาวะสมดุลย์เหมือนกันแต่น้อยกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับออสเตนไนท์ E's

ถ้าเกิดกร๊าฟไฟต์ในกรณีแรก กร๊าฟไฟต์จะถูกห่อหุ้มด้วยออสเตนไนท์ การขยายตัวจะกระทำได้ก็โดยปฏิกริยา Peritectic คือ

L + S (austenite) ------------------ G (graphite)
Head

     เหล็กหลอมเหลว จะแข็งตัวหมดโดยการรวมกับออสเตนไนท์และให้ phase solid คือกร๊าฟไฟต์อะตอมของคาร์บอนจะต้อง เคลื่อน ที่จาก Phase Liquid ผ่าน phase Solid เพื่อไปรวมกันเป็นกร๊าฟไฟต์
     เกิดในกรณีที่สอง กร๊าฟไฟต์จะกำเนิดใน phase liquid ก่อนแต่จะถูกห่อหุ้มด้วยออสเตนไนท์อย่างรวดเร็วเพราะการเย็นตัวของเหล็กมี degree of super cooling สูงมากเมื่อเป็นเช่นนี้การแข็งตัวของเหล็กก็ยังคงเป็นไปโดยปฏิกริยา Peritectic เช่นในกรณีแรก
     จากภาพ b จะเห็นว่าลักษณะการขยายตัวของกร๊าฟไฟต์ภายในเกรนของออสเตนไท์ที่เป็นไปในแบบ Pertitectic คือรอบ ๆ กร๊าฟไฟต์ ออสเตนไนท์จะมีส่วนผสมเป็น E'g และตรงบริเวณที่สัมผัสกับ phase liquid ออสเตนไนท์จะมีส่วนผสมเป็น E'g ซึ่งจะมีปริมาณคาร์บอนจะสูงกว่า E'g
     ปฏิกิริยา Peritectic จะดำเนินต่อไปโดยออสเตนไนท์ E'g ทำปฏิกริยากับ Liquid C'x ให้คาร์บอนซึ่งจะแพร่ผ่าน (diffuse) ออสเตนไนท์ที่แข็งตัวแล้วไปรวมกันเป็นกร๊าฟไฟต์ตรงกลางของผลึกออสเตนไนท์ ปฏิกริยาจะสิ้นสุดลงก็เมื่อปริมาณของ liquid ไปรวมตัวกับออสเตนไนท์หมด
     จากภาพ c แสดงให้เห็นถึง composition gradient ตรงผิวสัมผัสระหว่างกร๊าฟไฟต์กับออสเตนไนท์และตรง บริเวณผิวสัมผัส ระหว่าออสเตนไนท์กับ Liquid iron ซึ่งสามารถแสดงให้เห็นว่าจะเกิดการ diffuse ของคาร์บอนจากบริเวณผิวสัมผัสระหว่างออสเตนไนท์กับ Liquid มายังใจกลางของเกรนซึ่งเป็นตำแหน่งของกร๊าฟไฟต์ การแพร่ของอะตอมคาร์บอนจะสิ้นสุดก็เมื่อปริมาณของคาร์บอนภายในเกรนของออสเตนไนท์เท่ากันหมด
     เมื่อพิจารณาในกรณีของเหล็กที่มีส่วนผสมเป็น Hypereutectic ซึ่งการแข็งตัวครั้งแรกจะต้องเป็น primary graphite ที่มี ขนาดโตกว่าไม่ว่าจะเป็นเหล็กหล่อธรรมดาหรือเหล็กหล่อกร๊าฟไฟต์กลม และ primary graphite จะมีส่วนที่จะลอยขึ้นมาที่ผิวเนื่องจากมีความหนาแน่นต่างจากเหล็กมากแต่จากการทดลองไม่พบว่าจะมีการแยกตัว (segregation) ของกร๊าฟไฟต์กลมมากนักเมื่อเปรียบเทียบกับเหล็กหล่อธรรมดา ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะกร๊าฟไฟต์กลมที่เกิดจะถูกล้อมรอบด้วย phase austenite และการขยายตัวของกร๊าฟไฟต์จะเป็นไปในลักษณะ peritectic เช่นเดียวกับเหล็กที่มีส่วนผสมเป็น Hypoeutectic

ทฤษฎีของการฟอร์มเป็นกร๊าฟไฟต์กลม (ตามทฤษฎีของ GORSHKOV)
     การฟอร์มเป็นกร๊าฟไฟต์กลมของเหล็กหล่อนั้นต้องพิจารณาเปรียบเทียบกับการเกิดกร๊าฟไฟต์ในเหล็กหล่อธรรมดาเพื่อชี้ให้เห็นการเกิดเป็น ขั้น ๆ ดังนี้
     การเกิดกร๊าฟไฟต์ในเหล็กหล่อธรรมดาจะอยู่ในรูปเป็นแถบยาวหรือที่เรียกว่าเกร็ดกร๊าฟไฟต์จะเริ่มกำเนิดครั้งแรกจากเหล็กหลอมเหลว ที่มี ส่วนผสมของ eutectic liquid โดยการให้กำเนิด nuclei ของคาร์บอนและ solid austenite nuclei ของคาร์บอนจะขยายตัวโดยสัมผัสกับ liquid อยู่ตลอดเวลา การขยายตัวของคาร์บอนจะสิ้นสุดเมื่อไปชนกับกร๊าฟไฟต์อื่น ๆ ซึ่งก็ขยายตัวในลักษณะเดียวกัน ในขณะที่กร๊าฟไฟต์ขยายตัวออสเตนไนท์ก็จะขยายตัวพร้อมกันการเกิดการแข็งตัวเหล็กจะสิ้นสุดเมื่อ liquid eutectic เปลี่ยนสภาพเป็นของแข็งหมด โครงสร้างของเหล็กในตอนสิ้นสุดการแข็งตัวจะประกอบด้วยกร๊าฟไฟต์กับออสเตนไนท์
     ในการเกิดกร๊าฟไฟต์กลมของเหล็กหล่อ Nodular มีลักษณะที่แตกต่างกับเหล็กหล่อธรรมดาก็คือการให้กำเนิดครั้งแรกของนิวเครียส ของคาร์บอนจะเกิดใน austenite matrix คือเกิดในโครงสร้างที่เป็นของแข็งแล้ว และการขยายตัวของกร๊าฟไฟต์จะอยู่ในลักษณะที่มี austenite อยู่ล้อมรอบ คาร์บอนจะ diffuse ผ่าน solid austenite เข้าไปรวมกับนิวเครียส และขยายตัวโตขึ้นเป็นลักษณะกลม นิวเครียสแต่ละตัวที่เกิดขึ้นจะเป็น eutectic cell และปรากฏมีจำนวนมากกว่าจำนวนที่ปรากฏในเหล็กหล่อธรรมดา
     สาเหตุของการเกิดนิวเครียส ในสภาพที่เหล็กหล่อแข็งตัวแล้วนี้ เกิดมาจากการผสมแมกนีเซียม หรือซีเรียม ลงไปในขณะที่เหล็กหล่ออยู่ ในสภาพ หลอมเหลวก่อนการแข็งตัว ยังไม่มีคำอธิบายที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนได้ แต่ก็มีการทดลองเพื่อยืนยันเหตุผลไว้มาก จากทฤษฎี R.A Gorshkov ได้อธิบายถึงทฤษฎีที่เกิดกร๊าฟไฟต์กลมไว้ดังนี้ คือ
     กร๊าฟไฟต์กลมจะเกิดจากการให้กำเนิดของคาร์บอนจากจุดที่เป็นฟองเล็ก ๆ (Tiny bulbes) ของแก็สไฮโดรเจนและเมื่อให้กำเนิด เป็น นิวเครียสแล้วก็จะขยายตัวอยู่ภายในฟองเล็ก ๆ ทำให้เกิดเป็นลักษณะกลมการทดลองที่เป็นการยืนยันทฤษฎีนี้กระทำโดยการหลอมโลหะนิเกิลบริสุทธิ์ หรือโคบอลบริสุทธิ์ กับ คาร์บอนโลหะผสมทั้งสองชนิดนี้มีขอบเขตการละลาย (Solubility) ของแก๊สไฮโดรเจนสูงมากและสามารถให้ปริมาณฟองเล็ก ๆ ของแก็สไฮโดรเจนได้จำนวนมากในขณะเกิดการแข็งตัว ธาตุคาร์บอนสามารถที่จะแพร่ผ่านเข้าไปในฟองเล็ก ๆ เหล่านี้และให้กำเนิดเป็นกร๊าฟไฟต์ที่มีลักษณะกลมและขยายตัวจนเต็มขนาดของฟองเล็ก ๆ ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้โลหะผสมทั้งสองชนิดมีจุดเล็ก ๆ ของกร๊าฟไฟต์อยู่ทั่วไป การกำเนิดกร๊าฟไฟต์กลมในโลหะผสมนี้อาจเกิดตอนที่โลหะผสมยังมีสภาพหลอมเหลวอยู่ก็ได้ เพราะทั้งโลหะนิเกิลและโคบอลท์ไม่อาจรวมกันเป็น compound กับคาร์บอนได้เช่นซีเมนต์ไตต์ ดังเช่นแบบที่เกิดในเหล็กหล่อ ดังนั้นการรวมตัวของคาร์บอนเป็นกร๊าฟไฟต์จึงเกิดได้โดยไม่มีอุปสรรคไม่ว่าจะเกิดในสภาพหลอมเหลว หรือในสภาพของแข็ง

รูปที่ CAST-SP6
แสดงถึงกลไกการฟอร์ม กราฟไฟต์กลม ของ GORSHKOV.

 
     อาจจะมีข้อสงสัยที่ว่า ฟองแก๊สเล็ก ๆ น่าจะสลายตัวไปหรือไม่ก็ลอยขึ้นมาและสลายตัวไปที่ผิวก่อนที่จะมีการ ให้กำเนิดกร๊าฟไฟต์แต่จาก การ ทดลองพบว่าฟองแก๊สในโลหะ หลอมเหลวที่มีขนาดระหว่าง 0.001 - 0.01 มม. จะสามารถคงสภาพอยู่ได้เป็นเวลานับชั่วโมง และมันจะลอยตัวขึ้นมายังผิวด้วยความเร็วระหว่าง 0.4 - 40 ชม. ต่อชั่วโมง เมื่อเป็นเวลาเช่นนี้คาร์บอนก็มีเวลานานพอที่จะแผ่ซึมเข้าไปรวมตัวกันเป็กร๊าฟไฟต์ได้จนสมบูรณ์
      แฟคเตอร์ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ที่เหมาะสำหรับการกำเนิดกร๊าฟไฟต์กลมก็คือ เหล็กหล่อหลอมเหลวจะต้องไม่มีแก๊สอ๊อกซิเจน หรือ แก๊สที่จัดเป็นพวกอ๊อกซิไดซ์ซิ่ง เพราะว่าถ้าทีแก๊สนี้ผสมอยู่จะเกิดการรวมตัวกับคาร์บอนเป็นแก๊สคาร์บอนมอนอ๊อกไซด์ หรือคาร์บอนไดอ๊อกไซด์
      ในกรณีที่เกิดมีแก๊สคาร์บอนมอนอ๊อกไซด์ละลายปนอยู่ในน้ำเหล็กหล่อเมื่อผสมโลหะแมกนีเซียมลงไป โลหะแมกนีเซียมจะทำปฏิกริยากับ CO ให้แมกนีเซียมอ๊อกไซด์ กับคาร์บอนดังปฏิกริยา

Mg(vapour) + CO (gas) ----------------Mg (Solid) + C (Solid)

     แต่ถ้าอุณหภูมิสูงเกินกว่า 1814 c ปฏิกริยาจะกลับเป็นขวา มา ซ้าย โดยปกติเหล็กหล่อขณะหลอมเหลวจะสามารถละลายแก๊ส ไฮโดรเจน ได้จำนวนมาก และแก๊สไฮโดรเจนอาจจะมาจากผลของเผาไหม้ของเชื้อเพลิง หรือจากการแตกตัวของไอน้ำในอากาศในขณะที่อุณหภูมิของเหล็กหล่อเย็นลง ปริมาณการละลายของแก๊สไฮโดรเจนก็จะลดลงด้วยเมื่อถึงจุดแข็งตัว ไฮโดรเจนก็จะถูกผลักออกมารวมตัวเป็นฟองเล็ก ๆ ซึ่งจะช่วยให้คาร์บอนสามารถให้กำเนิดเป็นนิวเคลียส และขยายตัวโตขึ้น
     ธาตุประเภท alkai earth บางตัวที่สามารถดูดซึม ธาตุไฮโดรเจนไว้ได้จำนวนมากที่อุณหภูมิปกติและจะคายออกที่อุณหภูมิสูง สามารถ ใช้เป็นตัว Nodulant ได้เป็นผลดี เช่น ธาตุซีเรียมและแลนทานั่ม เมื่อเอาธาตุเหล่านี้จุ่มลงไปในเหล็กหล่อหลอมเหลวจะคายแก๊สไฮโดรเจนออกมา และรวมกันเป็นฟองเล็กๆ (microscopic bubbles) ซึ่งจะช่วยให้คาร์บอนไปจับกันและให้กำเนิดนิวเคลียสและขยายตัวในขณะที่เหล็กหล่อแข็งตัวจนเต็มขนาดของฟองเล็ก ๆ ของแก๊สไฮโดรเจน ทฤษฎีนี้ได้ผ่านการพิสูจน์โดยวิธีไล่แก๊สไฮโดรเจนในธาตุซีเรียม หรือ แลนทานั่ม โดยการเผาในอากาศของแก๊สฮีเลียม แล้วนำไปผสมกับเหล็ก เหล็กหล่อ จะไม่ปรากฎการเกิดกร๊าฟไฟต์กลมเมื่อเหล็กหล่อแข็งตัวแล้ว
     จากทฤษฎีที่ได้อธิบายถึงการฟอร์มเป็นกร๊าฟไฟต์กลมทั้งสองแบบมีทางที่เป็นไปได้ด้วยกันเพราะมีทั้งเหตุผลและการทดลองมาประกอบ ด้วยกันแต่หลักในการอธิบายแม้ว่าจะมีแนวทางที่แตกต่างกันก็ตาม ปัจจุบันนี้ยังไม่ปรากฏว่า ได้มีผู้ใดได้พิสูจน์ด้วยวิธีใหม่ ๆ และก็ยังไม่ปรากฏว่ามีการคัดค้านทฤษฎีทั้งสอง จึ่งเป็นอันว่าความลึกลับในเรื่องนี้ ยังคงมีอยู่ต่อไปแม้ว่าในอุตสหกรรมจะผลิตเหล็กหล่อกร๊าฟไฟต์กลมออกมาใช้ประโยช์กันเป็นจำนวนมากและจะยิ่งมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็ตาม

การวัดค่า Percent Nodularity หรือ Nodule count
     ลักษณะการกระจัดกระจายของกร๊าฟไฟต์และความกลมตลอดจนขนาด มีผลต่อคุณสมบัติของเหล็กหล่อ โดยเฉพาะทางด้าน ความเค้น แรง ดึง และอัตราการยืดตัว จะเห็นว่าถ้ากร๊าฟไฟต์อยู่ในลักษณะที่ไม่กลมหรือมีกร๊าฟไฟต์ที่เป็นแฟลคเกิดอยู่บ้างในเหล็กหล่อกร๊าฟไฟต์กลม ค่าความเค้นแรงดึงของเหล็กหล่อจะลดลง เนื่องจากค่า Stress concentration ตรงบริเวณผิวสัมผัสระหว่างโครงสร้างพื้นฐานกับกร๊าฟไฟต์ จะมีค่าสูงขึ้นตามความสัมพันธ์ระหว่างค่า Stress concentration กับลักษณะของกร๊าฟไฟต์ดังแสดงจากสูตร


s คือค่า stress concentration
f คือค่าคงที่ l ค่าความยาวของกร๊าฟไฟต์
z ค่ารัศมีส่วนโค้งของกร๊าฟไฟต์ (radius of curvity)
      จะเห็นได้ว่า ค่า o ต่ำสุด เมื่อ l มีค่าน้อย และ z มีค่ามากที่สุด นั่นก็คือ เมื่อกร๊าฟไฟต์มีลักษณะกลม ค่า stress concentration มีค่าน้อยที่สุด
      การวัดความกลมและลักษณะการกระจัดกระจายของกร๊าฟไฟต์ (Nodularity) เป็นดรรชนีอีกแฟคเตอร์หนึ่งที่จะชี้ให้เห็นถึงคุณสมบัติ ของเหล็กหล่อกร๊าฟไฟต์กลม การวัด Nodularity ของกร๊าฟไฟต์วิธีวัดได้หลายวิธีขึ้นอยู่กับมาตรฐานของแต่ละประเทศเป็นผู้กำหนด ที่น่าสนใจตามมาตรฐาน ASTM A395-70 ใช้หลักการนับจำนวนกร๊าฟไฟต์ต่อพื้นที่หนึ่งตารางมิลลิเมตร ของภาพถ่ายโครงสร้าง โดยมีหน่วยเป็น Nodules/mm2
ตามมาตรฐาน JIS ใช้วิธีการวัดออกมาเป็นค่า Percent Nodularity โดยมีหลักการวัดดังนี้
ขั้นที่ 1
แยกลักษณะของกร๊าฟไฟต์ออกเป็น 5 แบบ เริ่มตั้งแต่แบบ I มีลัษณะเป็นเพล็ค จนถึงแบบ V เป็นแบบที่มีลักษณะกลมอย่าง สมบูรณ์
กำหนดให้ค่า Configuration Coefficient มีค่าต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
Head


กร๊าฟไฟต์แบบ I ค่า Configuration Coefficient = 0

กร๊าฟไฟต์แบบ II ค่า Configuration Coefficient = 0.3

กร๊าฟไฟต์แบบ III ค่า Configuration Coefficient = 0.7

กร๊าฟไฟต์แบบ IV ค่า Configuration Coefficient = 0.9

กร๊าฟไฟต์แบบ V ค่า Configuration Coefficient = 1.0
รูปที่ CAST-SP7
แสดงลักษณะ ของกราฟไฟต์กลมแบบต่างๆ.

ขั้นที่ 2
     ถ่ายภาพโครงสร้างของเหล็กหล่อด้วยกล้องไม่โครสโคป เลือกบริเวณที่เห็นกร๊าฟไฟต์ชัดเจนที่สุด (ไม่ต้อง etch) โดยใช้กำลังขยาย 100 เท่า บนภาพถ่ายลากเส้นทะแยงมุมสองเส้นโดยให้ห่างกัน 3 มม.(ดูรูปที่ CAST-SP8 ประกอบ) นับจำนวนนับกร๊าฟไฟต์ทุก ๆ แบบที่อยู่ภายในเส้นทะแยงมุมและที่สัมผัส กร๊าฟไฟต์ที่มีขนาดโตไม่ถึง 2 มม. ไม่นับ และถ้าได้จำนวนกร๊าฟไฟต์ไม่ถึง 10 ให้ลดกำลังขยายของภาพให้เล็กลง

รูปที่ CAST-SP8
แสดงวิธีการนับจำนวน กราฟไฟต์จากภาพถ่ายกำลังขยาย 5 เท่า.

ขั้นที่ 3
เอาจำนวนกร๊าฟไฟต์ที่นับได้ในแต่ละแบบมาแทนค่าจากสูตรหา Percent Nodularity ดังนี้


     ค่า nI -nV คือปริมาณของกร๊าฟไฟต์แบบต่าง ๆ ที่เส้นทะแยงมุมบนภาพถ่ายโครงสร้างตัดผ่านและสัมผัส   ในทางปฏิบัติควรจะทำหลาย ๆ ครั้งเพื่อหาค่า Percent Nodurality ให้ได้หลาย ๆ ค่า แล้วนำมาหาค่าเฉลี่ยในเหล็กหล่อ กร๊าฟไฟต์ กลม ที่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ควรจะมีค่า Percent Nodularity มากกว่า 50% ขึ้นไป ดังตัวอย่างภาพถ่ายโครงสร้างของเหล็กหล่อมาตรฐาน FCD 40

รูปที่ CAST-SP9