มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับ.
 

  ผู้ผลิตมอเตอร์ส่วนใหญ่จะเสนอมอเตอร์เหนี่ยวนำหลายเฟส ตามพื้นฐานการสร้างเป็น 3 ประเภท มอเตอร์กรงกระรอก
  ความเร็วคงที่ (Constant-speed Squirrel-cage Motor) เป็นแบบที่นิยมใช้กันอย่างกว้างขวาง จริง ๆ แล้ว ความเร็ว ของมอเตอร์
แบบนี้จะเปลี่ยนแปลงไปตามภาระเพียงเล็กน้อย แต่น้อยเกินกว่าที่จะเปลี่ยนแปลงจากต้นกำลังอื่น ๆ ของกำลังทางกล เช่นมอเตอร์ไฟฟ้า
กระแสตรง อย่างไรก็ตาม ยังมีมอเตอร์กรงกระรอก ความเร็วหลายระดับที่จะให้ความเร็ว 2 ระดับขึ้นไปการ สร้างมอเตอร์แบบที่ 2 จะสามารถควบคุมความเร็วในขณะที่รับภาระเต็มพิกัดได้หลาย ๆ ช่วงโดยตรง มอเตอร์แบบนี้ได้แก่ มอ เตอร์แบบ Wound-rotor ประเภทที่ 3 ได้แก่ Synchronous Motor ซึ่งให้ความเร็วเดินเครื่องคงที่อย่างสมบูรณ์

    สมการพื้นฐานที่สามารถใช้สำหรับมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับคือ :

a. เฟสเดียว P =

= กำลัง หน่วยเป็น kW.


b. สามเฟส P =
(ขดลวด 3 ขด)

= กำลัง หน่วยเป็น kW.


c. สองเฟส P =
(ขดลวด 4 ขด)

= กำลัง หน่วยเป็น kW.

  ซึ่ง :  
  E = แรงเคลื่อนระหว่างขดลวด (Volts)
I = กระแสไฟฟ้าต่อขดลวด 1 ขด (Amperes)
P = กำลัง หน่วยเป็น kW.
f = การเคลื่อนที่เชิงมุมจากตำแหน่งเดิมระหว่างกระแสและแรงเคลื่อน
  PF = แฟคเตอร์กำลัง (Power Factor) =

= cos f

  สูตร ( c ) จะถูกต้องสำหรับมอเตอร์สองเฟส 3 ขดลวด เมื่อ I = กระแสในเส้นลวดนอกสุดหน่วยเป็น Amperes ในกรณีนี้
 
.I = กระแสในเส้นลวดรวม หน่วยเป็น Amperes

  A. มอเตอร์กรงกระรอก (Squirrel-Cage Motors)
มอเตอร์ไฟฟ้าธรรมดาส่วนใหญ่สำหรับการขับอุปกรณ์ขนถ่าย จะเป็นมอเตอร์เหนี่ยวนำแบบกรงกระรอก มอเตอร์เหล่านี้จะ ถูกสตาร์ท
ด้วยแรงเคลื่อนไฟฟ้าโดยตรง หรือที่แรงเคลื่อนที่ลดลง โดยอาศัยหม้อแปลงอัตโนมัติหรืออุปกรณ์ Solid- state แบบ อื่น ความต้องการ
ความเร็ว กำลังม้า แรงบิด จำนวนมากของการใช้งาน สามารถที่จะทำให้พอได้ด้วยการออกแบบแยกประเภท ของ NEMA แบบใด
แบบหนึ่งใน 4 แบบ ดูหัวข้อ เส้นโค้งแรงบิดของมอเแรงบิดของมอเตอร์ (Motor Torque Curves) แต่ ละแบบจะให้แรงบิด ความเร็ว และกระแส แตกต่างกันไป เพื่อให้ได้การทำงานแบบต่าง ๆ ที่ต้องการ ทั้ง 4 แบบ สามารถที่จะทน ต่อแรงเคลื่อนเต็มพิกัดในการสตาร์ท ในขณะที่เชื่อมต่อเข้ากับต้นกำลังโดยตรง โครงสร้างทางกลจะแข็งแรงพอต่อผลของความ เค้นของสนามแม่เหล็ก และแรงบิดในการล้อค Rotor เมื่อสวิทช์ปิดวงจรไฟฟ้าอย่างทันทีทันใด
  แม้ว่ามอเตอร์กรงกระรอกจะถูกพิจารณาในเรื่องอุปกรณ์ความเร็วคงที่ เช่นเดียวกับมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรง แต่ก็มีหลายวิธี ที่จะ
เปลี่ยนแปลงความเร็วได้ ด้วยการเพิ่มหรือลดความถี่หรือแรงเคลื่อน ความเร็วขาออกของมอเตอร์สามารถที่จะเพิ่มหรือลดลง โดยผ่าน
ช่วงความเร็วต่าง ๆ ได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อทั้งมอเตอร์และชุดควบคุมสำหรับวิธีการนี้ในการเปลี่ยนความเร็วจะต้องระมัด ระวังเรื่องการ
เข้ากันได้ (Matching) และ การออกแบบ และทดสอบแบบพิเศษ ระบบเหล่านี้จะมีราคาสูงและเหมาะกับสภาวะ บางอย่างโดยเฉพาะ สำหรับรายละเอียดให้ดูในหัวข้อ"ชุดขับปรับความเร็วได้"วิธีเปลี่ยนแปลงความเร็วของมอเตอร์กรงกระรอกที่นิยมใช้กันอย่างกว้าง
ขวางคือ การเปลี่ยนแปลง ขั้ว แม่เหล็ก โดยการเชื่อม ต่อขดลวดอีกครั้ง (ออกแบบมาสำหรับจุดประสงค์นี้) หรือการเพิ่มขวดลวด แต่ละ
ขดจะสามารถทำให้ความเร็วคงที่ได้ในแต่ละ ขด ขดลวดที่เชื่อมต่ออีกครั้ง (รู้จักในชื่อขดลวดที่ที่เกิดจากขั้วแม่เหล็กConsequent-pole Windings) จะได้ความเร็ว 2 ระดับในอัตราส่วน 2 : 1 ตัวอย่างความที่สอดคล้องกัน สำหรับมอเตอร์ความถี่ 60 Hz
คือ 3,600/1,800 RPM (2/4 pole) 1,800/900 RPM (4/8 pole) และ 1,200/600 RPM (6/12 pole) มอเตอร์แบบ Reconnected Winding นี้ มัก จะมีโครงไม่ใหญ่ไปกว่ามอเตอร์ความเร็วเดียวเท่าไหร่
Head


  B.มอเตอร์แบบ (Wound-Rotor)
มอเตอร์แบบแกนหมุนพันขดลวด (Wound-rotor) หรือแบบ Slip-ring จะมีแกนหมุนพันขดลวดที่มีตัวนำไฟฟ้านำไปสู่
Slip Rings เพื่อสอดแทรกตัวความต้านทางไว้เพิ่มแรงบิดในขณะสตาร์ทและลดกระแสในการสตาร์ทและยังวางใจได้ต่อการ ลดความเร็วลง 50% ภายใต้แรงบิดขณะรับภาระเต็มที่ มอเตอร์แบบนี้ เหมาะกับอุปกรณ์ขนถ่ายทุกชนิดที่ต้องควบคุมแรงบิดใน ขณะสตาร์ท
  มาตรฐานสำหรับมอเตอร์แกนหมุนพันขดลวด (Wound-Rotor Motors) กำหนดขึ้นโดย NEMA เพียงเพื่อคุณลักษณะ เฉพาะ
บางอย่าง สำหรับมอเตอร์ความเร็วสูงและขนาดกำลังม้าต่ำ จะมีการเพิ่มแรงบิดที่ต้องการ การใช้งานของมอเตอร์แบบ Wound-rotor จะแตกต่างจากมอเตอร์กรงกระรอกเป็นอย่างมาก เนื่องจากทางเข้าของวงจรในแกนหมุนสำหรับการเปลี่ยนแปลงความต้านทานของมอเตอร์
จากการที่สอดแทรกความต้านทานค่าต่าง ๆ เข้าไปในวงจรของ แกนหมุน จะได้เส้น Curves ชุดหนึ่ง ดูรูป 3 เส้นCurvesเหล่านี้บาง
เส้น จะเปรียบเทียบ ให้เห็นความแตกต่างสำหรับมอเตอร์ กรงกระรอกแบบ A, B และ C เนื่องจากมอเตอร์แบบ Wound-rotor อาจจะใช้เส้น Curves เส้นใดเส้นหนึ่งในกลุ่มนี้ได้อย่าง เหมาะสม เส้น Curves นี้จึงใช้งานได้หลายอย่าง ซึ่งเป็นข้อดีใน การใช้งาน
ได้มาก
    มอเตอร์แบบ Wound-rotor อาจจะใช้เป็นมอเตอร์ความเร็วคงที่ หรือเป็นมอเตอร์ปรับความเร็วได้ทั้ง 2 แบบ มอเตอร์แบบ
Wound-rotor สามารถควบคุมแรงบิดในขณะช่วงเวลาการสตาร์ทได้โดยการเพิ่มความต้านทานภายนอก เข้าไปในขดลวดทุติยภูมิ (Secondary Winding) ของมอเตอร์ ผ่านทาง Slip Rings ทำให้สามารถกำหนดโปรแกรมแรง บิด ระหว่างการสตาร์ท ให้
เหมาะสมกับมอเตอร์ที่ขับอุปกรณ์ขนถ่ายแต่ละแบบ การขับประเภทนี้ได้มีการใช้กันอย่างกว้างขวางใน สายพานลำเลียงขนาดใหญ่ ๆ

รูป 3 โปรแกรมแรงบิด-ความเร็วสำหรับการสตาร์ทของมอเตอร์แบบ Wound-rotor

    หมายเหตุ : เส้นฟันปลาแทนการเปลี่ยนแปลงแรงบิดเมื่อความเร็วเพิ่มขึ้นและความต้านทานในขดลวดทุติยภูมิ ( R ) ถูกลดลงเป็นช่วง ๆ

    กำหนดโปรแกรมแรงบิดโดยทั่วไปมีดังนี้
1.ในขณะมอเตอร์หยุดนิ่งให้มีแรงบิดมากพอที่จะเอาชนะแรงสถิต (Static Forces) และ 2.ให้มีแรงบิดเพียงพอในการเร่งอุปกรณ์ลำเลียงที่รับภาระอยู่ให้มีความเร็วเดินเครื่องปกติในเวลาอันสมควร
    ปกติแล้ว แรงบิด 140 ถึง 150 % ของแรงบิดขณะที่อุปกรณ์ขนถ่ายเดินเครื่องรับภาระตามปกติ ก็มีค่ามากพอที่จะสตาร์ท เครื่องตาม
โปรแกรมแรงบิดได้ ช่วงเวลาในการเร่งที่พอเหมาะคือ 50 ถึง60 วินาที การคำนวณแต่ละครั้งจะบอกช่วงเวลาที่ต้อง การสำหรับ การ
สตาร์ท เพื่อจำกัดแรงในการเร่งให้ได้ค่าที่ยอมรับได้ของสายพาน น้ำหนักถ่วง เส้น Curves แนวดิ่ง หรือข้อ พิจารณาที่ต้องใช้ความ
ระมัดระวังในการออกแบบอื่น ๆ
    เส้น Curves ความเร็ว-แรงบิดในรูป 7.6 แสดงประเภทของโปรแกรมการสตาร์ทที่ใช้สำหรับมอเตอร์แบบ Wound -rotor
ในการขับสายพานลำเลียง โดยการเปลี่ยนค่าความต้านทานในขดลวดทุติยภูมิ 7 ค่า จุด A, B และ C แสดงให้เห็นว่า ความเร็วเท่าไร
ที่ซึ่งมอเตอร์รับภาระเต็มพิกัดจะลดลงโดยการเพิ่มความต้านทานในขด ลวดทุติยภูมิ คุณลักษณะเฉพาะนี้จะใช้ปรับการกระจาย ภาระ
ในชุดขับมอเตอร์ 2 ตัว คือ ความเร็วของมอเตอร์ตัวที่สองสามารถที่จะลดลงได้เล็กน้อยและมันจะแบ่งให้ภาระทั้งหมดลดลง โดยการเพิ่ม
ความต้านทานขดลวดทุติยภูมิ

  C.มอเตอร์แบบ (Synchronous)
มอเตอร์แบบ Synchronous ถูกสร้างให้มีความเร็วเฉลี่ยเป็นสัดส่วนโดยตรงกับความถี่ของแหล่งต้นกำลังและเป็นสัด ส่วนกลับ
กับจำนวนขั้วแม่เหล็กในขดลวดที่อยู่กับที่ (Stator) และตามส่วนกันในแกนหมุน (Rotor)
    มอเตอร์แบบ Synchronous มี 2 ประเภทหลัก ๆ คือ แบบไม่มีการกระตุ้นด้วยกระแสไฟฟ้า (Non-excited)และแบบ กระตุ้นด้วย
ไฟฟ้ากระแสตรง
  1. มอเตอร์แบบไม่มีการกระตุ้นด้วยกระแสไฟฟ้า (Non-excited Motors) ถูกออกแบบ ให้เป็นแบบความฝืดแม่เหล็ก (Reluctance) และแบบ Hysteresis มอเตอร์แบบ นี้จะใช้วงจรสตาร์ทในตัวเอง และไม่ต้องมีกระแสไฟฟ้าจาก ภายนอกมา
กระตุ้น
2. มอเตอร์ที่ใช้ไฟฟ้ากระแสตรงมากระตุ้น จะมีขนาดใหญ่กว่า 1 HP และต้องมีไฟฟ้า กระแสตรงจ่ายผ่าน Slip Rings สำหรับ
การกระตุ้น ไฟฟ้ากระแสตรงอาจจะส่ง มาจากแหล่งจ่ายซึ่งแยกอยู่ต่างหาก หรือ สามารถที่จะส่งมาจากเครื่องกำเนิดกระแสไฟฟ้า กระแสตรงซึ่งเชื่อมต่อโดยตรงเข้ากับ เพลาของมอเตอร์
    มอเตอร์แบบ Synchronous อาจจะมีเฟสเดียวหรือหลายเฟสก็ได้ มันไม่สามารถสตาร์ทด้วยตัวมันเองได้โดยปราศจาก การถูกขับ
หรือการมีแกนหมุนเชื่อมต่อกัน ในรูปของวงจรการสตาร์ทด้วยตัวเอง เนื่องจากสนามแม่เหล็กจะหมุนด้วยความเร็วที่เท่ากัน (Synchronous Speed) มอเตอร์จึงต้องถูกเร่งขึ้นก่อนที่จะขึ้นถึงความเร็ว Sychronous การเร่งความเร็วจากศูนย์ รอบ ต่อนาที ต้องการลื่นไถลจนกระทั่วขึ้นถึงความเร็ว Synchronous ด้วยเหตุนี้จึงต้องมีการใช้พาหนะในการสตาร์ท (Starting Means)

Head






G. PRECISION ENGINEERING LTD.,PART.

26/27 MOO.9 BYPASS ROAD , TUMBOL NAPA
AMPHUR MUANG ,CHONBURI 20000 THAILAND.
TEL :038-441-348 , 087-9182311 , 081-6446767
FAX : 038-441-349
Website : http://www.Gprecision.net

E-mail : info@gprecision.net