สายพาน (Belts).
 

สายพานส่งกำลัง
ข้อดี :
- ส่งถ่ายแรงได้อย่างยืดหยุ่น
- ดูดซับเสียงดังและการสั่นสะเทือน
- ไม่ต้องมีการหล่อลื่น
ข้อเสีย :
- เกิดการลื่นในขณะส่งกำลังได้
- รองเพลารับภาระสูง
- เปลืองเนื้อที่มาก
สายพานจะแบ่งเป็นลักษณะส่งกำลังด้วยแรงและแบบลักษณะส่งกำลังด้วยรูปร่าง

สายพานลักษณะส่งกำลังด้วยแรง
จะส่งถ่ายโมเมนต์ด้วยความเสียดทาน (Friction) ระหว่างล้อสายพานและสายพาน ส่วนการทำให้สายพานตึงนั้นจะได้จากการ กำหนด
ให้มีความยาวสายพานที่ถูกต้อง ด้วยการขยายระยะห่างระหว่างแกนเพลา เช่น ให้มอเตอร์ขับยึดอยู่ในรางเลื่อนได้หรือบนแท่นเอียงปรับขึ้นลงหรือใช้ลูกกลิ้งกดสายพานด้านหย่อน(ขณะส่งกำลัง)ให้อยู่ใกล้ด้านล้อพูเล่ (Pulley) ที่มีขนาดเล็กกว่า เพื่อให้มีการโอบของสายพานเพิ่มมากขึ้น (ดังรูปที่ MC-BEL1) ยิ่งทำให้การส่งกำลังได้มากขึ้น

รูปที่ MC-BEL1
การใช้อุปกรณ์ช่วยทำให้สายพานตึง.

แรงตามขอบล้อสายพานที่ส่งกำลังจะทำให้สายพานเกิดการยืดตัวแบบยืดหยุ่นที่มีผลให้สายพาน เกิดการลื่นในขณะส่งกำลังบนล้อสายพาน
=2% ของการส่งกำลังทั้งหมด ด้วยเหตุนี้ สายพานที่มีลักษณะการส่งกำลังด้วยแรง จึงไม่เหมาะนำมาใช้งานในที่ต้องการอัตราทดที่เที่ยงตรงระหว่างเพลาตั้งแต่ 2 เพลาขึ้นไป โดยปกติจะต้องให้มีมุมโอบที่ล้อสายพานตัวเล็กให้มากเพียงพอที่การส่งกำลังจะเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงต้องกำหนดอัตราทดสำหรับการส่งกำลังสายพานแบนให้ไม่เกิน I = มากกว่า 6 : 1 และระยะห่างระหว่างแกนล้อสายพาน a มากกว่าหรือเท่ากับ 1,2 (d1 + d2)
ในกรณีที่อัตราทด I = มากกว่า 6 : 1 หรือในกรณีที่มุมโอบของสายพานด้านล้อสายพานตัวเล็กสุดน้อยกว่า 100 องศา ก็ให้ใช้ลูกกลิ้งกด
สานพานที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางอย่างน้อยที่สุดเท่ากับขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของล้อสายพานตัวเล็ก ดังรูปที่ MC-BEL2

รูปที่ MC-BEL2
แสดงมุมโอบ a2 ที่ล้อพูเล่ย์เล็ก.

ผลของการใช้ลูกกลิ้งกดสายพาน
- ทำให้เกิดภาระดัดสูงขึ้น
- ทำให้เกิดเสียงดังมากขึ้น
- ทำให้ประสิทธิภาพลดลง

การใช้ลูกกลิ้งกดภายในสายพาน
- ทำให้มุมโอบล้อสายพานน้อยลง
- ถ้าเป็นไปได้ควรวางให้ใกล้กับล้อสายพานใหญ่ การใช้ลูกกลิ้งกดภายนอกสายพาน
- ทำให้มุมโอบสานพานมากขึ้น ท ถ้าเป็นไปได้ควรวางให้ใกล้กับล้อสานพานตัวเล็ก
- เพื่อมิให้สายพารับภาระดัดมาก ควรจะเลือกขนาดลูกกลิ้งให้โตขึ้น
การปรับหรือทำให้สายพานตึงเพื่อใช้งานนั้น จะมีผลให้รองเพลาต้องรับภาระสูง สายพานลักษณะส่งกำลังด้วยแรงแบ่งออกเป็น แบบสาย
พานแบน, สายพานลิ่ม, และสายพานกลม
สายพานแบน
จะผลิตจากหนัง, สิ่งทอ หรือทำจากชั้นต่าง ๆ ของหนังพลาสติก และเส้นใยหลาย ๆ ชั้น สายพานแบนสามารถนำมาใช้งานในลักษณะ
ไขว้หรือกึ่งไขว้ได้ แต่การสึกหรอของสายพานดังกล่าวจะเกิดขึ้นมากกว่าการใช้ของสายพานลักษณะเปิด ดูรูปที่ MC-BEL3

รูปที่ MC-BEL3
การส่งกำลังของสายพาน.

-สายพานลักษณะไขว้
เป็นลักษณะการวงสายพานที่ทำให้มีมุมโอบมากกว่าลักษณะเปิด อัตราทดจะไม่เปลี่ยนแปลง แต่ล้อสายพานจะหมุนไปในทิศทาง ตรงกัน
ข้ามกัน เนื่องจากสายพานไขว้สัมผัสกันจึงทำให้เกิดการสึกหรอค่อนข้างเร็ว
-สายพานลักษณะกึ่งไขว้
จะทำให้มีมุมโอบล้อสายพานมากกว่าแบบลักษณะเปิดล้อสายพาน ซึ่งจะวางในทิศทางตั้งฉากกันแต่มีทิศทางการหมุนเหมือนกัน เพื่อ
ให้การหมุนของสายพานบนล้อสายพานมั่นคง จะกำหนดให้ความกว้างของล้อสายพานขับโตกว่าประมาณ 1/4 เท่าของล้อแบบลักษณะ
เปิด และให้ล้อสายพานโตกว่าประมาณ 1/3 เท่าของล้อแบบลักษณะเปิด



สายพานสิ่งทอ
จะผลิตแบบไม่มีปลายจากเส้นใยของโพลิเอสเตอร์ สายพานแบบนี้เวลาใช้งานจะมีเสียงน้อยมากและไม่มีการสั่นสะเทือน จึงเหมาะใช้
ในงานขับเพลาสปินเดิล(ภายใน)ของเครื่องเจียระไนและความเร็วสูงสำหรับล้อสายพานขนาดเล็ก
สายพานแบบหลายชั้น
จะมีชั้นความฝืดที่เป็พลาสติกยืดหยุ่นหรือหนัง ส่วนชั้นที่รับการดึงจะทำจากแถบโพลิเอไมด์ชั้นเดียวหรือหลายชั้น หรือทำจากเชือกเกลียว
โพลิเอสเตอร์
ข้อดีของสายพานแบบหลายชั้น
- มีความสามารถในการฉุดดึงได้ดีเพราะมีความเสียดทานสูง
- สามารถดัดงอได้มากเพราะสายพานมีความหนาน้อย
- สามารถส่งถ่ายกำลังงานได้ถึง 6000 kw
- ใช้งานที่มีความเร็วได้ถึง 100 m/s
Head

ล้อสายพานแบน
ตามแต่ประโยชน์การใช้งานจะมีการผลิตล้อสายพานแบนจากเหล็กหล่อ, เหล็กกล้า, โลหะเบา, พลาสติก หรือไม้ บนผิวล้อที่รองรับสายพาน
จะต้องลื่น มิฉะนั้นจะทำให้สายพานสึกหรอเร็วมาก (จากการลื่นเสียดสี) โดยให้มีผิวความหยาบอยู่ระหว่าง 4 ถึง 10 um ล้อสายพานตามแบบ Z (รูปทรงกระบอก) ดังรูปที่ MC-BEL4 (ก) และแบบ G (ผิวรูปโค้ง) ดังรูปที่MC-BEL4 (ข) ล้อสายพานแบบ G ที่มีผิวโค้งนี้จะช่วยประคองสายพานให้อยู่ตรงกลางเสมอในขณะส่งกำลัง (ป้องกันมิให้ดิ้นออกไปทางข้าง)
ซึ่งก็หมายความว่าแรงตึงหรือแรงดึงของสายพานที่มากที่สุด จะอยู่ตรงกึ่งกลางความกว้างของล้อสายพานจึงสามารถส่งกำลัด้วย
ความเร็วขอบถึง 20 m/s เหมาะสำหรับนำมาใช้งานเป็นล้อตาม ล้อสายพานยังแบ่งตามลักษณะรูปร่างแบบโครงเป็นแผ่นกลมทึบหรือเจาะรู ดังรูปที่ 39 (ข) หรือแบบโครงเป็นซี่ถอดออกเป็น 2 ชิ้นได้ ดังรูปที่ MC-BEL4 (ค) ที่ช่วยให้การถอดประกอบระหว่างรองเพลาได้ง่ายขึ้น รวมทั้งทำให้สะดวกต่อการขนส่งและขนถ่ายอีกด้วย

รูปที่ MC-BEL4
รูปแบบของล้อสายพาน.

ล้อสายพานส่วนใหญ่จะทำจากเหล็กหล่อเทา (GG - 15, GG - 20) สำหรับล้อสายพานที่ใช้งานรับภาระมาก ๆ จะทำจากเหล็กกล้าหล่อ
(GS - 33, GS 45) หรือจากเหล็กกล้า (แผ่น), โลหะเบาที่ได้จากการรีดขึ้นรูปหรือเชื่อมประสาน
ล้อสายพานทุกชนิดจะต้องมีการถ่วงดุลน้ำหนักลักษณะสถิตย์ ส่วนในกรณีที่ไวต่อการสั่นสะเทือนหรือใช้งานความเร็วสูง จะต้องถ่วง ดุล
น้ำหนักลักษณะพลวัต (Dynamic) โดยที่ความเร็วขอบ v มากกว่า 25 m/s จะต้องถ่วงดุลน้ำหนักทั้งลักษณะสถิตย์และพลวัต

การส่งถ่ายกำลังด้วยสายพานลิ่ม
สายพานลิ่มส่วนใหญ่จะผลิตแบบไม่มีปลาย เป็นสายพานทำจากยางมีภาคตัดขวางเป็นรูปสี่เหลี่ยมคาวหมูครึ่งหนึ่ง ด้านบนมีเส้น
โพลีเอสเตอร์ ที่ผ่านการวัลเคไนซิ่งมาแล้วแทรกอยู่ ทำให้ค่าความต้านแรงดึงเพิ่มสูงขึ้น สายพานลิ่มชนิดที่มีชั้นใยสิ่งทอหุ้มอยู่รอบ ๆ จะช่วยป้องกันการสึกหรอได้อีกด้วย
สายพานลิ่มจะไม่รับแรงตามแนวรัศมีโดยตรงเหมือนสายพานแบน แต่จะรับแรงตามแนวตั้งฉากกับด้านข้างของสายพานลิ่ม
ดังรูปที่MC-BEL5(แรงปกติ FN) สายพานลิ่มที่มีความตึงและค่าสัมประสิทธิ้ความเสียดทาน m เท่ากับสายพานแบน จะสามาถส่งกำลังได้ดีกว่าสายพานแบนได้ถึง 3 เท่า ซึ่งข้อดีและข้อเสียของสายพานลิ่มเมื่อเทียบสายพานแบนมีดังนี้คือ

รูปที่ MC-BEL5
โครงสร้างแรงปฏิกิริยาและขนาดของสายพานลิ่ม.

ข้อดี
- ส่งกำลังได้ดีในขณะที่รองเพลารับภาระน้อยกว่า
- มีการลื่นไถลขณะส่งกำลังน้อยมาก (ที่ประสิทธิภาพ
h = 0,90)
- มีมุมโอบน้อย แต่ให้อัตราทดได้มากถึง imax = 15 : 1 โดยที่ ไม่ต้องมีลูกกลิ้งกดสายพาน
- เปลืองที่น้อย, มีระยะห่างระหว่างแกนเพลาน้อยกว่า
- ส่งถ่ายกำลังงานได้สูงที่ขนาดล้อสายพานและเพลาเล็กกว่า
- สามารถให้หมุนย้อนทิศทางได้
- สามารถจัดเรียงสายพานลิ่มได้หลานเส้นทำให้ส่งถ่ายกำลังงานได้มาก
ข้อเสีย
- ต้นทุนผลิตสูงกว่าสายพานแบน
- มีระยะห่างระหว่างแกนเพลาจำกัด
- ไม่สามารถจัดสายพานส่งกำลังให้เป็นลักษณะไขว้สลับได้ ตามมาตร
ตามมาตรฐาน DIN 2211 จะกำหนดให้มุมด้านข้างของร่องล้อสายพานอยู่ระหว่าง 32 องศา ถึง 38 องศา (ตามแต่ขนาดเส้นผ่ ศูนย์
กลางของล้อสายพาน) ส่วนมุมของสายพานลิ่มที่กำหนดตาม DIN 2218 จะอยู่ระหว่าง 35 องศา ถึง 39 องศา แต่เมื่อนำสายพานลิ่มมาประกอบให้ตึงเข้ากับล้อสายพานแล้ว จะเกิดการยึด และในขณะหมุนดัดแนบสนิทรอบร่องล้อสายพาน ที่ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางล้อสายพานเล็กและมีระยะห่างระหว่างแกนเพลา a = da + (3/2).h (da = ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางโตนอกสุดล้อสายพาน,h = ความสูงสายพาน จะไม่มีการสูญเสีย (ลื่น) ขณะส่งกำลัง เพื่อให้สัมพันธ์กันกับการใช้งานจะมีการแบ่งแยกสายพานลิ่มเป็นรูปพรรณดังต่อไปนี้
สายพานลิ่มปกติ
เป็นสายพานที่กำลังจะถูกทดแทนด้วยการนำเอาสายพานลิ่มเส้นบางที่มีประสิทธิกำลังงานดีกว่ามาใช้งาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ล้อ
สายพานที่มีขนาดเล็กจะมีการนำสายพานลิ่มบางเปิดด้านข้างมาใช้งาน ดังรูปที่MC-BEL6

รูปที่ MC-BEL6
สายพานลิ่มรูปพรรณ.

สานพานลิ่มชนิดที่มีการวัลเคไนเซชั่น และมีพลาสติกใยแก้วสั้น ๆ เสริมด้านล่าง จะทำให้ด้านข้างของสายพานทนแรงดัด และการ
สึกหรอได้สูงขึ้น
สายพานที่มีร่องฟันใต้สายพานจะเหมาะสำหรับใช้งานกับล้อสายพานขนาดเล็กสายพานลิ่มเส้นบางเปิดด้านข้างจะนิยมนำมาใช้ขับ
เคลื่อน อุปกรณ์หมุนเร็วในยานยนต์
สายพานลิ่มร่วม (ดูรูปที่ MC-BEL6)
จะนำมาใช้งานในการส่งกำลังมาก ๆ เพราะสายพานลิ่มอยู่ขนานติดกันหลายเส้นด้านบน สายพานนี้ จะมีแผ่นปิดยางสังเคราะห์ จึง
เหมาะสมกับงานที่มีการถ่ายเทโมเมนต์หมุนแบบไม่สม่ำเสมอและที่มีระยะห่างระหว่างแกนเพลามาก ๆ
สายพานลิ่มแหลม (ดูรูปที่42 MC-BEL6)
จะกระจายแรงตามแนวรัศมีไปยังแผ่นปิดด้านบนสายพานอย่างสม่ำเสมอตลอดหน้ากว้างสายพาน จึงเหมาะในการใช้กับแกนเพลา
ที่มีระยะห่างมาก ๆ และรับภาระสูง
สายพานลิ่มหน้ากว้าง (ดูรูปที่ MC-BEL6 )
เป็นสายพานรูปร่างพิเศษสำหรับการส่งกำลังที่มีการปรับความเร็วรอบตามต้องการได้
สายพานลิ่มหลายรูปพรรณ (ดูรูปที่ MC-BEL6 ) จะมีผิวชั้นบนที่เป็นพลาสติกหุ้มอยู่โดยรอบทำหน้าที่เป็นชั้นผิวรับแรงดึงส่วนเนื้อสายพานร่องลิ่มเป็นลิ่มสายพานที่เรียงต่อกันที่สวม
สัมผัสผิว ร่องล้อสายพานได้แนบสนิทพอดี ซึ่งทำให้แรงตามแนวรัศมีถูกถ่ายเทไปยังด้านบนของสายพาน จึงเหมาะใช้กับงานที่มีอัตราทดสูงมาก ๆ และ
ส่งกำลังงานได้ถึง 600 kw
Head


ล้อสายพานลิ่ม
ตาม DIN 2217ล้อสายพานลิ่มจะมีแบบร่องเดียวหรือหลายร่อง มุมร่องล้อสายพาน a = 30 องศา, 34' และ 38 องศา โดยล้อสายพาน
ที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางโตกว่าจะมีมุมร่องล้อสายพานที่โตกว่า ร่องล้อสายพานจะมีการผลิตให้สายพานที่สวมประกอบแล้วไม่เลยพ้นจากขอบร่องล้อและจะต้องไม่จมอยู่ในร่องล้อ มิฉะนั้นสายพาน จะสูญเสียปฏิกิริยาแรงลิ่มขับ ดังรูปที่MC-BEL7

รูปที่ MC-BEL7
ขนาดสายพานที่ถูกต้อง.

สายพานลักษณะส่งกำลังด้วยรูปร่าง
สายพานฟันขับมาตรฐาน
ในการส่งถ่ายโมเมนต์หมุนจะเกิดจากการขับของสายพานเข้าไปในฟันล้อเฟือง ทำให้ไม่มีการลื่นไหลในขณะส่งกำลังเลย อัตราทด จึงคง
ที่เสมอ สายพานฟันขับนี้จะผลิตแบบไม่มีปลาย DIN 7721ใช้พลาสติกยูเรเทนหรือยางคุณภาพสูงหล่อขึ้นรูปโดยเสริมด้วย เส้นลวด เกลียวเหล็ก
กล้าที่ทำหน้าที่รับแรงตึงได้ดีเนื่องจากสายพานฟันขับ ใช้แรงในการตึงสายพานน้อย จึงทำให้เพลาและรองเพลารับภาระน้อย ไปด้วย
วัสดุที่ใช้ทำสายพานมีคุณสมบัติยีดหยุ่นที่ทำให้สามารถดูดกลืนการกระแทกและสั่นสะเทือนได้ถึงระดับหนึ่งฟันขับสามารถรับภาระได้ถึง
400 N/cm2 จึงเหมาะใช้งานส่งกำลังน้อยไปจนถึงปานกลางด้วยความเร็วถึง 80 m/s
ล้อสายพานฟันขับจะผลิตให้มีแผ่นประคองด้านข้าง ดูรูปที่ MC-BEL8 ทั้งหมดจะใช้เหล็กหล่อเทา, โลหะเบาหล่อขึ้นรูปในกระสวน
ทราย ฟันเฟืองส่วนมากจะผลิตให้มีค่าโมดุล = 6 หรือ 10 และความสูงของฟัน = 4 และ 4, 5 mm

รูปที่ MC-BEL8
โครงสร้างสายพานฟันขับมาตรฐาน.

สายพานฟันขับประสิทธิภาพสูง
จะมีฟันขับในรูปมนโค้ง (ดูรูปที่ MC-BEL9 ) ทำให้การขบของฟันนิ่มนวลและแนบกระชับมากกว่าฟันขับมาตรฐาน ด้วยเหตุนี้จึง
สามารถ รับ ภาระได้สูงกว่า รวมทั้งมีการสึกหรอและเสียงดังน้อยกว่าอีกด้วย

รูปที่ MC-BEL9
โครงสร้างสายพานขับประสิทธิภาพสูง.
Head

การอ่านสัญลักษณ์ย่อของสายพานลิ่ม
 

Machine-Pr-1 ตารางเปรียบเทียบมาตรฐาน ISO กับ DIN

ISO
A
B
C
D
DIN
13
17
22
32

จากตารางข้างบน ความกว้างสายพาน (mm)

ตรวจสอบล้อสายพานและเพลาก่อนประกอบ
สำหรับกรณีความเที่ยงตรงสูง
การตรวจความเที่ยงศูนย์ แนวศูนย์ร่วมระหว่วงผิวร่องล้อสายพาน และรู
-เครื่องมือที่ใช้ตรวจสอบ :
ก) โต๊ะตรวจสอบ, เพลามาตรฐาน, นาฬิกาวัด
ข) แท่นระดับ, แท่งลูกกลิ้งวัด, เพลามาตรฐาน
ค) เหมือนข้อ ข) และระดับน้ำ
-วิธีการวัดตรวจสอบ : (ดูรูปที่ MC-BEL10 ประกอบ)
ก) ตรวจสอบร่องผิวล้อสายพานด้ายการหมุนแลใช้นาฬิกาวัด (รูป (ก))
ข) วัดตำแหน่งแตกต่างของเพลามาตรฐานเพื่อดูความเที่ยงศูนย์ของผิวรู (รูป (ข))
ค) ใช้ระดับน้ำวัดตำแหน่งสูงต่ำของร่องล้อสายพาน (รูป (ค))

รูปที่ MC-BEL10

การตรวจสอบความฉากระหว่างผิวด้านข้างของล้อกับเพลา และผิวรู
- เครื่องมือที่ใช้ตรวจสอบสอบ :

ก) เพลามาตรฐาน, ฉากตาย
ข) ฉากตายเส้นผม
ค) แกนเพลาทดสอบผิวเรียบด้านข้าง
วิธีการตรวจสอบ : (ดูรูปที่ MC-BEL11 ประกอบ)
ก) ใช้ฉากตายวัดฉากระหว่างเพลามาตรฐานและผิวด้านข้างของล้อสายพาน (รูป (ก))
ข) ใช้ฉากตายเส้นผมวัดดูแสงลอดที่ผิวด้านข้างของล้อสายพาน (รูป (ข))
ค) ใช้แกนเพลาทดสอบความเรียบผิวด้านข้างของล้อสายพานด้วยสีทดสอบ (รูป (ค))

รูปที่ MC-BEL11

การตรวจสอบความเที่ยงศูนย์ของร่องลิ่ม
- เครื่องมือที่ใช้ตรวจสอบ :
แท่นลูกกลิ้งวัด, บล๊อกเกจ, นาฬิกาวัด
วิธีการตรวจสอบ : (ดูรูปที่ MC-BEL12 ประกอบ)
ก) สวมบล๊อกเก็จเข้าไปในเข้าไปในร่องลิ่ม
ข) ใช้นาฬิกาวัด วัดดุค่าแตกต่างบนผิวบล๊อกเก็จทั้งข้าง

รูปที่ MC-BEL12
การใช้นาฬิกาวัดความเที่ยงศูนย์ของร่องลิ่ม.

การประกอบและการตึงสายพาน (Installing and Tensioning Belts)
การประกอบสายพาน
ก่อนทำการประกอบสายพานใด ๆ ก็ตามให้กระทำดังนี้
1) ตรวจสอบดูว่ามีคำเตือนเรื่องความปลอดภัยที่ต้องปฏิบัติก่อนหรือไม่
2) คลายอุปกรณ์ที่ปรับตึงสายพานให้อยู่ในสภาพหย่อนเต็มที่
3) ทำความสะอาดผิวหรือร่องล้อสายพาน
4) ตรวจสอบแนวร่วมศูนย์อฃของล้อสายพานทั้งสองด้วยบรรทัดเหล็ก ดูรูปที่ MC-BEL13

รูปที่ MC-BEL13
Head

การต่อสายพานแบน
การตัดความยาวสายพาน : การวัดความยาวสายพานโดยรอบ (ดูรูปที่ MC-BEL14 ประกอบ)
1) เช็คดูสายพานว่าเป็นขนาดและชนิดที่ใช้กับล้อสายพาน (รูป (ก))
2) ตัดปลายด้านหนึ่งให้ได้ฉาก (รูป (ข))
3) การคลายสกรูปรับการตึงสายพานให้อยู่ในสภาพหย่อนเต็มที่ (รูป (ค))
4) ใส่สายพานรอบล้อสายพานให้ด้านผิวหยาบสัมผัสล้อสายพาน
5) จับปลายสายพานด้านที่ตัดได้ฉากเกยบนสายพานเส้นล่าง (รูป (ง))
6) ใช้มือจับให้แน่นแล้วหมายที่ปลายสายพาน

รูปที่ MC-BEL14

การยึดสายพานแบนเข้าด้วยกัน
ในการจะต่อสายพานเข้าบรรจบกัน จะต้องใช้ตัวเกี่ยวยึดสายพานเสียก่อน (ตามรูปที่ MC-BEL15) แสดงการใช้ตัวเกี่ยวยึดเหนี่ยว ปลายสายพาน ที่ถูกและผิดวิธี

รูปที่ MC-BEL15
ตัวอย่างการยึดต่อสายพานแบน.

การใช้อุปกรณ์ช่วยบีบตัวเกี่ยวปลายสายพาน
1) เลือกขนาดตัวเกี่ยวปลายสายพานให้สัมพันธ์กันกับขนาดความหนาของสายพาน
2) ตัดขนาดความยาวตัวเกี่ยวเท่ากับความกว้างของสายพานแบน - นำใส่ในอุปกรณ์ให้อยู่กึ่งกลาง ดังรูปที่ MC-BEL16 (ก)
3) โยกด้ามอุปกรณ์ให้กดตัวเกี่ยวอัดยึดสายพานให้แน่นสนิท ดังรูปที่ MC-BEL16 (ข) และ (ก)
4) ในกรณีไม่มีอุปกรณ์ให้ใช้ค้อนตีอัดแทนได้
5) สำหรับอีกปลายด้านหนึ่งจะต้องตัดปลายสายพานออก เพราะมีระยะที่โผล่ออกมาของตัวเกี่ยวยึดสายพานทั้งสองข้าง แล้วจึงตัว
เกี่ยวเข้ากับปลายสายพาน ดังรูปที่MC-BEL16 (ง)

รูปที่ MC-BEL16

การประกอบสายพานลิ่ม (Installing Vee Belt)
1) ตรวจสอบสายพานลิ่มที่มีขนาดความยาวถูกต้อง รวมทั้งมุมนเอียง ดังรูปที่ MC-BEL17 (ก)
2) กรณีเป็นล้อสายพานหลายร่อง ให้เริ่มประกอบใส่ร่องล้อสายพานในสุดก่อน ดังรูปที่ MC-BEL17 (ข)

รูปที่ MC-BEL17

การปรับความตึงของสายพาน
สายพานหากตึงมากเกินไปก็จะทำให้สายพาน, รองเพลาสึกหรอเร็วขึ้น หากหย่อนมากก็จะเกิดการลื่นไถลส่งกำลังได้ไม่ดีเท่าที่ควร ด้วย
เหตุนี้จะต้องมีการปรับตึงสายพานตามที่ผู้ผลิตกำหนดมา โดยกระทำดังนี้
1) ดูค่าแรงดึงดัดและระยะดัดของสายพานจากคู่มือผู้ผลิต
2) ใช้เก็จวัดแรงดึงบริเวณกึ่งกลางความยาวของสายพาน ดังรูปที่ MC-BEL18 (ก) - วัดอ่านค่าระยะดัดสายพาน
3) ปรับความตึงตามค่าที่ผู้ผลิตกำหนดด้วยการปรับสกรูที่รั้งฐานมอเตอร์ ดังรูปที่ MC-BEL18 (ข)
4) เช็ความตึงของสายพานด้วยเก็จสปริงวัดแรงและบรรทัดเหล็ก
5) ปรับความตึงจนได้ค่าถูกต้อง
6) ยึดนัตฐานมอเตอร์และล๊อกสกรูปรับให้แน่น

รูปที่ MC-BEL18

การบำรุงรักษาสายพาน
สายพานแบน : สายพานที่ทำจากหนังเมื่อใช้งานไปนาน ๆ ผิวสัมผัสจะเกิดเป็นมัน ซึ่งอาจเกิดจากการตึงสายพานไม่เพียงพอ ทำให้เกิดการ
ลื่นไถลนั้น ห้ามนำมาเทเรซินเด็ดขาด เพราะเรซินทุกชนิดจะทำให้สายพานเสียหาย สายพานหนังที่มีผิวสัมผัสมัน จะนิยมใช้น้ำสบู่พออุ่นและแปรงขัดออก (ห้ามใช้แปรงลวดที่แข็งและคม) หลังจากปล่อยให้แห้งแล้วนำมาทาด้วยน้ำมันสัตว์หรือน้ำมันพืชหรือจาระบี - ปล่อยทิ้งไว้ให้ซึมเข้าไปในสายพาน (ทำให้สายพานอ่อนตัว) - หลังจาก 2 ชั่วโมง หากยังมีเศษน้ำมันหรือจาระบีที่สายพานไม่สามารถดูดซึมต่อไปแล้วให้ใช้ผ้าเช็ดออกให้แห้ง
สายพานลิ่ม : จะห้ามมิให้น้ำมันหรือจาระบีสัมผัสสายพานลิ่มเด็ดขาด หากมิสามารถหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีน้ำมันหรือจาระบีได้แล้ว ก็ให้ใช้
สายพานลิ่มพิเศษที่ทำจากยางเปอบูนาน ในการใช้แรซินก็จะทำให้เกิดการเสียหายแก่สายพานเช่นกัน การใช้สายพานลิ่มที่อุณหภูมิเกินกว่า 70 องศา อย่างถาวร จะทำให้สายพานเสื่อมสภาพเร็ว
ในการปรับตึงสายพานมากเกินไปจะมีผลให้ขาดเร็วก่อนกำหนด สำหรับกรณีที่สายพานในร่องล้อสายพานหลายเส้นมีเสียหาย 1 เส้น ก็จะ
ต้องเปลี่ยนใหม่ทุกเส้นทั้งชุดเสมอ

Head





G. PRECISION ENGINEERING LTD.,PART.

26/27 MOO.9 BYPASS ROAD , TUMBOL NAPA
AMPHUR MUANG ,CHONBURI 20000 THAILAND.
TEL :038-441-348 , 087-9182311 , 081-6446767
FAX : 038-441-349
Website : http://www.Gprecision.net

E-mail : info@gprecision.net