![]() ![]() ![]() |
| ประเก็น (Packing). |
|
|||||||
| ปะเก็นเป็นชิ้นส่วนที่สำคัญมากส่วนหนึ่งที่ช่วยป้องกันการไหลออกหรือการแทรกซึมของวัสดุเหลว, ก๊าซหรือของแข็ง (เช่น ฝุ่น) | ||
| ในบริเวณที่ชิ้นส่วนมาเชื่อมตอกัน | ||
| ประเภทของประเก็น ปะเก็นจะแบ่งออกเป็นลักษณะของปะเก็นสถิตย์ (Static) และปะเก็นพลวัตหรือปะเก็นแบบหยุ่นตัว (Dynamic) ปะเก็นที่กล่าวมา |
||
| ทั้งสองนี้จะนำมาใช้งานในลักษณะเป็นปะเก็นรับแรงดัน และปะเก็นป้องกัน | ||
| ก. ปะเก็นแรงดัน
มีหน้าที่อุดกั้นช่องว่างต่าง ๆ ของชิ้นส่วนที่ยึดเข้าด้วยกัน ที่มีแรงดันมากระทำ
ดังนั้นปะเก็นจะมีผลของประสิทธิภาพของปั๊มและกำลังงานที่ได้จากเครื่องต้นกำลังเป็นอย่างมาก
ข. ปะเก็นป้องกัน มีหน้าที่ป้องกันการแทรกซึมของวัสดุภายนอก (เช่น ฝุ่น) หรือป้องกันการไหลซึมออกของน้ำมันหล่อลื่นจากรอยต่อของชิ้นส่วนที่ยึดเข้าด้วยกัน |
| ในการใช้งานในหลายลักษณะ ปะเก็นจะทำหน้าที่ทั้งสองได้ |
| ปะเก็นรับแรงดันลักษณะปะเก็นสถิตย์ ผิวโลหะที่ผ่านการปาดผิวจะมีความหยาบมากน้อยไม่เท่ากันด้วยเหตุนี้ผิวหน้าที่มาสัมผัสกัน | ||
| จะมีผิวสัมผัสไม่เพียงพอที่จะป้องกันการรั่วเล็ดลอดของของเหลวหรือก๊าซได้ แต่ถ้าหากมีการเจียระไนผิวที่สัมผัสกันแล้ว ก็จะทำให้ผิวนี้สามารถอุดป้องกันการรั่วได้มากขึ้นจนไม่จำเป็นต้องใช้น้ำยาทากันการรั่วก็ได้ ปะเก็นโลหะบนผิวโลหะจะมีข้อดีว่าสารที่ใช้ทำงานจะไม่สามารถทำให้วัสดุปะเก็นสกปรก ได้ปะเก็นนี้นิยมนำมาใช้ระหว่างลิ้นเรียวและบ่าลิ้นในเครื่องยนต์เผาไหม้ แต่ก็มีช้อเสียคือ การจะเจียระไนให้ผิวบริเวณเล็ก ๆ สัมผัสกันได้อย่างแม่นยำจะต้องใช้เวลามากและทำให้ต้นทุนสูงขึ้นด้วย | ||
| ด้วยเหตุนี้จึงนิยมใช้ปะเก็นมีไส้สอดอยู่ ปะเก็นนี้จะประกอบไปด้วยวัสดุที่สามารถเปลี่ยนรูปได้ที่สามารถอัดบนผิวที่ไม่เรียบได้ | ||
| ดังรูปที่ MC-PACKING1 นั่นคือ ปะเก็นที่ยิ่งบางก็ยิ่งมีผิวจับผิวงานน้อยลง ซึ่งจะทำให้ถูกอัดทำลายได้ง่าย | ||
| วัสดุปะเก็นจะต้องมีการเลือกให้เหมาะกับภาระ,ความดันภายใน,อุณหภูมิ,และปฏิกิริยาทางเคมี |
![]() |
|
รูปที่
MC-PACKING1
ประเก็นบริเวณผิวสถิตย์. |
| ปะเก็นอ่อน
จะผลิตจากยาง,หนัง,วัลเคไนซ์ไฟเบอร์,กระดาษ (ส่วนมากจะจุ่มชุมในน้ำมันหรือเรซินพลาสติก) และวัสดุแอสเบสตอส (60 ถึง 90 %) |
||
| โดยให้ยางเทียมหรือพลาสติกเรซินเป็นสารเชื่อมประสาน รวมทั้งเศษหิน, แป้งที่ใช้ในการเติมรูพรุน ปะเก็นอ่อนจึงเหมาะใช้กับงานที่รับแรงดันต่ำและปานกลาง เมื่อใส่ปะเก็นวงแหวนกลม ดังรูปที่ MC-PACKING2 ก็จะทำให้สามารถป้องกันแรงดันภายในได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องขันอัดปะเก็นนี้มาก ๆ แต่อย่างใด | ||
![]() |
|
รูปที่
MC-PACKING2
หน้าแปลนยึดต่อกันที่มีปะเก็นวงแหวนกลมและปะเก็นแบน. |
| ปะเก็นไม้กอร์กแผ่น
ปะเก็นนี้มีใช้งานที่ความหนาแตกต่างกันตามแต่ที่ผู้ผลิตกำหนดให้ว่าใช้งานที่ความดันและอุณหภูมิเท่าใด ปะเก็นนี้ฉีกขาดง่ายจึงควรระมัดระวังในการประกอบ (ดูรปที่ MC-PACKING3) ปะเก็นกระดาษ จะใช้งานในที่อุณหภูมิไม่สูงมีความหนา-บางแตกต่างกัน (ดูรปที่ MC-PACKING4) ปะเก็นเชือก (ภาคตัดขวางครึ่งวงกลม) โพลีเตตาฟลูออโรเอทีลีนเป็นแถบวัสดุที่มีความอ่อน และหยุ่นตัว เหมาะสำหรับใช้งานที่อุณหภูมิต่ำมาก ๆ (ดูรูปที่ MC-PACKING5) ปะเก็นยางและนีโอพรีน (Neoprene) วัสดุนี้จะเหมาะเป็นปะเก็นหน้าแปลนของท่อน้ำเย็น (ดูรูปที่ MC-PACKING6 ) ปะเก็นผ้าจุ่มในแกร์ไฟต์ จะเหมาะนำมาใช้งานกับน้ำร้อนและข้อต่อไอน้ำ (ดูรูปที่ MC-PACKING7) ปะเก็นกระดาษวาร์นิช (Varnished Paper) เหมาะสำหรับใช้งานบริเวณที่สามารถดูดซับของเหลวให้เข้าไปอยู่ในปะเก็นได้ ด้วยเหตุนี้ปะเก็นกระดาษวาร์นิชจึงห้ามมีรอยร้าวหรือเกิดการเสียหายแต่อย่างใดก่อนทำการประกอบ (ดูรูปที่ MC-PACKING8) ปะเก็นโลหะวัสดุอ่อน (ดูรูปที่ MC-PACKING9 ) จะทำจากวัสดุอ่อนที่มีเปลือกโลหะหุ้มอยู่หรือสอดอยู่ข้างใน เช่น ปะเก็นทองแดดแอสเบสตอส โดยวัสดุอ่อนจะทำหน้าที่อุดป้องกันการรั่วซึม ส่วนที่เป็นโลหะจะเพิ่มความแข็งแรงให้กับปะเก็น ใช้งานที่อุณหภูมิสูงได้ดี ก่อนประกอบให้ทาจาระบีเสียก่อน |
![]() |
![]() |
|
|
รูปที่
MC-PACKING3
ปะเก็นไม้กอร์ก |
รูปที่
MC-PACKING4
ปะเก็นกระดาษ |
![]() |
![]() |
|
|
รูปที่
MC-PACKING5
ปะเก็นเชือก |
รูปที่
MC-PACKING6
ปะเก็นยางและนีโอพรีน |
![]() |
![]() |
|
|
รูปที่
MC-PACKING7
ปะเก็นผ้าจุ่มในแกร์ไฟต์ |
รูปที่
MC-PACKING8
ปะเก็นกระดาษวาร์นิช |
![]() |
|
รูปที่
MC-PACKING9
ปะเก็นทองแดงหุ้มแอสเบสตอส. |
| ปะเก็นแข็ง เป็นปะเก็นที่ได้จากโลหะโดยขึ้นรูปขณะเย็น เช่น ทองแดง,ตะกั่ว,อลูมิเนียม,เหล็กกล้าอ่อน,นิเกิล และมีบ่อยครั้งที่เคลือบผิวด้วย |
||
| แกร์ไฟต์เพื่อ ป้องกันการกัดกร่อนระหว่างผิวโลหะที่จะสัมผัสกัน ปะเก็นเหมาะนำมาใช้กับงานที่รับความดันและอุณหภูมิสูง จึงต้องใช้แรงอัดกดปะเก็นนี้สูงด้วย เป็นสาเหตุให้การนำประกอบครั้งแรกที่ทำให้ปะเก็นรับความเครียดสูง และเมื่อทำการถอดประกอบอีกครั้งหนึ่งผิวจะมีความละเอียดไม่เพียงพอที่จะใช้งานได้ ปะเก็นจึงอนุญาตให้ใช้งานได้เพียงครั้งเดียว | ||
| ปะเก็นรูปพรรณ ตามรูปที่ MC-PACKING10 จะมีภาคตัดขวางที่มีลักษณะที่ได้รับความดันเพียงเล็กน้อยก็จะเปลี่ยนรูปไปอัดจับผิวที่ไม่เรียบได้ ปะเก็นแข็งส่วนใหญ่จะนิยมทำเป็นปะเก็นรูปพรรณ |
![]() |
|
รูปที่
MC-PACKING10
ปะเก็นรูปพรรณ |
| ปะเก็นพลวัตหรือปะเก็นแบบหยุ่น
(Dynamic Packing) ที่ใช้ในบริเวณชิ้นส่วนเครื่องจักรกลที่มีการเคลื่อนไหว เช่นทำหน้าที่ซีลเพลา,คันชักไปมา,หรือเพลาสปินเดิลหมุน ดังตัวอย่างที่รูปที่ |
||
| MC-PACKING11 เมื่อมีการขันยึดตัวอัดปะเก็นหรือซีลให้ไปอัดหรือซีลเพลาให้ป้องกันการรั่วของของไหลได้ ซีลหรือปะเก็นชนิดนี้แบ่งออกเป็นซีลชนิดอ่อนและซีลโลหะ | ||
| สำหรับซีลชนิดอ่อนจะได้จากเชือกมีภาคตัดขวางสี่เหลี่ยมจตุรัสที่ทำจากฝ้าย,แอสเบสตอส, โพลีเตตรา ฟลูออโรทีลีน (PTFE) หรือเป็น | ||
| ซีลชนิดทำจากยางหรือวงแหวนที่อัดขึ้นรูปจากแกร์ไฟต์หรือจากส่วนผสมของ PTFE กับแกร์ไฟต์ ซีล(ปะเก็น) ที่ได้จากวัสดุธรรมชาติมีการนำมาจุ่มลงในพาราฟิน (ที่หลอมละลาย) ที่มีแกร์ไฟต์หรือทัลคัม (Talcum) เจือ ซึ่งจะทำให้น้ำไม่จับเกาะที่ผิวและยังช่วยทำให้เกิดการหล่อลื่นในตัวซีลอ่อนที่สูญเสียปฏิกิริยาการหล่อลื่น ไปแล้วและจะต้องทำการถอดเปลี่ยนใหม่ | ||
| ส่วนซีลที่ทำจากพลาสติกชนิดทนน้ำจะใช้สำหรับการเคลื่อนที่ไปมาของชิ้นส่วนเครื่องจักรกล ซีลนี้จึงเหมาะสำหรับใช้งานกับ ความดัน | ||
| ที่สูงกว่า โดยที่แหวนกดและแหวนอัดจะยึดซีลให้อยู่ในตำแหน่งที่แน่นอน ดังรูปที่ MC-PACKING12 ซึ่งเหมาะใช้กับอุปกรณ์ไฮดรอลิกส์และนิวแมติกส์ | ||
| ปะเก็นที่ทำจากส่วนผสมของพลาสติกเรซินแอสเบสตอสหรอแกร์ไฟต์ (บางส่วนทำการวัลเคไนซิ่งกับยาง) จะเหมาะนำมาใช้งานได้ถึง | ||
| 350 องศา | ||
| พลาสติก PTFE จะทนอุณหภูมิได้ระหว่าง -150 องศา ถึง + 250 องศา มีคุณสมบัติ ลื่นและสามารถหมุนใช้งานโดยไม่ต้องหล่อลื่น | ||
| ได้ชั่ว ระยะหนึ่ง (Scoring) ได้ดีมาก และทนต่อการสึกหรอได้ดี แหวนที่ทำจากส่วนผสม PTFE-แกร์ไฟต์จะนำมาใช้งานสลับกับแหวน PTFE ในสตัฟฟิงบอกซ์ (Stuffing Box) | ||
![]() |
![]() |
|
|
รูปที่
MC-PACKING11
สต๊อปบูช (สต๊อปเปอร์). |
รูปที่
MC-PACKING12
ซีลวงแหวนตัว V . |
| ซีลโลหะ จะนำมาใช้งานที่อุณหภูมิสูงและที่ความเร็วสูง ซีบนี้จะทำจากตะกั่ว,ทองแดง,นิเกิล,อลูมิเนียม และโลหะเจือของมัน แต่ถ้าจะ | ||
| นำไปใช้งานที่อุณหภูมิสูงที่สุดแล้วจะใช้ซีลที่ทำจากเหล็กหล่อเท่า ซีลโลหะที่มีแกร์ไฟต์แทรกอยู่จะสามารถหล่อลื่นด้วยตัวเองได้ โลหะซินเตอร์รูงวงแหวนที่มีแกร์ไฟต์แทรกอยู่ด้วย จะต้องมีการจุ่มน้ำมันก่อนนำมาประกอบ ซึ่งจะให้การหล่อลื่นด้วยตัวเองได้เช่นกัน ซีลโลหะจะมีราคาแพงกว่าซีลชนิดอ่อน แต่จะมีอายุการใช้งานสูงกว่า ทนอุณหภูมิได้สูงกว่า และไม่ทำให้ชิ้นส่วนเครื่องจักรกลสึกหรออีกด้วย | ||
| ซีลวงแหวนลื่น จะนำมาใช้งานกับเพลาของเครื่องจักรกำลังงานต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปั้มแบบหมุนซีลวงแหวนลื่นจะประกอบอยู่บนเพลาในบริเวณ |
||
| ที่ไม่มีความดัน สปริงอัดจะหมุนรองกับบ่าเพลาแล้วดันให้ซีลต่าง ๆ ไปสัมผัสผิวตัวเรือนเครื่องจักรกล วงแหวนลื่นที่ทำจากเรซินฟีโนลิกจะทำหน้าที่อุดกันรั่วโดยจะสัมผัสผิวที่เคลื่อนไหว ในขณะเดียวกันซีลวงแหวนยาง(โอ-ริง) จะอุดกันรั่วบริเวณร่องเพลา ซีลทั้งหมดจะหมุนไปพร้อมกันกับเพลา ซึ่งจะมีเพียงซีลวงแหวนลื่นเท่านั้นที่เคลื่อนที่บนผิววงแหวนด้านข้างที่อยู่กับที่ | ||
| ซีลวงแหวนกลม
(โอ - ริง) มีภาคตัดขวางเป็นวงกลม ทำจากวัสดุยางยืดหยุ่น ใช้เป็นซีลอุดกันรั่วสำหรับชิ้นส่วนเครื่องจักรกลที่อยู่นิ่งหรือที่เคลื่อนไหวไปมา โดย |
||
| จะนิยมใช้กันมากกับระบบไฮดรอลิกส์และนิวแมติกส์ ซีลนี้มีรูปร่างที่ง่ายต่อการประกอบและสิ้นเปลืองเนื้อที่น้อย ปฏิกิริยาการซีลจะได้จากการเปลี่ยนรูปของภาคตัดขวางวงแหวน ดังรูปที่ MC-PACKING13 | ||
![]() |
|
รูปที่
MC-PACKING13
ซีลวงแหวนกลม |
| ซีลป้องกัน
(Protection Seals) ซีลแบบไม่สัมผัสจะมีการนำซีลร่องจาระบีและซีลลาบีรินต์ (Labyrinth) มาใช้งาน ซีลนี้จะมีการสึกหรอและการเสียดสีจึง มีอายุ |
||
| การใช้งานได้นานไม่จำกัด | ||
| ซีลร่องจาระบี จะนิยมทำแบบร่องเกลียวในตัวเรือน ดังรูปที่ MC-PACKING14 แล้วทำการเติมจาระบีลงในร่องก่อนนำมาใช้ | ||
| ซีลร่อง จาระบีนี้จะ ทำให้ร่องมีลักษณะให้จาระบีสวนทางกับทิศทางการหมุนของเพลา ซีลนี้จะเหมาะใช้งานกับความเร็วรอบต่ำ เพราะจาระบีจะห้ามมิให้ละลายเป็นของไหลในขณะที่ทำงาน | ||
![]() |
|
รูปที่
MC-PACKING14
ซีลร่องจาระบี |
| ซีลลาบิรินต์
สำหรับจุดประสงค์ทั่วไปและความเร็วรอบสูง เหมาะสำหรับการหล่อลื่นด้วยน้ำมันหรือจาระบี ดังรูปที่ MC-PACKING15 (ก) |
![]() |
|
รูปที่
MC-PACKING15
(ก) ซีลลาบีรินต์สำหรับจุดประสงค์ทั่วไป (ข) ซีลลาบีรินต์แบบมีแหวนเหวี่ยงน้ำมันร่วม. |
| ซีลลาบีรินต์ที่ให้ปฏิกิริยาดีที่สุด ดังรูปที่ MC-PACKING16 ที่มีการเติมหรือมีหัวอัดจาระบีลงในร่องที่หักมุมไปมาทำให้ป้องกัน | ||
| สิ่งสกปรก จาก ภายนอกในขณะทำงานได้ดี สำหรับตัวเรือนที่ไม่แยกออกจากกันจะใช้ซีลลาบีรินต์แบบแนวแกน (Axial) ดังรูปที่ MC-PACKING16 (ก) และ (ข) ส่วนตัวเรือนที่แยกจากกันได้ จะใช้ซีลลาบีรินต์แบบเรเดียล (Radeal) ดังรูปที่ MC-PACKING16 (ค) และ (ง) | ||
![]() |
|
รูปที่
MC-PACKING16
ก และ ข ซีลลาบีรินต์แบบแนวแกน (Axial) ค และ ง ซีลลาบีรินต์แบบเรเดียล |
| ซีลแบบนี้จะรักษาจาระบีไว้ในร่องได้ดีกว่าแบบตามแนวแกน ซีลนี้สามารถใช้ประโยชน์ได้เอนกประสงค์ เช่น มอเตอร์ไฟฟ้า | ||
| ที่ใช้ขับเคลื่อนไปมา, เครื่องโม่ซิเมนต์, เพลาสปินเดิลหินเจียระไนและตำแหน่งที่รองเพลาและแกนต่าง ๆ | ||
| ซีลแบบข่องว่าง ส่วนใหญ่จะนิยมนำมาใช้งานกับรองเพลาที่หล่อลื่นด้วยจาระบี มีความเร็วรอบสูงที่มีการเติมจาระบีด้วยตัวเองหรือด้วยการ อัดจาระบี |
||
| จากภายนอกผ่านรูเข้าไป ให้เกิดปฏิกิริยาการซีลขึ้น ซีลแบบนี้จะนิยมทำให้มีหน้ากว้างซีลโตมาก ๆ เอาไว้ เพื่อให้การซีลดีขึ้น ส่วนช่องว่างระหว่างเพลากับซีลแต่ละข้างให้มีขนาดระหว่าง 0,1 0,15 mm ดังรูปที่ MC-PACKING17 | ||
![]() |
|
รูปที่
MC-PACKING17
ก.ขนาดช่องว่างซีลกับเพลา. ข. และ ค.ลักษณะการซีลเพลา. |
| ซีลสักหลาดวงแหวนและซีลสปริงรัดเพลา
(ซีลแบบสัมผัส) จะป้องกันการรั่วไหลของสารหล่อลื่นที่ออกจากรองเพลา หรือป้องกันฝุ่นและสิ่งสกปรกรวมทั้งความชื้นที่จะเข้าไปใน รองเพลา แบบ |
||
| ธรรมดาแบบลูกกลิ้งซีล ทั้งสองแบบนี้จะต้องมีการปาดผิวให้ผิวเพลาที่จะสัมผัสมีผิวลื่นเนื่องจากซีลนี้สัมผัสเพลาจึงทำให้เกิดการสึกหรอ โดยหากนำไปใช้ที่ความเร็วรอบสูงมาก ๆ แล้วจะทำให้เกิดความร้อนขึ้น ซีลนี้จึงมีอายุการใช้งานที่จำกัด แต่จะให้ปฏิกิริยาการซีลได้ดีกว่าแบบช่องว่างและแบบลาบีรินต์ และเหมาะสมกับการใช้งานที่หล่อลื่นด้วยจาระบีและน้ำมัน ซีลสักหลาดวงแหวน จะมีการประกอบลงในร่องของเรือนรองเพลา (ดังรูปที่MC-PACKING18) และสัมผัสอยู่บนเพลาก่อนการประกอบจะต้องนำซีลนี้จุ่มลงในน้ำมันร้อนเสียก่อน เพื่อจะได้ช่วยลดแรงเสียดทานขณะใช้งานได้ ซีลนี้นำมาใช้งานที่ความเร็วรอบขอบ(เพลา)ถึง 4 m/s ที่อุณหภูมิประมาณ 100 องศา แต่ถ้าต้องการให้ปฏิกิริยาการซีลดียิ่งขึ้นก็ให้ใช้ซีลสักหลาดหลายตัวเรียงซ้อนกัน ดังรูปที่ MC-PACKING18 (ข) เป็นต้น ซีลสักหลาดจะนำมาใช้งานกับมอเตอร์,กระปุกเกียร์, หน้าแปลนรองเพลา หรือใช้เป็นซีลร่วมกับซีลลาบีรินต์ โดยให้อยู่ข้างใน ดังรูปที่ MC-PACKING19 (ข) | ||
![]() |
|
รูปที่
MC-PACKING18
ซีลสักหลาด ก.แบบธรรมดา. ข.แบบคู่. ค.แบบขันประกบด้านข้าง. |
![]() |
|
รูปที่
MC-PACKING19
การประกอบซีลสักหลาด. ก.รองเพลาแบบลูกกลิ้ง. ข.ร่วมกับซีลลาบีรินต์. |
| ซีลสปริงรัดเพลา
(Spring Loaded Lip Seal) ตาม DIN 3760 จะทำหน้าซีลได้ดีกว่าซีลสักหลาด ซีลนี้ทำจากยางที่ทนต่อน้ำมัน ซึ่งได้แก่ ยางเปอบูนานหรือ |
||
| ยางซิลิโคน โดยมีสปริงขดรูปวงแหวนดึงรั้งให้ริมของซีลและขอบซีลสัมผัสและซีลเพลา | ||
| ซีลสปริงรัดเพลาจะถูกอัดเข้าไปในรูของตัวเรือน ทำให้ป้องกันการหมุนของซีลไปกับเพลาได้ อีกทั้งเป็นการซีลระหว่างขอบนอกของตัว | ||
| ซีลกับตัวเรือนได้ดีอีกด้วย | ||
| ในการประกอบจะต้องระวังมิให้ขอบซีลสัมผัสไปสัมผัสบ่า,ร่อง หรือเหลี่ยมใด ๆ ทั้งสิ้น (ให้สัมผัสผิวเรียบเสมอ) | ||
| ผิวเพลาที่สัมผัสกับซีลจะต้องมีผิวความหยาบ (เจียระไน) (เพื่อให้ซีลป้องกันความดันได้ดี) R ฐาน 2 = 0,2 0,8 um และมีความแข็งของผิวต่ำสุด 45 HRC | ||
| ซีลสปริงรัดเพลามีอยู่ 2 แบบคือ แบบ A และแบบ AS ทั้งสองแบบจะมีโครงโลหะที่มียางวัลเคไนซ์หุ้มโดยรอบ สำหรับซีลแบบ AS | ||
| จะมีปลายป้องกันที่ทำหน้าที่ป้องกันฝุ่น, สิ่งสกปรกให้ห่างจากขอบซีลสัมผัส | ||
| เพื่อให้การป้องกันฝุ่นและสิ่งสกปรกมีผลมากยิ่งขึ้น ควรจะเติมจาระบีลงในช่องระหว่างขอบซีลสัมผัสกับปลายป้องกัน ในการประกอบ | ||
| ซีลสปริงรัดเพลาเข้าไปในตัวเรือน ให้ใช้ท่อยาวพอประมาณช่วยในการอัดเข้าไป หากมีความต้องการให้ซีลสปริงรัดเพลาช่วยป้องกันความดันภายในแล้วก็จะต้องทำการประกอบให้ปลายป้องกันอยู่ด้านที่มีความดันด้วย | ||
| การซีลด้วยผิวราบ (ดูรูปที่ MC-PACKING20) ในการซีลหน้าแปลนโลหะจะต้องให้ผิวที่จะอัดสัมผัสกันผ่านการเจียระไนราบ เช่น ตัวเรือนแยกชิ้นของ |
||
| กระปุกเกียร์, ฝาสูบของเครื่องยนต์หรือฝาปิดเครื่องจักรกลอื่น ๆ ที่ไม่ต้องมีการใช้ปะเก็นมารอง แต่เพื่อให้ได้ปฏิกิริยาการซีลที่ดีจะต้องให้ผิวผ่านการเจียระไนละเอียด การขัดผิวมันและการขูดผิว | ||
![]() |
|
รูปที่
MC-PACKING20
การซีลด้วยผิวราบสำหรับหน้าแปลน. |
| ซีลแบบหุ้ม (ดูรูปที่ MC-PACKING21 ) ทำจากหนัง,ยาง หรือพลาสติก PTFE จะใช้ทำหน้าที่ป้องกันข้อต่อเพลา,บริเวณผิวสัมผัสลื่น |
||
| (Sliding Area) ของเครื่องเจียระไน เพลาสปินเดิล เพลาสปินเดิลของเทเลสโคป หรือใช้ป้องกันบริเวณชิ้นส่วนเครื่องจักรกลที่ไวต่อสิ่งสกปรกต่าง ๆ | ||
![]() |
|
รูปที่
MC-PACKING21
ซีลแบบหุ้ม. |
| ตัวอย่างการประกอบซีลวงแหวนกลม (โอ-ริง) |
| 1. ถอดซีลโอ-ริงเก่าออก
แล้วทำความสะอาดร่องพร้อมกับตรวจสอบดูว่าไม่มีขอบแหลมที่ขอบร่องชิ้นงาน 2. ตรวจสอบดูว่าซีลโอ-ริงที่จะประกอบเป็นวัสดุและมีขนาดถูกต้อง 3. ถ่างซีโอ-ริงออกเล็กน้อยแล้วใส่เข้าไปในร่อง (ดูรูปที่ MC-PACKING22 ) โดยให้แน่ใจว่าซีลโอ-ริงไม่บิดหรือเกิดรอยฉีกหลังจากประกอบแล้ว |
![]() |
|
รูปที่
MC-PACKING22
การประกอบซีล โอ-ริงเข้าไปในร่อง. |
![]() |
|
รูปที่
MC-PACKING23
การประกอบชิ้นส่วนที่มีซีล โอ-ริงเข้าด้วยกัน. |
| 4. นำชิ้นส่วนที่มีซีลโอ-ริงสวมอยู่
ประกอบสวมเข้ากับตัวเรือนให้ประชิดตำแหน่งบ่าลบมุม ดังรูปที่ MC-PACKING23
บน 5. ดูรอบ ๆ ซีลโอ-ริงว่าสัมผัสบ่าลบมุมพอดี (ตัวเรือนและชิ้นส่วนที่สอดเข้าไปทำมุมฉาก) แล็วก็ให้ดันชิ้นส่วนขวามือให้เลื่อนเข้าไปในตัวเรือนจนสนิท 6. ร้อยสลักเกลียวและขันนัตให้แน่น 7. ตรวจสอบว่ามีการรั่วหรือไม่ |
||
| ในกรณีที่ต้องมีการประกอบซีลโอ-ริง ผ่านเกลียวที่มีขอบคมเข้าไปในร่อง จะไม่สามารถสวมซีลโอ-ริงเข้าไปได้ทันที เพราะจะทำให้ | ||
| ซีลโอ-ริงเกิดรอยร้าวและชำรุดได้ง่ายขึ้นในขณะที่นำไปใช้งาน จึงควรใช้ฝาครอบเกลียว ดังรูปที่ MC-PACKING24 สวมเข้ไปก่อนแล้วจึงประกอบซีลโอ-ริงเข้าไป | ||
![]() |
|
รูปที่
MC-PACKING24
การประกอบซีล โอ-ริงผ่านเกลียวเข้าไปในร่อง. |
|
G. PRECISION ENGINEERING LTD.,PART. 26/27 MOO.9 BYPASS ROAD , TUMBOL NAPA AMPHUR MUANG ,CHONBURI 20000 THAILAND. TEL :038-441-348 , 087-9182311 , 081-6446767 FAX : 038-441-349 Website : http://www.Gprecision.net E-mail : info@gprecision.net |