![]() ![]() ![]() |
| สลัก (Pins) และเกลียว (Threads). |
|
|||||||
| หน้าที่ของสลัก |
| สลักเป็นชิ้นส่วนเครื่องจักรกลที่สามารถถอดรื้อได้
ส่วนใหญ่จะใช้งานรับภาระเฉือน สลักสวมอัด จะใช้ยึดชิ้นส่วนเครื่องจักรกลที่ต้องการล๊อคตำแหน่งแน่นอนเข้าด้วยกัน ทำให้ป้องกันการขยับเลื่อนของชิ้นส่วนไปด้านข้างจาก แรง |
||
| ตามขวางได้ สลักแบบนี้สามารถทำการประกอบ (หลังจากถอดออกมาแล้ว) เข้าตำแหน่งเดิมได้ง่าย ส่วนการถ่ายทอดแรงระหว่างชิ้นส่วนนั้นจะมีสกรูยึดเพิ่มเติม | ||
| สลักยึด ใช้ยึดชิ้นส่วนตั้งแต่ 2 ชิ้นขึ้นไป โดยสามารถถ่ายเทแรงและโมเมนต์บิดได้ สามารถถอดประกอบง่าย และเป็นอันตรายต่อภาคตัด ขวาง |
||
| ของชิ้นงานน้อยกว่า | ||
| สลักรับแรงเฉือน ใช้ป้องกันการเสียหายของชิ้นส่วนในกรณีที่ชิ้นส่วนรับภาระมากเกินไป จะนิยมใช้กับงานเครื่องมือกล เช่นระหว่างเพลาขับกับ เพลา |
||
| งานสปินเดิล เพื่อป้องกันมิให้ชุดเฟืองเกียร์รับโมเมนต์บิดมากเกินไป | ||
| รูปร่างของสลัก สำหรับการใช้งานที่แตกต่างกันจะมีสลักอยู่หลายชนิดตามมาตรฐาน สลักที่ใช้งานกันบ่อยจะได้แก่ สลักทรงกระบอก สลักเรียว สลักร่อง |
||
| บาง สลักแบ่ง ดังรูปที่ MC-PIN1 | ||
![]() |
|
รูปที่
MC-PIN1
รูปร่างของสลัก |
| สลักทรงกระบอก |
| จะมีผิวมันผ่านการเจียระไน หรือดึงขึ้นรูป สามารถนำมาใช้เป็นสลักสวมอัด สลักยึด สลักรับแรงเฉือนได้สลักนี้จะมีแบบปลายมนโค้ง | ||
| (พิกัดความเผื่อ
m6) แบบปลายเรียว (พิกัดความเผื่อ h11) หรือแบบตัดตรง (พิกัดความเผื่อ h11)
สำหรับสลักที่มีปลายเรียวมนโค้งเล็กน้อย จะใช้ในงานสร้างเครื่องมือกลที่ต้องการ
ความแม่นยำในการยึด สลักทรงกระบอกเหมาะสำหรับงานยึดชิ้นส่วนต่าง ๆ เข้าด้วยกันให้ได้ศูนย์เที่ยงตรงและมั่นคง
นิยมใช้กับงานที่มีการถอดรื้อไม่บ่อยนัก ชิ้นส่วนที่จะยึดเข้าด้วยกันจะนำมาเจาะ
รูร่วมกันและรีมเมอร์ ร่วมกันหรือแยกรีมเมอร์บนเครื่องมือกลที่มีความเที่ยงตรงสูงในการป้องกันผิวที่รีมเมอร์แล้ว จะมีการทาจาระบีรอบ ๆ สลักก่อนสวมยึดสลัก ทรงกระบอก สำหรับสวมงานรูตัน จะต้องใช้สลักที่มีร่องสำหรับให้ระบายแรงดันอากาศในรูขณะตอกสวมเข้าไป และจะมีรูเกลียวสำหรับ ใช้ในกรณีถอดสลักออกจากรูตัน ดูรูปที่ MC-PIN2 |
||
![]() |
|
รูปที่
MC-PIN2
สลักทรงกระบอกสำหรับรูตัน. |
| -
ผลจาการยึดชิ้นงานด้วยสลักสวมอัด สลักสวมอัดจะใช้สวมอัดเข้าไปในรูเพื่อยึดชิ้นงาน โดยจะอัดให้แน่นทั้งรูหรือให้สลักโผล่ออกมานั้นขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งาน ในการ |
||
| ตอกสลักสวมอัดรูปทรงกระบอก (ปกติจะมีขนาดโตกว่ารู)เข้าไปในรูชิ้นงาน จะทำให้ผิวรูถูกแรงอัดให้แบ่งออกอย่างสม่ำเสมอ (ดูรูปที่ MC-PIN3 ประกอบ) ในทางตรงกันข้าม ถ้าเป็นสลักร่องบากและสลักแบ่งแล้ว ตัวสลักเองจะอัดตัวเข้าหากัน จากแรงอัดที่ผิวรูที่กระทำกับสลักสวมอัดทรงกระบอกนี้ จะทำให้สลักนี้ยึดแน่นสนิทในรูจึงเป็นข้อเสียสำหรับการที่จะถอดเข้าออกบ่อย ๆ เพราะสลักนี้ยึดอัดแน่นกับผิวรูมาก | ||
![]() |
|
รูปที่
MC-PIN3
แรงอัดที่กระจายออกเมื่อยึดชิ้นงานด้วยสลักสวมอัด. |
| -
การประกอบสลักทรงกระบอก ในกรณีที่ชิ้นงานยึดด้วยสกรูมีหัวโผล่ จะต้องหาแท่งขนานรองใต้ชิ้นงานก่อนการสวมอัดสลัก ก่อนการสวมอัดสลักจะต้องตรวจ |
||
| ดูก่อนว่า ไม่มีเศษงาน หรือสิ่งสกปรกอยู่ในรู ใช้น้ำมันชโลมสลักแล้วสวมอัดสลักด้วยค้อนเข้าไปในรูเล็กน้อย (ดูรูปที่MC-PIN4 ) จากนั้นใช้แท่งส่งทำจากทองเหลืองที่มีขนาดเหมาะสมช่วยตอกอัด (ดังรูปที่MC-PIN5 ) จนกระทั่งปลายมนโค้ง ของสลักทั้งสองด้านโผล่พ้นผิวงาน แล้วขันยึดสกรูให้แน่นอีกครั้งหนึ่ง การจะสวมอัดสลักทรงกระบอกเข้าไปในรูตัน สามารถกระทำได้โดยการปาดผิวโค้งให้ราบเรียบเล็กน้อยเพื่อให้เวลาตอกสวมอัดเข้าไปในรูตันแล้ว อากาศในรูตันสามารถดันออกทางผิวราบได้ (ดังรูปที่ MC-PIN6 ) | ||
![]() |
|
รูปที่
MC-PIN4
การจับสลักทรงกระบอกในขณะตอกอัดเข้าไปในรู. |
![]() |
|
รูปที่
MC-PIN5
การใช้เหล็กส่งช่วยตอกอัดสลัก. |
![]() |
|
รูปที่
MC-PIN6
การทำให้สลักผิวราบเพื่อสวมอัดรูตัน. |
| -
การถอดสลักทรงกระบอกและสกรูยึด ในการถอดให้กระทำเหมือนการถอดสลักเบ่งหรือสลักร่องบาก จากนั้นจึงทำการถอดสกรูยึดออก |
| -
การประกอบสลักทรงกระบอกที่มีเกลียวใน ให้ปลายสลักแนบสนิทผิวงานพอดี ดังรูปที่ MC-PIN7 (ห้ามโผล่พ้นผิวงาน) |
![]() |
|
รูปที่
MC-PIN7
การสวมสลักทรงกระบอกที่มีเกลียวในเข้าไปในรูที่ถูกต้อง. |
| -
การถอดสลักทรงกระบอกที่มีเกลียวใน ในการถอดสลักที่ฝังในรูตันจะกระทำได้ด้วยการใช้อุปกรณ์ดึง โดยการใช้สลักเกลียวขันดูดออกมา ถ้าหากสลักไม่ |
||
| สามารถขันดูดสลักเกลียวตัวเดียวได้ ก็ให้เปลี่ยนมาใช้สลักเกลียวที่มีขนาดสั้นกว่าขันดูดออกมาจนพ้นรู หรือจะใช้อุปกรณ์กระแทกที่มีเหล็กทรงกระบอก (ผิวรอบกลึงลายขึ้นรูป) ที่เลื่อนในแกนสลักเกลียวยาวได้ ด้วยการขันสลักเกลียวยาวเข้าไปลึก ๆ แล้วจับเหล็กทรงกระบอกเหวี่ยงไปตามทิศทางลูกศรหลาย ๆ ครั้งจนกระทั่งสลักหลุดออกจากรู | ||
| สลักเรียว |
| จะใช้ชิ้นส่วนเข้าด้วยกัน ใช้รับภาระกระแทกได้ ตามมาตรฐานจะมีสัดส่วนเรียว (c) 1 : 50 สลักนี้มีราคาค่อนข้างแพง ในการเตรียม | ||
| รูชิ้นงานจะมีการเจาะรูเท่ากับขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางด้านเล็กสุดของสลักก่อน และเจาะรูให้โตขึ้น (ดูรูปที่ MC-PIN8) แล้วจึงทำการรีมเมอร์ และในการใส่สลักเรียวด้วยมือลงรูจะต้องใช้สลักโผล่จากรูเท่ากับ 4 mm จากนั้นจึงใช้ค้อนตอกให้สลักอัดเข้าไปจนสนิทรู สลักเรียวนี้สามารถถอดประกอบบ่อย ๆ ได้ โดยสลักเรียวจะสามารถประกอบเข้าตำแหน่งเดิมได้อย่างแม่นยำเหมือนเดิมเสมอ การตอกยึดสลักเรียวให้แน่นสนิทรูนั้นต้องใช้แรงตอกมาก จึงทำให้เกิดความฝืดสูงบริเวณผิวเรียว ทำให้สลักยึดแน่นไม่มีการหลุดหลวมแต่อย่างใด | ||
![]() |
![]() |
|
|
ตัวอย่างสลักเรียว.
|
การใช้สลักเรียวสำหรบรูตัน.
|
|
|
รูปที่
MC-PIN8
|
||
| -
การถอดสลักเรียว สามารถกระทำโดยใช้แท่งส่งที่มีขนาดเล็กกว่ารูเรียวด้านที่เล็กกว่า ดังรูปที่ MC-PIN9 ในการตอกจะต้องระวังอุบัติเหตุ กล่าวคือ |
||
| ในบาง ครั้งสลักเรียวนี้เกิดการคลายตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะทำให้สลักเรียวถูกส่งออกจากรูอย่างรวดเร็วซึ่งอาจเป็นอันตรายได้ | ||
![]() |
|
รูปที่
MC-PIN9
การใช้เหล็กส่ง ตอกสลักเรียวออก. |
| สลักเบ่ง ทำจากเหล็กกล้าสปริงได้จาการรีดตามแนวยาวจะมีปลายเปิดแล้วทำการอบชุบ มีขนาดเส้นศูนย์กลางระบุโต 4, 5 มม. (ปลายทั้ง |
||
| สองข้าง) และตั้งแต่ขนาด เส้นผ่าศูนย์กลางโตกว่า 5 มม. ขึ้นไป ปลายด้านหนึ่งจะมีผิวเรียบเล็กน้อย ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางโตนอกของสลักเบ่งจะต้องโตกว่ารูที่สวมประมาณ 0,2 มม. ถึง 0,5 มม. ในขณะตอกสลักนี้เข้าไปสลักจะเบียดเข้าหากันอย่างยึดหยุ่น ในการประกอบยึดสลักนี้จะต้องให้ร่องของสลักเบ่ง อยู่ตรงกับแนวปฏิกิริยาของแรงกระทำเสมอ (ดูรูปที่MC-PIN10) พิกัดความเผื่อ H12 สำหรับผิวก็เป็นการเพียงพอสำหรับใส่สลักเบ่งหรือผิวเจาะที่เจาะด้วยดอกสว่านก็เป็นการเพียงพอ สลักเบ่งยังทำหน้าที่เป็นสลักยึด ถ้ามีการยึดสลักด้วยสกรู (ดูรูปที่ MC-PIN10) จะสามารถใช้รับแรงตามแนวขวางได้แทนที่จะต้องใช้สกรูแบบสวมอัดที่มีราคาแพงสลักนี้เมื่อตอกอัดเข้าไปในรูแล้วแรงเบ่งของสปริง จะเบ่งอัดกระจายบนผิวรูอย่างสม่ำเสมอ ดังรูปที่ MC-PIN11 เนื่องจากสลักเบ่งมีคุณสมบัติเป็นสปริง เมื่อทำการสลักออกมาแล้ว ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางก็จะเบ่งโตเท่าเดิม ด้วยเหตุนี้จึงสามารถนำสลักเบ่งมาใช้งานได้หลายครั้ง | ||
![]() |
|
รูปที่
MC-PIN10
สลักเบ่ง |
![]() |
|
รูปที่
MC-PIN11
การกระจายแรงอัดออก เมื่อตอกอัดสลักเบ่งเข้าไปยึดชิ้นงาน. |
| -
การประกอบและถอดสลักเบ่ง ในการประกอบสลักเบ่งเข้าไปในรูชิ้นงาน จะต้องให้ปลายด้านที่ลบมุมใส่เข้าไปก่อนเสมอ (ดูรูปที่ MC-PIN12 ) สำหรับการ |
||
| ถอดสลักเบ่งออก ให้ใช้แท่งส่งที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเล็กกว่ารูชิ้นงาน ตอกส่งจากปลายด้านที่ไม่ลบมุมเสมอ ดังรูปที่ MC-PIN13 หากกระทำตรงกันข้ามจะทำให้ถอดออกและทำให้ผิวรูเป็นรอยเสียหายอีกด้วย | ||
![]() |
|
รูปที่
MC-PIN12
การตอกอัดสลักเบ่งเพื่อยึดชิ้นงาน. |
![]() |
|
รูปที่
MC-PIN13
การใช้แท่งส่ง ตอกดันสลักเบ่งให้ออกจากรูชิ้นงาน. |
| สลักเบ่งแบบม้วนขด |
| จะทำจากเหล็กแถบที่ผ่านการอบชุบม้วนเป็นขด ดังรูปที่MC-PIN14 สลักแถบนี้จะมีปลายเรียวเล็กน้อยทั้งสองข้างในการ ตอกสวม | ||
| สลักนี้จะ ต้องให้รูเล็กกว่าสลักนี้ประมาณ 0,05 mm ถึง 0,55 mm สลักนี้จะมีข้อดีเมื่อเปรียบเทียบกับสลักเบ่งแบบปกติ คือ สลักนี้สามารถรับภาระในทุกทิศทางตามแนวรัศมีได้เท่ากัน สำหรับการถอดประกอบสลักเบ่งแบบม้วนขดให้กระทำเหมือนกับสลักเบ่ง | ||
![]() |
|
รูปที่
MC-PIN14
สลักเบ่งแบบม้วนขด. |
| สลักร่องบาก |
| จะมีร่องบากตามแนวยาว 3 ร่อง ร่องบากนี้จะมีร่องแบบยาวตลอดหรือไม่ก็เพียงบางส่วนที่ได้จากการรีดร่องบากขึ้นรูป |
| โบลต์ (Bolt) |
| โบลต์ คือ แกนแอกเซิล (axle) สั้น แต่ไม่ใช่สลัก มีทั้งชนิดมีหัวและไม่มีหัว (ดูรูปที่ MC-BOLT15 ) และสามารถใส่แหวนรอง | ||
| ปิ้นล็อก หรือใส่ แหวนล็อกที่ลำตัวโบลต์ก็ได้ | ||
| โบลต์ส่วนใหญ่จะมีพิกัดความเผื่อ h11 โบลต์จะใช้งานเป็นชิ้นส่วนที่รับภาระเฉือนหรือตัด ใช้สวมใส่แบบสวมคลอนในงานยึดข้อต่อ | ||
| ดังรูปที่ MC-BOLT16 | ||
![]() |
![]() |
|
โบลต์ไม่มีหัวตาม
DIN 1443
|
โบลต์มีหัวตาม
DIN 1444
|
|
รูปที่
MC-BOLT15
โบลต์ชนิดต่าง ๆ ตามมาตรฐานเยอรมัน. |
|
![]() |
|
รูปที่
MC-BOLT16
การใช้โบลต์ยึดข้อต่อ. |
| ตัวอย่างการเรียกสัญลักษณ์ย่อ
: โบลต์ DIN 1443- A h11 x 50-St หมายถึงโบลต์ไม่มีหัวแบบ A มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง d 1 = 10 mm มีพิกัดความเผื่อ h11 ความยาว (l) = 50 mm ทำจากเหล็กกล้า 9 SMnPb 28k ตัวอย่างการเรียกสัญลักษณ์ย่อ : โบลต์ DIN 1445-12 h11 x 30 x 50-St หมายถึง โบลต์มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง d 1 = 12 mm มีพิกัดความเผื่อ h11 มีความยาวยึดได้ (l1) = 30 mm มีความยาว (l 2) = 50 mm ทำจากเหล็กกล้า 9 SMnPb 28 K (St) |
|
|||||
| โบลต์ไม่มีหัวและมีหัว |
DIN
1443 (3.74), DIN 1444 (3.74)
|
||||
|
d1
|
3
|
4
|
5
|
6
|
8
|
10
|
12
|
14
|
16
|
18
|
20
|
22
|
24
|
|
d2
H13
|
0,8
|
1
|
1,2
|
1,6
|
2
|
3,2
|
3,2
|
4
|
4
|
5
|
5
|
5
|
6,3
|
|
d 3
H14
|
5
|
5
|
8
|
10
|
14
|
18
|
20
|
22
|
25
|
28
|
30
|
33
|
36
|
|
k js 14
|
1
|
1
|
1,6
|
2
|
3
|
4
|
4
|
4
|
4,5
|
5
|
5
|
5,5
|
6
|
|
w
|
1,6
|
2,2
|
2,9
|
3,2
|
3,5
|
4,5
|
5,5
|
6
|
6
|
7
|
8
|
8
|
9
|
|
Lตั้งแต่
|
6
|
8
|
10
|
12
|
16
|
20
|
25
|
30
|
35
|
40
|
40
|
45
|
50
|
|
ถึง
|
30
|
40
|
50
|
60
|
80
|
100
|
100
|
100
|
100
|
100
|
100
|
100
|
100
|
| วัสดุ : St( =9SMnPb28k) แบบ A ไม่มีปิ๊นล็อก, แบบ B มีปิ๊นล็อก ค่าพิกัดความเผื่อสำหรับโบลต์เส้นผ่านศูนย์กลาง d 1 ที่ควรใช้ได้แก่ a11 , c11, f8 หรือ h11 | |||||||||||||
|
|||||
| โบลต์มีหัวและเกลียว |
DIN
1445 (2.77)
|
||||
|
d1
h11
|
8 | 10 | 12 | 14 | 16 | 18 | 20 | 24 | 30 | 40 | 50 |
|
B min
|
11 | 14 | 17 | 20 | 20 | 20 | 25 | 29 | 36 | 42 | 49 |
|
d2
|
M6 | M8 | M10 | M12 | M12 | M12 | M16 | M20 | M24 | M30 | M36 |
|
d 3
h14
|
14 | 18 | 20 | 22 | 25 | 28 | 30 | 36 | 44 | 55 | 66 |
|
k js 14
|
3 | 4 | 4 | 4 | 4,5 | 5 | 5 | 6 | 8 | 8 | 9 |
|
s
|
11 | 13 | 17 | 19 | 22 | 24 | 27 | 32 | 36 | 50 | 60 |
| วัสดุ : St (=9SMnPb28K) | |||||||||||
| เกลียว |
| รูปร่างพื้นฐานของเกลียวแต่ละเกลียวจะเป็นรูปร่างที่เป็นแนวเส้นรอบทรงกระบอก เมื่อมาครบหนึ่งรอบจะกิดจุดเยื้องกัน เป็นระยะห่าง | ||
| เรียกว่า
ระยะพิชต์ (Pitch) สัญลักณ์ใช้แทนด้วย P เมื่อทำการคลี่เส้นแนวเกลียวออกมาก็จะกลายเป็นรูปสามเหลี่ยมมุมฉาก
ตามรูปที่ MC-THREADS17 มีมุมเอียง a เกลียวปกติส่วนใหญ่จะมีมุมเอียง a ประมาณ 2 องศาถึง 4 องศา |
||
![]() |
|
รูปที่
MC-THREADS17
การเกิดเส้นสกรู. |
| การกำหนดขนาดของเกลียว ปกติเกลียวจะมีกำหนดขนาดไว้ 5 ขนาด - ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางโตนอกสุด d เป็นขนาดที่ใช้เรียกของเกลียวหรือเรียกว่า ขนาดเรียกของเกลียว - ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางโคนเกลียว d3 - ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเฉลี่ยตามแนววงกลมพิชต์ เป็นขนาดที่ใช้วัดเกลียวที่สำคัญ d2 - มุมยอดเกลียว จะบอกมุมเอียงของผิวเกลียวทั้งสอง |
![]() |
|
รูปที่
MC-THREADS18
รูปร่างภาคตัดเกลียวยอดแหลม. |
| ชนิดของเกลียว |
| จะแบ่งได้ตามรูปร่างของเกลียวได้ดังนี้ เกลียวยอดแหลม เป็นเกลียวที่มีใช้งานบ่อยที่สุดทั่วโลก เกลียวเมตริก ISO เป็นเกลียวยอดแหลมที่มุมยอดเกลียว 60 องศา เกลียวชนิดนี้แบ่งออกเป็เกลียวปกติ (เกลียวหยาบ) และเกลียวสะอาด เกลียวปกติ (MC-THREADS19) ที่ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางโตนอกสุด d จะมีขนาดระยะพิตช์เพียงขนาดเดียว ในการใช้สัญลักษณ์เกลียว จะเรียกตามขนาด เรียกเกลียว เช่น M16 เกลียวละเอียด จะมีขนาดระยะพิตช์เล็กกว่าเกลียวปกติและมีหลายขนาด เกลียวนี้ป้องกันการคลายตัวของเกลียวได้ดีกว่าเกลียวหยาบ ในการใช้สัญลักษณ์เกลียวจะเรียกตามขนาดเรียกเกลียวและขนาดระยะพิตช์ เช่น M16x1,5 หากทราบชนิดเกลียว ขนาดเรียกเกลียว และระยะพิชต์ก็จะสามารถคำนวณหรือเปิดดูตารางขนาดอื่น ๆ ของเกลียวได้ เกลียวท่อวิตเวอตและเกลียววิตเวอตละเอียด จะมีมุมยอดเกลียว 55 องศา นิยมใช้ในงานติดตั้งประปาและสุขภัณฑ์ เกลียวท่อวิตเวอต จะอ้างอิงถึงขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางระบุท่อ สำหรับเกลียวท่อมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางระบุ DN 20 (ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางระบุ 3/4 นิ้ว) ใช้สัญลักษณ์ย่อคือ R 3/4 ท่อน้ำประปาจะมีเกลียวในขนานทรงกระบอกส่วนเกลียวนอกจะเรียว ดูรูปที่ MC-THREADS20 |
![]() |
||||||||||||
|
||||||||||||
|
รูปที่
MC-THREADS19
เกลียวเมตริก ISO |
![]() |
|
รูปที่
MC-THREADS20
เกลียวท่อวิตเวอต |
| เกลียวสี่เหลี่ยมคางหมู
จะมีมุมยอดเกลียว 30 องศา (ดูรูปที่ MC-THREADS21 ) เกลียวนี้จะมีแรงเสียดทานผิดด้านข้างน้อยกว่าเกลียวเมตริก จึงนิยมนำมาใช้เป็นเกลียวขับเคลื่อน เช่น เกลียวสบินเดิลเครื่องอัดหรือเพลาสปินเดิลป้อนในเครื่องมือกล เกลียวสี่เหลี่ยมคางหมูสัญลักษณ์ Tr24x6 หมายถึงมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางระบุ 24 มม. มีระยะพิชต์ 6 มม. เกลียวฟันเลื่อย จะเป็นมุมยอดเกลียว 33 องศา (ดูรูปที่ MC-THREADS22 ) เกลียวนี้มีรูปทรงไม่สมมาตร จึงนิยมนำมาใช้ให้ด้านข้างเกลียวด้านหนึ่งรับภาระสูงกว่าเกลียวที่ขับเคลื่อน เช่น ปลอกบีบที่ใช้บนเครื่องกลึง เกลียว อุปกรณ์ยกเกลียวฟันเลื่อย สัญลักษณ์ S24x5 หมายถึงมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางระบุ 22 มม. มีระยะพิชต์ 5 มม. |
![]() |
||||||||||||||
|
||||||||||||||
|
รูปที่
MC-THREADS21
เกลียวสี่เหลี่ยมคางหมู |
![]() |
||||||||||||
|
||||||||||||
|
รูปที่
MC-THREADS22
เกลียวฟันเลื่อย |
| เกลียวกลม จะมียอดเกลียวมนโค้งมีมุมยอดเกลียว 30 องศา เหมาะสำหรับงานขันยึดในที่ที่มีความสกปรกรับความร้อนสูง รับแรงกระแทกหรืองานหยาบ เกลียวกลม สัญลักษณ์ Rd30x1/8 จะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางนอกสุด 30 มม. และระยะพิชต์ 1/8 นิ้ว |
| เกลียวชนิดพิเศษ |
| จะใช้งานกับลักษณ์ต่าง
ๆ เช่น เกลียวสำหรับไม้ โลหะแผ่น เกลียวขั้วหลอดไฟเป็นต้น การแบ่งเกลียวตามวัตถุประสงค์การใช้งาน ตามรูปที่ MC-THREADS23 จะมีการใช้สกรูเกลียวยอดแหลมสำหรับยึดชิ้นงาน ส่วนเกลียวสี่เหลี่ยมคางหมู หรือเกลียวฟันเลื่อยจะนิยมใช้ในการหมุนเพื่อให้เกิดการ |
||
| เคลื่อนที่ตามแนวเส้นตรงและเพลานำ เพลาสปินเดิลในเครื่องกลึง | ||
![]() |
|
รูปที่
MC-THREADS23
เกลียวยึดและเกลียวขับเคลื่อน. |
| การแบ่งเกลียวตามทิศทางการหมุนและจำนวนปากเกลียว ตามทิศทางการเหมุนของเกลียว จะแบ่งเป็นเกลียวขวาและเกลียวซ้าย เมื่อจับสกรูให้อยู่ในแนวดิ่ง แนวเกลียวเอียงชันไปทางขวามือ แสดง |
||
| ว่าเป็นเกลียวขวา แต่ถ้าเกลียวเอียงชันไปทางซ้าย แสดงว่าเป็นเกลียวซ้ายเกลียวจะมีการนำมาใช้ในกรณีที่เกลียวขวาสามารถคลายหลวมออกได้เอง เช่น สกรูยึดแผ่นหินเจียระไน แป้นขับรถจักรยานหรือในกรณีที่ต้องการให้เคลื่อนที่ตามแนวยาวตามทิศทางการหมุนทีกำหนดให้เกลียวซ้ายจะใช้สัญลักษณ์ย่อว่า LH (Left Hand) ต่อท้ายสัญลักษณ์เกลียว เช่น M20x1-LH เกลียวสามารถแบ่งเป็นเกลียวปากเดียว และเกลียวหลายปากได้ ดังรูปที่ MC-THREADS24 เกลียวหลายปากจะใช้งานก็ต่อเมื่อต้องการให้มีการหมุนเคลื่อนที่ตามแนวยาวได้ระยะทางมาก ๆ เช่น เกลียวเพลาสปินเดิลอัดหรือเกลียวตัวหนอน ในการเขียนสัญลักษณ์ของเกลียวหลายปากจะบอกระยะพิชต์ P ต่อท้ายขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางระบุเกลียว และตัวเลขสำหรับหารต่อท้ายอีก เช่น Tr32 x 18 P6 (18:6 เกลียว 3 ปาก) เกลียวสี่เหลี่ยมคางหมูขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางระบุ 32 mm มีระยะพิชต์ 18 mm และระยะแย่ง 6 mm) | ||
![]() |
|
รูปที่
MC-THREADS24
เกลียวปากเดียว และเกลียว 2 ปาก. |
| การยึดด้วยสกรู. ในการยึดสิ้นส่วนในเครื่องจักรกลส่วนใหญ่จะนิยมใช้สกรูที่สามารถถอดได้ง่าย สกรูที่ใช้จะแบ่งได้ 3 ลักษณะ คือ สกรูยึดแบบร้อย |
||
| สกรูยึดแบบฝังในชิ้นงาน สกรูยึดแบบสลักฝัง (Stud) ดูรูปที่ MC-THREADS25 | ||
![]() |
|
รูปที่
MC-THREADS25
ลักษณะการยึดด้วยสกรู. |
| สกรูยึดแบบร้อย
จะมีการยึดกดชิ้นงานให้แนบแน่นเข้าด้วยกัน จากการขันหัวสกรูและนัต สกรูยึดแบบฝังในชิ้นงาน จะการขันสกรูเข้าไปในชิ้นงานชิ้นหนึ่งให้เกิดการยึดชิ้นงานอื่น ๆ ได้ สกรูยึดแบบสลักฝัง จะมีนัตอยู่ที่ปลายสลักเกลียว สกรูแบบยึดตัว (ดูรูปที่MC-THREADS26) ใช้สำหรับชิ้นส่วนที่มีการรับภาระสูง และมีการเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลาสกรูนี้จะมีทั้งขนาดสั้นและยาว ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางลำตัวจะมีขนาดประมาณ 90 % ของขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางโคนเกลียวสกรูนี้จะมีความยืดหยุ่นตัวเมื่อมีการขันยึด ด้วยเหตุนี้จึงไม่ต้องใช้ตัวล๊อสกรูแต่อย่างใด ตัวอย่างการใช้งานได้แก่ สกรูยึดของก้านสูบ หน้าแปลนที่ใช้แรงอัดสูง สกรูแบบสลักฝัง (ดูรูปที่ MC-THREADS27) เป็นสกรูที่ไม่มีหัว แต่จะมีเกลียวยาวตลอดลำตัว ส่วนใหญ่จะนำมาใช้ทำหน้าที่ล๊อกตำแหน่งของชิ้นงานเข้ากับเพลา ปลายสกรูชนิดนี้ส่วนมากจะนิยมชุบแข็งรูปร่างปลายสกรูนี้จะมีลักษณ์แตกต่างกันขึ้นอยู่กับวิธีการยึดเข้ากับเพลา |
![]() |
|
รูปที่
MC-THREADS26
สกรูแบบยึดตัว |
![]() |
|
รูปที่
MC-THREADS27
สกรูแบบสลักฝัง |
| การผลิตสกรูและเกรดของสกรู |
| สกรูส่วนใหญ่จะทำการผลิตด้วยการขึ้นรูปโดยไม่ปาดผิว (Non Cutting) และมีเพียงส่วนน้อยจะขึ้นรูปด้วยวิธีปาดผิว | ||
| (Cutting) | ||
| ในการผลิตขึ้นรูปโดยไม่ปาดผิว จะใช้ผลิตได้ถึงขนาดประมาณ 24 mm (เส้นผ่านศูนย์กลางลำตัวเกลียว) ด้วยการอัดร้อน ส่วนบริเวณ | ||
| เกลียว จะผลิตด้วยการรีด สกรูที่ผลิตด้วยการชึ้นรูปโดยไม่ปาดผิวจะมีแนวการไหลของเม็ดเกร็นที่ไม่ขาดตอน จึงทำให้มีค่าความเค้นสูง | ||
| ค่าตามความต้านทานแรงดึงจะมีการแบ่งเกรดความแข็งแรงของสกรูด้วยตัวเลข สองตัว เช่น 12.9 (อ่านว่าสิบสองจุดเก้า) |
| ตัวเลขแรกจะบอกค่าความต้านทานแรงดึงต่ำสุด Rm โดยต้องเอา 100 คูณมีหน่วยเป็น N/mm2 ส่วนตัวเลขที่สองเป็นค่า 10 เท่าของ | ||
| ผลคูณของค่าความเค้นคราก Re และค่าความต้านแรงดึง Rm ดังตัวอย่างคือ | ||
| ค่าความต้านแรงดึงต่ำสุด |
| Rm
= 100 . 12 N/mm2 Rm = 1200 N/mm2 |
| และค่าความเค้นคราก R หรือ |
| Rpo,2 = 10 . 12 . 9 N/mm2 = 1080 N/mm2 |
| สกรูที่ผลิตขึ้นจะมีค่าความแข็งแตกต่างกัน เมื่อเขึยนรวมกับค่าความแข็งแรง จะได้ดังตัวอย่างคือ DIN 391 - M12 x 50 - 12.9 | ||
| นัต (Nut) |
| ในการยึดชิ้นงานด้วยสกรูและนัตจะเกิดมีแรงดึงในหัวสกรูและนัต แล้วถ่ายทอดเป็นแรงกดบนชิ้นงานจากแรงขันยึดสกรูจะทำให้ | ||
| สกรูเกิดการยึดตัวออก ที่นัตจะเกิดแรงกระทำที่ฟันเกลียวที่ 1 มากที่สุดและลดน้อยลงไปเรื่อย ๆ บนฟันเกลียวที่ 2.3 6 ดูรูปที่ MC-NUT28 ประกอบ | ||
![]() |
|
รูปที่
MC-NUT28
การกระจายแรงที่กระทำต่อเกลียวของนัต. |
| สัญลักษณ์ค่าความแข็งแรงของนัตจะคูณด้วย 100 จึงจะเป็นค่าความต้านแรงดึงต่ำสุดของวัสดุทำนัต มีหน่วยเป็น N/mm2 เช่น นัต 12 | ||
| = 12.100 = 1200 N/mm2 ดังรูปที่ MC-NUT29 | ||
![]() |
|
รูปที่
MC-NUT29
การบอกค่าความแข็งของนัต. |
| เกลียวชนิดสวม (รูปที่ MC-NUT30) |
| วัสดุชิ้นงานที่มีความต้านแรงเฉือนต่ำ เช่น โลหะเบา, พลาสติก, และไม้ที่มีการทำรเกลียวไว้ ส่วนมากเกลียวในนี้จะเสียหายได้ง่าย แต่ | ||
| ถ้ามีการใช้เกลียวชนิดสวมก็จะสามารถป้องกันการเสียหายนี้ได้ เมื่อมีการซ่อนเกลียวในของชิ้นงานก็สามารถกระทำโดยการสวมเข้าไป (ตัวเกลียวรูในของชิ้นงานไปด้วย)หรือวิธีการกดเข้าไปในรูชิ้นงาน หรือการขันเกลียวชนิดสวมเข้าไปในเกลียวชิ้นงานที่เตรียมไว้แล้วก็ได้ | ||
![]() |
|
รูปที่
MC-NUT30
เกลียวชนิดสวม. |
|
G. PRECISION ENGINEERING LTD.,PART. 26/27 MOO.9 BYPASS ROAD , TUMBOL NAPA AMPHUR MUANG ,CHONBURI 20000 THAILAND. TEL :038-441-348 , 087-9182311 , 081-6446767 FAX : 038-441-349 Website : http://www.Gprecision.net E-mail : info@gprecision.net |