![]() ![]() ![]() |
| เพลาสไปล์น (Spline Shaft). |
|
|||||||
| ฟันสไปล์นตรง |
| เพลาสไปล์นจะนิยมใช้สำหรับการยึด - ขับพาที่รับภาระสูง เช่น เพลาเกียร์ - คลัตช์ - ของเครื่องมือกลและของรถยนต์ รถเครื่องจักรกลการ | ||
| เกษตร โดยมีลักษณะดังรูปที่ MC-SPLINE1 ฟันเพลาสไปล์นและร่องสไปล์นของล้อแบบนี้จะมีจำนวนเป็นเลขคู่ (ดูตารางMachine-Pr-2) เมื่อสวมประกอบเข้าด้วยกันจะมีลักษณะเป็นการส่งกำลังแบบลิ่มอัดหลายตัวที่ทำหน้าที่ส่งถ่านโมเมนต์บิดได้อย่างสม่ำเสมอรอบเพลา แต่เพลาและร่องสไปล์นของล้อนี้สามารถขยับเลื่อนตามแนวแกนได้ (เมื่อมีการกำหนดพิกัดงานสวมเป็นงานสวมคลอน) ด้วยเหตุนี้ เฟืองที่มีร่องสไปล์นจึงสามารถเลื่อนไปมาบนเพลาสไปล์นได้ (ดูรูปที่ MC-SPLINE2 ) โดยจะต้องเลือกงานสวมระหว่างขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง d ของล้อกับเพลาสไปล์น จึงจะทำให้ได้ศูนย์กลางภานในได้ ส่วนการให้ได้ศูนย์ร่วมกันของผิวด้านข้างของฟัน สไปล์นนั้นจะต้องใช้พิกัดงานสวมความกว้างของร่องสไปล์นของเพลาจะได้จากการกัดร่องขึ้นรูป | ||
![]() |
|
รูปที่
MC-SPLINE1
ภาคตัดรูปพรรณของเพลาสไปล์นฟันตรง. |
![]() |
|
รูปที่
MC-SPLINE2
เฟืองล้อสไปล์นที่สวมเลื่อนบนเพลาสไปล์นได้. |
![]() |
![]() |
![]() |
|
รูปที่
MC-SPLINE3
ขนาดเพลาสไปล์นฟันตรงและล้อ. |
รูปที่
MC-SPLINE4
รูปร่างร่องฟันสไปล์นฟอร์ม A มี 10 ร่อง DIN 5462. |
รูปที่
MC-SPLINE5
รูปร่างและขนาดของฟันสไปล์นเพลา เฟอร์ม E DIN 5463. |
|
Machine-Pr-2
เพลาสไปล์นและล้อที่มีผิวด้านข้างตรง ตาม DIN 5461 (9.65)
|
|
d 1
|
DIN 5462 (9.55)
|
DIN 5463 (9.55)
|
DIN 5464 (9.65)
|
|||||||||
|
z
|
d2
|
d 3min
|
b
|
z
|
d2
|
d 3min
|
b
|
z
|
d2
|
d 3min
|
b
|
|
|
21
|
-
|
-
|
-
|
-
|
6
|
25
|
19,5
|
5
|
10
|
26
|
18,44
|
3
|
|
23
|
6
|
26
|
22.1
|
6
|
6
|
28
|
21.3
|
6
|
10
|
29
|
20.3
|
4
|
|
26
|
6
|
30
|
24.6
|
6
|
6
|
32
|
23.4
|
6
|
10
|
32
|
23
|
4
|
|
28
|
6
|
32
|
26.7
|
7
|
6
|
34
|
25.9
|
7
|
10
|
35
|
24.4
|
4
|
|
32
|
8
|
36
|
30.42
|
6
|
8
|
38
|
29.4
|
6
|
10
|
40
|
28
|
5
|
|
36
|
8
|
40
|
34.5
|
7
|
8
|
42
|
33.5
|
7
|
10
|
45
|
31.3
|
5
|
|
42
|
8
|
46
|
40.4
|
8
|
8
|
48
|
39.5
|
8
|
10
|
52
|
36.9
|
6
|
|
46
|
8
|
50
|
44.62
|
9
|
8
|
54
|
42.7
|
9
|
10
|
56
|
40.9
|
7
|
|
52
|
8
|
58
|
49.7
|
10
|
8
|
60
|
48.7
|
10
|
16
|
60
|
47
|
5
|
|
56
|
8
|
62
|
53.6
|
10
|
8
|
65
|
52.2
|
10
|
16
|
65
|
50.6
|
5
|
|
62
|
8
|
68
|
59.82
|
12
|
8
|
75
|
57.8
|
12
|
16
|
72
|
56.1
|
6
|
|
72
|
10
|
78
|
69.6
|
12
|
10
|
82
|
67.4
|
12
|
16
|
82
|
65.9
|
7
|
| ในกรณีเขียนแบบเพลาสไปล์นและร่องสไปล์นดล้อสามารถเขียนแสดงให้ขนาด ดังรูปที่ MC-SPLINE6 และ MC-SPLINE7 | ||
| ส่วนการเขียนแบบอย่างง่ายไม่ ต้องแสดงภาคตัด A - B ดังรูปที่ MC-SPLINE6 (ซ้ายมือ) ขนาดงานสวมสำหรับการร่วมศูนย์กลางภายในจะมีอักษรอังกฤษและตัวเลขแสดงเป็นพิกัดงานสวมอยู่หลังขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง d 1 เสมอ | ||
![]() |
|
รูปที่
MC-SPLINE6
การเขียนแบบให้ขนาดเพลาสไปล์นอย่างง่ายพร้อมพิกัดงานสวม. |
![]() |
|
รูปที่
MC-SPLINE7
การเขียนแบบให้ขนาดร่องสไปล์นล้ออย่างง่ายพร้อมพิกัดงานสวม. |
| เพลาและร่องสไปล์นล้อที่ต้องร่วมศูนย์กลางภายใน จะต้องให้ผิวแนวเส้นรอบวง ผ่าศูนย์กลาง d 1 และd 2 สวมสัมผัสกันตามพิกัดงาน | ||
| สวมของล้อ เส้นผ่าศูนย์กลาง d1 ไปยัง H17 , เส้นผ่านศูนย์กลาง d 2 ไปยัง H11 และของเพลาเส้นผ่านศูนย์กลาง d 1 ไปยัง f7 หรือ j6, เส้นผ่านศูนย์กลาง d 2 ไปยัง a11 ส่วนผิวด้านข้างของฟันสไปล์นที่เป็นผิวเรียบตรง จะให้มีพิกัดงานสวมเป็นแบบสวมฟิตไม่มากนักคือ ขนาดพิกัดความกว้างฟันสไปล์น b ของล้อที่ทำด้วยวัสดุอ่อน จะให้พิกัดความเผื่อของ b ไปยัง D9 และถ้าให้เพลาเคลื่อนที่ได้ ขนาด b ของเพลาจะมีพิกัดงานสวมเป็น h18 | ||
| สำหรับขนาดพิกัดความกว้างฟันสไปล์น b ของล้อที่ทำด้วยวัสดุแข็ง จะให้พิกัดความเผื่อของ b เป็น F10 โดย |
| ถ้าจะให้เพลาเคลื่อนที่ได้
ขนาด b ของเพลาจะมีพิกัดงานสวมเป็น e8 ถ้าจะให้เพลาอยู่กับที่ ขนาด b ของเพลาจะมีพิกัดงานสวมเป็น k16 |
| ในการผลิตแบบอุตสาหกรรม ฟันสไปล์นของเพลาจะผลิตด้วยการกัดขึ้นรูปแบบฮอบบิ้ง (Hobbing Method) ส่วนฟันสไปล์นของ | ||
| ล้อจะผลิตด้วยการแทงขึ้นรูป ดังรูปที่ MC-SPLINE8 สไปล์นที่ต้องการขนาดและตำแหน่งที่แน่นอน เที่ยงตรง จะมีการเจียระไนฟันสไปล์น ดังรูปที่ MC-SPLINE9 และ MC-SPLINE10 | ||
![]() |
|
รูปที่
MC-SPLINE8
การแทงขึ้นรูปร่องฟันสไปล์นของล้อ. |
![]() |
![]() |
|
|
รูปที่
MC-SPLINE9
การเจียรนัยเพลาสไปล์น. |
รูปที่
MC-SPLINE10
การเจียรนัยผิวด้านข้างของฟันสไปล์นล้อ. |
| ในการผลิตแบบอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ความเที่ยงตรงของขนาด รูปร่าง และตำแหน่งที่แน่นอน จะมีการใช้เกจก้ามปู ปลักเกจ และเกจ | ||
| สวมอื่น ดังรูปที่ MC-SPLINE11 และMC-SPLINE12 เพื่อให้การตรวจสอบขนาดตำแหน่งได้รวดเร็วขึ้น | ||
![]() |
|
รูปที่
MC-SPLINE11
เกจวัดสไปล์นเพลา. |
|
ขนาดตรวจสอบ
|
เครื่องมือวัด
|
|
d
|
เกจก้ามปูวัดได้ขนาดพอดี a และเกจก้ามปูที่วัดขนาดไม่ผ่าน |
|
b
|
เกจก้ามปูวัดได้ขนาดพอดี b และเกจก้ามปูที่วัดขนาดไม่ผ่าน |
|
รูปพรรณสไปล์น
|
เกจวงแหวนวัดสวมได้พอดี c และเกจวงแหวนวัดสวมชิ้นงานไม่ได้ d (รูปร่างและตำแหน่งสไปล์นเพลาชิ้นงานไม่ถูกต้อง) |
![]() |
|
รูปที่
MC-SPLINE12
เกจวัดสไปล์นล้อ(HUB). |
|
ขนาดตรวจสอบ
|
เครื่องมือวัด
|
|
d
|
ปลั๊กเกจด้ามสวมวัดได้ขนาดพอดี a และด้านขวาสำหรับชิ้นงานเสีย (ไม่ได้ขนาด) |
|
b
|
ปลั๊กเกจด้านวัดสวมร่องได้ขนาดพอดี b และด้านขวาสำหรับชิ้นงานเสีย (ไม่ได้ขนาด) |
|
รูปพรรณสไปล์น
|
ปลั๊กเกจด้านวัดสวมร่องและผิววงกลมใน
ได้ขนาดพอดี c และด้านขวา สำหรับชิ้นงานเสีย (ไม่ได้พิกัดขนาด ตำแหน่ง และรูปร่าง) |
| ฟันสไปล์นแบบเซอร์เรชั่น (Serration Spline) และแบบอินโวลูต (Involute) |
| การยึดและส่งกำลังด้วยสไปล์นแบบเซอร์เรชั่น และแบบอินโวลูต (ดังรูปที่ MC-SPLINE13 และ MC-SPLINE14 ) จะมีการแบ่ง | ||
| ฟันสไปล์นละเอียด และมากกว่า ฟันสไปล์นแบบฟันตรงซึ่งทำให้เพลาสไปล์นมี ความแข็งแรงมากกว่าด้วยเหตุนี้ฟันสไปล์นแบบเซอร์เรชั่น และแบบอินโวลูตจะสามารถส่ง ถ่าย กำลังหรือโมเมนต์บิด ได้มากกว่าฟันสไปล์นแบบ ตรง เมื่อมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางโตเท่ากัน และด้วยเหตุที่มีฟันมากนี้เอง จึงเหมาะนำ มาใช้งานที่รับภาระกระแทกได้ดีเป็นพิเศษ | ||
![]() |
![]() |
|
|
รูปที่
MC-SPLINE13
รูปร่างฟันสไปล์นแบบเซอร์เรชั่น. |
รูปที่
MC-SPLINE14
รูปร่างฟันสไปล์นแบบอินโวลูต. |
| ในการยกเพลาและล้อที่มีฟันสไปล์นแบบนี้ จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระหว่างฟันต่อฟันน้อยมาก ฟันสไปล์นแบบเซอร์เรชั่นและ แบบ | ||
| อินโวลูต เหมาะกับการยึดหรือส่งต่อกำลังที่นาน ๆ ครั้งจะมีการถอดรื้อ ฟันสไปล์นแบบอินโวลูตจะมีผิวด้านข้างโค้งเหมือนเฟืองอินโวลูต จำนวนฟันสไปล์นแบบนี้จะสัมพันธ์กันกับขนาดเส็นผ่านศูนย์กลางของเพลาและสัมพันธ์กับโมดูลด้วย | ||
| การยึดส่งกำลังด้วยล้อและเพลาโพลีกอน
(Polygon) เพลาและล้อรูปร่างโพลีกอนนี้ (แปลว่าหลายเหลี่ยม) เหมาะสำหรับงานที่ต้องการความเที่ยงตรงของการร่วมศูนย์กลางสูง เพลาแบบ |
||
| โพลีกอน นี้ไม่มีร่องบากแต่อย่างใด จึงสามารถใช้ส่งถ่ายโมเมนต์บิดได้มากกว่าลิ่มอัด (ดูรูปที่ MC-SPLINE15 ) เพลโพลีกอนรูปสามเหลี่ยมด้านเท่ามีมนโค้งโตเท่ากันจะไม่สามารถใช้ในงานส่งกำลังที่มีแรงกระทำตามแนวแกนเพลาได้ แต่เพลาโพลีกอนแบบจัตุรัสจะมีความเหมาะสม | ||
![]() |
|
รูปที่
MC-SPLINE15
รูปร่างการยึดและส่งกำลังของล้อและเพลาโพลีกอน. |
| การยึดและส่งกำลังด้วยเฟืองจาน เป็นวิธีการยึดและส่งกำลังระหว่างชิ้นส่วนที่ร่วมศูนย์กันเอง โดยที่จะมีเฟืองจานที่มีฟันตรงในแนวรัศมี รูปวงแหวน สัมผัสแนบกัน |
||
| ระหว่าง เฟืองจาน 2 เฟือง ดังรูปที่MC-SPLINE16 และ MC-SPLINE17 เนื่องจากเฟืองจานนี้เป็นรูปผิวลิ่มเมื่อมีแรงขับหนุนจะเกิดแรงตามแนวแกน ทำให้ฟันของเฟืองผลักออกจากกัน ด้วยเหตุนี้ จึงมีสกรูยึดเฟืองจานทั้งสองไว้ ดังรูปที่ MC-SPLINE17 การยึดและส่งกำลังด้วยเฟืองจานจะใช้กับงานที่ต้องการความเที่ยงตรงสูง เช่น โต๊ะ งานหมุน ในกรณีกระปุกเกียร์ที่มีที่จำกัดจะนำมาใช้ทำเป็นหน้าแปลนยึดกับเพลา | ||
![]() |
|
รูปที่
MC-SPLINE16
เฟืองจานสำหรับยึดและส่งกำลังของเพลาเกียร์. |
![]() |
|
รูปที่
MC-SPLINE17
การยึดเฟืองดอกจอกด้วยเฟืองจาน. |
|
G. PRECISION ENGINEERING LTD.,PART. 26/27 MOO.9 BYPASS ROAD , TUMBOL NAPA AMPHUR MUANG ,CHONBURI 20000 THAILAND. TEL :038-441-348 , 087-9182311 , 081-6446767 FAX : 038-441-349 Website : http://www.Gprecision.net E-mail : info@gprecision.net |