![]() ![]() ![]() |
| โครงสร้างของอะตอม
(Atomic Structures). |
|
|||||||
|
โครงสร้างของอะตอม (Atomic Structures) ส่วนประกอบของอะตอม จากสิ่งที่ได้กล่าวมาแล้วเกี่ยวกับอะตอม จึงสามารถสรุปได้ว่า อะตอมเป็นสิ่งที่เล็กที่สุดของธาตุที่ประกอบ ด้วย อิเล็กตรอน โปรตอน |
||
| และนิวตรอน อนุภาคทั้ง 3 อนุภาคนี้ ต่างก็เหมือนกันตรงที่มีขนาดเล็กมากอยู่ภายในอะตอมและเป็นอนุภาคไฟฟ้า โดยจะมีโปรตอนและนิวตรอนรวมกันอยู่ตรงกึ่งกลางของอะตอม ซึ่งเรียกว่า นิวเคลียส สำหรับอิเล็กตรอนนั้นจะเคลื่อนที่อยู่ในวงโคจรรอบ ๆ นิวเคลียส | ||
| สำหรับอะตอมนั้นเมื่อเป็นอิสระจะมีจำนวนโปรตอนและอิเล็กตรอนเท่ากันและน้ำหนักของอะตอมเท่ากับน้ำหนักของโปรตอนรวมกับนิวตรอน | ||
| ซึ่งจำนวนโปรตอนหรืออิเล็กตรอนที่อยู่ในอะตอมแต่ละอะตอมนั้นจะมีชื่อเรียกว่า เลขอะตอม (Atomic Number) | ||
|
วงโคจรของอิเล็กตรอน อิเล็กตรอนจะเคลื่อนที่โดยรอบนิวเคลียส และการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนนั้น จะมีลักษณะที่แตกต่างกันเป็นชั้น ๆ และในแต่ละชั้นก็จะมี |
||
| ระดับพลังงานที่แตกต่างกันด้วย ชั้นของการเคลื่อนที่เหล่านี้เรียกว่า เชลล์ (Shell) หรือออบิต (Orbit) ซึ่งในแต่ละเชลล์นั้น จะมีจำนวนอิเล็กตรอนสูงสุดไม่เท่ากัน โดยมีรายละเอียดดังนี้ | ||
|
ตาราง
METAL-AM-1 แสดงจำนวนอิเล็กตรอนในแต่ละเชลล์
|
||
|
ลำดับของเซล์
|
ชื่อเซล์
|
จำนวนอิเล็กตรอนสูงสุด
|
|
เชล์วงในสุด
|
Shell-K
|
2
ตัว
|
|
เชล์วงที่ 2
|
Shell-L
|
8
ตัว
|
|
เชล์วงที่ 3
|
Shell-M
|
18
ตัว
|
|
เชล์วงที่ 4
|
Shell-N
|
32
ตัว
|
|
เชล์วงที่ 5
|
Shell-O
|
18
ตัว
|
|
เชล์วงที่ 6
|
Shell-P
|
8
ตัว
|
![]() |
|
รูปที่ METAL-ATOM1
ลักษณะของเชล์และจำนวนอิเล็กตรอน. |
| จากรูปที่ METAL-ATOM1 จะพบว่าจำนวนอิเล็กตรอนเป็นไปตามเงื่อนไขดังได้กล่าวแล้วในตอนต้น ซึ่งจะทำให้อะตอมนั้นมีความ | ||
| เสถียรภาพมาก (Stable) แต่ในบางครั้งจำนวนอะตอมในแต่ละเชลล์จะไม่ครบตามเงื่อนไข ซึ่งจะเกิดขึ้นที่เชลล์นอกสุด (Outer Valence Shell) และเราเรียกเชลล์นอกสุดนี้ว่า เวเลนซ์เชลล์ (Valence Shell) นอกจากนั้นแล้ว จำนวนอิเล็กตรอนที่เชลล์นอกสุด เราก็เรียกชื่อว่า เวเลนซ์อิเล็กตรอน (Valence Electrons) | ||
| เวเลนซ์อิเล็กตรอนมีความสำคัญอย่างไร คงจะตอบได้ว่า เวเลนซ์อิเล็กตรอนนั้นจะช่วยบอกเราให้ทราบว่าธาตุที่มีเวเลนซ์อิเล็กตรอนเท่ากัน | ||
| ก็จะมีคุณสมบัติคล้ายคลึงกันด้วย ดังนั้น จำนวนอิเล็กตรอนและจำนวนเชลล์ของธาตุแต่ละธาตุจึงสามารถนำไปวิเคราะห์คุณสมบัติของธาตุเหล่านั้นได้ | ||
| อนึ่งโดยทั่วไปนั้นอะตอมพยายามที่จะปรับตัวให้เกิดการเสถียร และการที่อะตอมใด ๆ จะปรับตัวเองให้อยู่ในสภาพเสถียรนั้นจะต้องทำให้ | ||
| อิเล็กตรอนในวงนอกสุดมีจำนวนเท่ากับ 8 ตัว และการที่อะตอมเกิดการยึดเหนี่ยวกันนั้นก็เนื่องมาจากว่า อะตอมเหล่านั้นกำลังพยายามจะปรับตัวให้สมดุลมากที่สุด ซึ่งถ้าอะตอมใดๆมีอิเล็กตรอนวงนอกสุดไม่ครบ 8 ตัว อะตอมนั้นก็จะปรับตัวให้สมดุลด้วยวิธีการอื่น เช่น รับอิเล็กตรอนจากอะตอมอื่น ๆ หรือนำอิเล็กตรอนไปใช้ร่วมกับอะตอมอื่นๆ และให้อิเล็กตรอนแก่อะตอมอื่น ๆ ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้จะเสนอในลำดับต่อไป | ||
| แรงยึดเหนี่ยวระหว่างอะตอม
( Atomic Bond ) ธาตุต่างๆที่มีรูปร่างอยู่ได้นั้น เกิดจากการรวมตัวของอะตอมหรือโมเลกุล โดยมีแรงยึดเหนี่ยวซึ่งกันและกัน แรงยึดเหนี่ยวดังกล่าวมี 4 |
||
| ลักษณะดังนี้ | ||
| 1. Ionic
Bond 2. Homopolar Bond หรือ Covalent Bond 3. Metallic Bond 4. Van der waal Forces |
| Ionic
Bond แรงยึดเหนี่ยวแบบ Ionic Bond นี้ คือการรวมกันระหว่างปนะจุหรืออิออนที่มีประจุไฟฟ้าบวก กับประจุหรืออิออนที่มีประจุไฟฟ้าลบ |
||
| การยึดเหนี่ยวแบบนี้จะให้แรงยึดเหนี่ยวที่รุนแรง ดังนั้นธาตุที่มีแรงยึดเหนี่ยวแบบนี้จึงมีความแข็งแรงและมีจุดหลอมละลายสูง | ||
| ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างของธาตุที่มีแรงยึดเหนี่ยวแบบนี้ ได้แก่ผลึกเกลือแกงโซเดียมอิออนซึ่ประกอบไปด้วยประจุไฟฟ้าบวก จะยึดเหนี่ยวอยู่ | ||
| กับคลอรีนซี่งประกอบไปด้วยอิออนที่มีประจุไฟฟ้าลบ กลายเป็น NaCl | ||
![]() |
|
รูปที่ METAL-ATOM2
การยึดเหนี่ยวแบบ Ionic Bond. |
| Homopolar
Bond หรือ Covalent Bond แรงยึดเหนี่ยวแบบนี้ คือการที่อะตอมของธาตุต่างก็แบ่งวาเลนซ์อิเล็กตรอนให้ซึ่งกันและกัน ( Sharing Electrons ) อะตอมละ 1 ตัว |
||
| แล้วใช้อิเล็กตรอนร่วมกัน กล่าวคือต่างก็ให้อิเล็กตรอน และต่างก็ใช้ประโยชน์จากอิเล็กตรอนร่วมกันนั่นเอง จากรูปที่ 3 แสดงให้เห็นถึงการยึดเหนี่ยวกันแบบที่ใช้อิเล็กตรอนร่วมกันของอะตอม ซึ่งจะส่งผลให้ธาตุที่มีการยึดเหนี่ยวแบบนี้มีจุดเดือดและจุดหลอมเหลวต่ำและเมื่อละลายน้ำจะได้สารละลายที่ไม่เป็นตัวนำไฟฟ้า เช่น การยึดเหนี่ยวของธาตุ คลอรีน ( CL2 ) ไอโดรเจน ( H2) บีสมัท ( Bi ) มีเทน (CH4) และ คาร์บอนไดออกไซด์ ( CO2 ) เป็นต้น | ||
![]() |
|
รูปที่ METAL-ATOM3
การยึดเหนี่ยวแบบ Homopolar Bond ของมีเทน. |
| Metallic
Bond การยึดเหนี่ยวแบบนี้อาจกล่าวได้ว่า มีลักษณะการยึดเหนี่ยวคล้ายกับการยึดเหนี่ยวแบบ Covalent แต่อิเล็กตรอนที่ใช้ร่วมกันมาจาก |
||
| อะตอม ต่าง ๆ มากกว่า 2 อะตอม และอิเล็กตรอนแต่ละตัวจะเคลื่อนที่ไปรอบ ๆ อิออนที่มีปะจุไฟฟ้าบวกอย่างอิสระ โดยไม่เจาะจงว่าจะเป็นอิออนใด ทำให้มีลักษณะเป็นกลุ่มหมอกของอิเล็กตรอนซึ่งภายในของอิออนที่มีประจุไฟฟ้าบวกวางตัวเป็นระเบียบตามครงสร้างลักษณะต่าง ๆ การที่อิเล็กตรอนเคลื่อนที่โดยอิสระ ทำให้วัสดุที่มีแรงยึดเหนี่ยวกันแบบนี้จะมีคุณสมบัติในการนำไฟฟ้าและนำความร้อนไก้ดี สามารถนำมาตีเป็นแผ่นบางและรีดเป็นเส้นได้ ตังอย่างของวัสดุที่มีแรงยึดเหนี่ยวแบบนี้ได้แก่ โลหะและโลหะผสมชนิดต่าง ๆ ( จงกล รัตนสุข. 2525 : 2 ) | ||
![]() |
|
รูปที่ METAL-ATOM4
การยึดเหนี่ยวแบบ Metallic Bond. |
|
Van der Waal Forces เป็นแรงยึดเหนี่ยวระหว่างผิวที่อ่อนมาก จะเกิดขึ้นกับโมเลกุลของสารจำพวกโพลิเมอร์ ทำให้โมเลกุล สามารถเคลื่อนออกจากกันได้โดยง่าย |
||
| ซึ่งแรงยึดเหนี่ยวแบบนี้จะเกิดขึ้นจากการที่อะตอม 2 ตัวที่อยู่ใกล้ชิดกันเกิดมีอิเล็กตรอนไปรวม ณ ตำแหน่งหนึ่งเหมือน ๆ กัน จนทำให้ตำแหน่งตรงกันข้ามของอะตอมเกิดมีประจุที่แตกต่างกัน จึงทำให้อะตอมทั้งสองดึงดูดกันได้ดี | ||
![]() |
|
รูปที่ METAL-ATOM5
การยึดเหนี่ยวแบบ Van der Waal Forces . |
|
ลักษณะทั่วไปของของแข็ง ของเหลวทุกชนิดเมื่อเย็นตัวลงถึงอุณหภูมิหนึ่งจะกลายเป็นของแข็ง และอนุภาคที่เคยเคลื่อนที่ไปมาได้เล็กน้อยเมื่อเป็นของเหลว ก็จะหยุด |
||
| อยู่กับที่ไม่เคลื่อนย้ายที่อีกต่อไปในของแข็งนั้น อนุภาคของของแข็งมีพลังงานจลน์น้อย พลังงานจลน์นี้เกิดจากอนุภาคทีอยู่ประจำที่ภายในของแข็ง แรงดึงดูดระหว่างอนุภาคของของแข็งจึงมีค่ามากกว่าแรงดึงดูดระหว่างอนุภาคของของเหลว | ||
| อนุภาคของของแข็งอยู่ชิดกันมาก ความหนาแน่นของของแข็งจึงมีค่ามากกว่าความหนาแน่นของของเหลวและแก๊ส ภายในปริมาตร | ||
| 1 ลูกบาศก์เซ็นติเมตรเท่ากัน ของแข็งอาจมีจำนวนโมเลกุลมากกว่าแก๊สถึง 1 เท่า และเนื่องจากอนุภาคของของแข็งอยู่ประจำที่ไม่เคลื่อนย้ายไปที่อื่น ของแข็งจึงมีรูปร่างคงตัว รูปร่างเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้นตลอดไป ปริมาตรของของแข็งก็คงตัวด้วยเช่นกัน เมื่ออุณหภูมิเปลี่ยนแปลง ปริมาตรของของแข็งเปลี่ยนแปลงน้อยมาก ถ้าเผาให้ร้อนของแข็งอาจขยายตัวได้ แต่ก็นับว่าน้อยอย่างยิ่ง การขยายตัวนี้เนื่องมาจากอนุภาคสั่นสะเทือนมากขึ้นเมื่อได้รับความร้อน | ||
| เราไม่สามารถอัดของแข็งให้หดตัวลง ทั้งนี้เพราะว่าอนุภาคภายในของแข็งชิดกันมากอยู่แล้ว ถ้าอัดแรงอัดมากขึ้นอาจจะแตกหักเป็นชิ้น | ||
| เล็กได้ ของแข็งที่เป็นโลหะสามารถตีแผ่ออกเป็นแผ่นบางหรือยืดออกเป็นเส้นยาวได้ ความสามารถในการนำความร้อนและในการนำไฟฟ้าของของแข็งแต่ละชนิดแตกต่างกันมาก ของแข็งบางชนิดนำความร้อนได้ดีมาก เช่น ทองแดง แต่ของแข็งบางชนิดไม่นำความร้อนเลย และบางชนิดมีคุณสมบัติการนำไฟฟ้าได้ดียิ่ง เช่น เงิน แต่บางชนิดก็ไม่นำไฟฟ้า | ||
| ของแข็งส่วนมากมีโครงสร้างที่ประกอบด้วยอนุภาคเรียงกันอยู่อย่างมีระเบียบแบบแผน เราเรียกการเรียงตัวของอนุภาคนี้ว่า โครงสร้าง | ||
| ผลึก โครงสร้างผลึกคือของแข็งเนื้อเดียวที่มีรูปเลขาคณิตผิวหน้าเรียบและมีขอบตัดมุมระหว่างผิวหน้าเป็นมุมที่แน่นอน เมื่อผลึกบิดหรือแตกออก ชิ้นของผลึกจะหลุดออกไปเป็นชั้น ๆ ตามแนวผิวหน้าตัดของผลึก การจัดระเบียบของอนุภาคภายในผลึกเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งจะเป็นแบบเดียวกันเสมอสำหรับสารชนิดเดียวกัน รูปร่างของผลึกมีส่วนสัมพันธ์กับวิธีการจัดเรียงอนุภาคภายในผลึก แต่รูปร่างภายนอกที่เป็นไปตามแบบเลขาคณิตไม่สำคัญนัก เหลี่ยมมุมของชิ้นของแข็งอาจถูกทำลาย แต่ชิ้นส่วนที่เหลือก็ยังคงเป็นผลึก สมบัติของผลึกอยู่ที่โครงสร้างภายในซึ่งมีแบบเฉพาะ ของแข็งที่เป็นผลึกมีจุดหลอมเหลวที่มีค่าแน่นอนค่าหนึ่ง เมื่อทำให้ร้อนขึ้นถึงขีดอุณหภูมินั้นจะเปลี่ยนเป็นของเหลวโดยฉับพลัน | ||
|
โครงสร้างอสัณฐาน (Anorphous Structure)
ของแข็งบางชนิดไม่เป็นผลึก อนุภาคของมันจะอยู่ปนกันอย่างไม่เป็นระเบียบ คล้ายกับที่เป็นอยู่ภายในของเหลว ของแข็งประเภทนี้เรียกว่า |
||
| ของแข็งอสัณฐาน ตัวอย่างของแข็งอสัณฐานได้แก่ แก้ว ขี้ผึ้ง แอสฟัลต์ พลาสติก เป็นต้น ของแข็งอสัณฐานนั้นจะไม่หลอมเหลวที่อุณหภูมิหนึ่งอุณหภูมิใดโดยเฉพาะ เมื่อได้รับความร้อนจะค่อย ๆ อ่อนตัวลงแล้วจึงเหลวไหลไปมาได้ และถ้าทำให้เย็นลงจะข้นขึ้นเป็นลำดับในที่สุด ในที่สุดก็แข็งตัว ซึ่งเวลาแข็งก็อยู่ตัวเหมือนของแข็งทั่วไป แต่ไม่เป็นผลึก อาจกล่าวได้ว่าสารเช่นแก้วหรือขี้ผึ้งพวกนี้เป็นของเหลวที่เย็นยวดยิ่ง โดยถือว่าภายในมีอนุภาคที่อยู่กันอย่างไม่เป็นระเบียบคล้ายในของเหลว เพียงแต่ว่าอนุภาคเหล่านี้หยุดเคลื่อนที่ ดังนั้นจึงจัดให้เป็นของเหลงที่เย็นเกินไปจนความหนืดมากขึ้นถึงขนาดไหลไม่ได้ และหมดคุณสมบัติการไหลของของเหลว | ||
| ของแข็งบางชนิดเป็นผงหรือเป็นก้อน ดูลักษณะภายนอกน่าจะเป็นของแข็งอสัณฐาน แต่เมื่อตรวจดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ จะเห็นว่าประกอบ | ||
| ด้วยผลึกชิ้นเล็ก ๆ มีเหลี่ยม มีมุม ซึ่งบางทีอาจเป็นผลึกที่ไม่สมบูรณ์แบบ บางส่วนแตกหักไป แต่ก็ยังบอกได้ว่าเป็นผลึก ของแข็งเช่นนี้เป็นกลุ่มของผลึกที่มีขนาดเล็กมากมารวมกัน | ||
| โครงสร้างผลึก
(Crystal Structure) โครงสร้างผลึกนั้นจะประกอบไปด้วยผลึกขนาดเล็ก ๆ และผลึกจะประกอบไปด้วยหน่วยเซลล์ (Unit Cell) โดยที่หน่วยเซลล์นั้นก็จะ |
||
| ประกอบไปด้วยอะตอมซึ่งอยู่ในตำแหน่งที่เฉพาะเจาะจงภายในเซลล์นั้น | ||
| ดังนั้นหน่วยเซลล์ก็คือส่วนที่เล็กที่สุดในโครงสร้างผลึกซึ่งสามารถแสดงรูปร่างของโครงสร้างผลึกได้ ผลึกที่สมบูรณ์ใดๆ จะประกอบ | ||
| ด้วยหน่วยเซลล์จำนวนหนึ่งมาจัดเรียงตัวกันเข้าเป็นสามมิติซึ่งเราเรียกว่า Crystal Lattice หรือ Space Lattice ดังนั้นคำว่า Crystal Lattice หรือ Space Lattice จึงหมายถึงรูปทรงที่เกิดขึ้นจากการเรียงตัวของหน่วยเซลล์ใน 3 มิติ เมื่อมองแต่ละมิติจะเห็นเหมือนกับตาข่ายที่คล้ายกันทั้งหมด และขอให้ดูรูปที่ METAL-ATOM6 เพื่อที่จะทำให้เกิดความเข้าใจได้ดียิ่งขึ้น | ||
![]() |
|
รูปที่ METAL-ATOM6
ลักษณะ Crystal Lattice. |
| คุณสมบัติของโครงสร้างผลึก สสารที่มีรูปผลึกโดยทั่วไปนั้นจะมีรูปทรงเรขาคณิตและจัดเรียงระนาบของผลึก ซึ่งเป็นไปตามกฎพื้นฐาน 3 | ||
| ข้อดังนี้คือ | ||
| 1. กฎความคงที่ของมุมระหว่างหน้าผลึก
(The Law of Constancy of Interfacial Angles) 2. กฎอัตราส่วนของเลขดัชนีหรือจุดตัด (The Law of Rationality of Indices or Intercepts) 3. กฎความสมมาตร (The Law of Symmetry) |
|
ระบบผลึก (Crystal) เมื่อพิจารณาถึงหลักเกณฑ์ทางเรขาคณิตของระบบผลึกแล้ว จะสามารถแบ่งผลึกออกเป็น 7 ระบบ โดยอาศัยความแตกต่างทางความยาว |
||
| ของแกนผลึก และมุมระหว่างแกน (Interaxial Angle) ซึ่งความยาวของแกนผลึกนั้นวัดเป็นหน่วยอังสตรอม (Angstrom = A ) | ||
| ระบบผลึกแบบ
Cubic ระบบผลึกแบบนี้มีด้านทั้ง 3 ด้านของหน่วยเซลล์ยาวเท่ากัน และทำมุม 90 องศาซึ่งกันและกัน ตัวอย่างเช่น ผลึกของ NaCl, KCl, |
||
| Pb(NO3)2, เหล็ก, ทองแดง, ทอง และสารส้ม ซึ่งระบบผลึกแบบนี้จะประกอบไปด้วย Simple Cubic, Body Centered Cubic และ Face Centered Cubic | ||
![]() |
|
รูปที่ METAL-ATOM7
ระบบผลึกแบบ Simple Cubic . |
|
ระบบผลึกแบบ Orthorhombic
ระบบผลึกแบบนี้ จะมีด้านทั้ง 3 ด้านยาวไม่เท่ากัน แต่จะทำมุม 90 องศาซึ่งกันและกัน ตัวอย่างเช่น ผลึกของ K2SO4, KNO3, |
||
| KMnO4, อะราโกไนต์ (CaCO3), MgSO4, 7H2O และไอโอดีน ระบบโครงสร้างผลึกแบบนี้ จะประกอบไปด้วยผลึก Simple Orthorhombic, Body Centered Orthorhombic, End entered Orthorhombic และ Face Centered Orthorhombic | ||
![]() |
|
รูปที่ METAL-ATOM8
ระบบผลึกแบบ Orthorhombic . |
| ระบบผลึกแบบ
Tetragonal ระบบผลึกแบบนี้มีด้านยาวเท่ากัน 2 ด้าน ส่วนด้านที่ 3 มีความยาวต่างออกไป และทั้ง 3 ด้านทำมุม 90 องศาซึ่งกันและกัน ตัวอย่างเช่น |
||
| ผลึกของ NiSO4, KH2PO4 เป็นต้น ระบบผลึกแบบนี้จะประกอบด้วยผลึก Simple Tetragonal และ Body Centered Tetragonal | ||
![]() |
|
รูปที่ METAL-ATOM9
ระบบผลึกแบบ Tetragonal . |
| ระบบผลึกแบบ
Monoclinic ระบบผลึกแบบนี้จะมีด้านทั้ง 3 ด้านยาวไม่เท่ากัน ด้าน 2 ด้านทำมุมต่อกันมุมหนึ่งซึ่งจะไม่เท่ากับ 90 องศา ส่วนด้านที่ 3 ทำมุม 90 องศา |
||
| กับด้านทั้ง 2 ตัวอย่างเช่น ผลึกของยิปซัม (CaSO4.2H2O), บอแรกซ์ (Na2B4O7.1OH2O), KClO3, และกำมะถันโมโนคลินิก ซึ่งระบบผลึกแบบนี้จะประกอบด้วยผลึก Simple Monoclinic และ End Centered Monoclinic | ||
![]() |
|
รูปที่ METAL-ATOM10
ระบบผลึกแบบ Monoclinic . |
|
ระบบผลึกแบบ Rhombohedral
ระบบผลึกแบบนี้จะมีด้านทั้ง 3 ด้านยาวเท่ากันและมุมทั้ง 3 มุมเท่ากันด้วย แต่มุมทั้ง 3 มุมนั้นต่างก็ไม่เท่ากับ 90 องศา ตัวอย่างเช่น |
||
| ผลึกของ NaNO3, แคลไซต์ (CaCO3), ZnCO3, อะเซติก, แอนติโมนีและบิสมัท ซึ่งระบบผลึกแบบนี้จะมีเพียงผลึกแบบ Simple Rhombohedral เท่านั้น | ||
![]() |
|
รูปที่ METAL-ATOM11
ระบบผลึกแบบ Rhombohedral . |
|
ระบบผลึกแบบ Triclinic
ระบบผลึกแบบนี้จะมีด้านทั้ง 3 ยาวไม่เท่ากัน และยังมีมุมระหว่างด้านทั้ง 3 ไม่เป็นมุมฉากอีกด้วย ตัวอย่างเช่น K2Cr2O7 เป็นต้น |
||
| ระบบผลึกแบบนี้จะมีเพียง Simple Triclinic เท่านั้น | ||
![]() |
|
รูปที่ METAL-ATOM12
ระบบผลึกแบบ Triclinic . |
| ระบบผลึกแบบ
Hexagonal ระบบแบบนี้จะมีด้านเท่ากัน 2 ด้านและทำมุม 120 องศา อีกด้านหนึ่งมีความยาวต่างออกไปและทำมุม 90 องศากับ 2 ด้านนั้น ตัวอย่าง |
||
| เช่น ผลึกของแกรไฟต์, แมกนีเซียม, เบริลเลียม และสังกะสี เป็นต้น ซึ่งระบบผลึกแบบนี้จะมี 2 ชนิดคือ Simple Hexagonal และ Hexagonal Close-Packed | ||
![]() |
|
รูปที่ METAL-ATOM13
ระบบผลึกแบบ Hexagonal . |
|
ระบบผลึกที่สำคัญบางชนิด
ระบบผลึกที่ได้กล่าวมาทั้งหมดนั้น ต่างก็เป็นระบบผลึกของของแข็งทั่ว ๆ ไป แต่จะมีระบบผล บางชนิดที่เป็นระบบผลึกของโลหะ ดังนั้น |
||
| จึงควรศึกษาระบบผลึกดังกล่าวโดยละเอียด ซึ่งระบบผลึกบางอย่างนั้นมีดังนี้ | ||
| ระบบผลึกแบบ
Body - Centered ( BCC )
มีหน่วยเซลล์ที่มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ โดยจะมีอะตอมอยู่ในตำแหน่งทั้ง 8 มุม และที่ตำแหน่งกึ่งกลางของเซลล์ พิจารณารูปที่ |
||
| METAL-ATOM14 ประกอบ หน่วยเซลล์แบบนี้จะมีโลหะดังต่อไปนี้ วาเนเดียม โมลิบดีนัม ทังสเตน เหล็ก และโคเมียม เป็นต้น | ||
![]() |
|
รูปที่ METAL-ATOM14
ลักษณะผลึกแบบ BCC . |
| การหาจำนวนอะตอมของหน่วยเซลล์แบบ
BCC สามารถหาได้โดยวิธีการดังต่อไปนี้ มีอะตอมที่กึ่งกลางหน่วยเซลล์ = 1 อะตอม มีอะตอมที่มุมแต่ละมุม = 1/8 อะตอม จำนวนอะตอมที่มุมทั้ง 8 มุม = 1/8 x 8 = 1 ดังนั้นมีอะตอมทั้งหมด = 1 + 1 = 2 อะตอม |
| ระบบผลึกแบบ
Face - Centered Cubic (FCC)
ซึ่งมีหน่วยเซลล์ที่มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมลูก บาศก์ มีอะตอมอยู่ที่มุมทั้ง 8 มุม และที่กึ่งกลางในแต่ละด้านของลูกบาศก์อีก 6 ด้าน ซึ่จะมี |
||
| รูปร่างดังรูปที่ METAL-ATOM15 | ||
| ระบบผลึกแบบนี้มีอยู่ในโลหะ เช่น ทองแดง เงิน ทองคำ อะลูมิเนียม ตะกั่ว เหล็ก โครเมียม โคบอลต์ นิกเกิล และแพลทินัม เป็นต้น |
![]() |
|
รูปที่ METAL-ATOM15
ลักษณะผลึกแบบ FCC . |
| การหาจำนวนอะตอมของหน่วยเซลล์แบบ
FCC สามารถหาได้ด้วยวิธีการดังนี้ มีอะตอมที่มุมแต่ละมุม = 1/8 อะตอม มีอะตอมที่มุมทั้ง 8 มุม = 1/8 X 8 = 1 อะตอม อะตอมที่อยู่ในกึ่งกลางของด้านแต่ละด้าน = 1/2 อะตอม อะตอมที่อยู่กึ่งกลางด้านทั้ง 6 ด้าน = 1/2 X 6 = 3 อะตอม ดังนั้นจึงมีอะตอมทั้งหมด = 4 อะตอม |
| ระบบผลึกแบบ
Hexagonal Closed (HCP) พิจารณารูปที่ METAL-ATOM16 ประกอบ ผลึกแบบนี้มีเซลล์เป็น รูป 6 เหลี่ยม ที่มีด้านที่ฐาน 2 ด้าน (a1 และ a2) ยาวเท่ากัน แต่ |
||
| ด้านทั้ง (C) มีความยาว ที่แตกต่างกันออกไป ซึ่รายละเอียดได้กล่าวไว้แล้วในเรื่องระบบผลึก | ||
![]() |
|
รูปที่ METAL-ATOM16
ลักษณะผลึกแบบ HCP . |
| การหาอะตอมในหน่วยเซลล์แบบ (HCP) หน่วยเซลล์แบบนี้จะเป็นรูป 6 เหลี่ยม ดังนั้นจึงมีวิธีการหาจำนวนอะตอมที่แตกต่างไป | ||
| จากหน่วยเซลล์แบบอื่น ๆ โดยวิธีการดังนี้ | ||
| อะตอมทุกอะตอมมีหน่วยเซลล์ใช้อะตอมร่วมกัน
= 6 หน่วยเซลล์ ดังนั้นที่มุมของหน่วยเซลล์จะมีอะตอมอยู่ = 1/6 อะตอม ซึ่งหน่วยเซลล์ 6 เหลี่ยมมีมุมทั้งหมด = 12 มุม จึงมีอะตอมที่มุม = (1/6) x 12 = 2 อะตอม มีอะตอมระหว่างระนาบบนกับระนาบฐาน = 3 อะตอม มีอะตอมที่กึ่งกลางระนาบบนและระนาบฐาน = (1/2) x 2 = 1 อะตอม ดังนั้นจะมีอะตอมทั้งหมด = 2 + 3 + 1 = 6 อะตอม |
|
G. PRECISION ENGINEERING LTD.,PART. 26/27 MOO.9 BYPASS ROAD , TUMBOL NAPA AMPHUR MUANG ,CHONBURI 20000 THAILAND. TEL :038-441-348 , 087-9182311 , 081-6446767 FAX : 038-441-349 Website : http://www.Gprecision.net E-mail : info@gprecision.net |