![]() ![]() ![]() |
| เหล็กกล้าผสมคุณสมบัติพิเศษ (Special alloy steels). |
|
|||||||
| เหล็กกล้าผสมทนแรงดึงสูง (High tensile strength alloy steels) เหล็กกล้าผสมพิเศษที่จะกล่าวถึงนี้เป็นเหล็กกล้าที่มีคุณสมบัติแตกต่างไปจากเหล็กกล้าผสมโดยทั่งไป กล่าวคือ เป็นเหล็กกล้าที่มีคุณสมบัติ | ||
| ทนแรงดึงได้สูงมาก (150 - 200 kg/mm2) และความเหนียวสูง (% elongation 10 -20%) นอกจากนี้การชุบแข็งมีวิธีที่แตกต่างกับเหล็กกล้าผสมโดยทั่วไป จะขอกล่าวถึงเพียง 2 ชนิด คือ | ||
| 1. เหล็กกล้า
Maraging 2. เหล็กกล้า Ausforming |
| เหล็กกล้า
Maraging ตามความหมายคำว่า Mar มาจากมาร์เทนไซต์ และคำว่า Aging มาจากปรากฏการณ์ความแข็งที่เกิดจากการ |
||
| ตกผลึก (Precipitation hardening) ดังนั้นจะเห็นว่าเหล็กกล้าผสม Maraging จึงเป็นเหล็กกล้าที่สามารถทำให้เกิดความแข็งขึ้นได้ จากการตกผลึกของธาตุผสมในโครงสร้างของมาร์เทนไซต์ เหล็กกล้าชนิดนี้แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มคือ | ||
| กลุ่มที่
1 ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ
1.1 เหล็กกล้ามาร์เอจจิ่งที่มีคุณสมบัติ Elastic limit ไม่เกิน 140 kg/mm2 มีส่วนผสมดังนี้ Ni 17-19% , Co 8-9% ,Mo 3-3.5% |
||
| และ Ti 0.15-0.25% | ||
| 1.2 เหล็กกล้าที่มีคุณสมบัติ Elastic limit ไม่เกิน 175 kg/mm2 เป็นเหล็กที่ประกอบด้วย Ni 17-19%, Mo 4.6-5.2% และ Ti | ||
| 0.3-0.5% | ||
| 1.3 เหล็กกล้าที่มี Elastic limit ไม่เกิน 210 kg/mm2 มีส่วนผสมดังนี้ Ni 18-19%, Co 8.5-9.5%, Mo4.6-5.2% และ Ti 0.5- | ||
| 0.7% | ||
| กลุ่มที่ 2 เป็นเหล็กกล้าผสมที่มีคุณสมบัติ Elastic Iimit 170-180 kg/mm2 เป็นเหล็กที่ประกอบด้วย Ni 18-20%, Ti 1.3-1.6%, | ||
| Ai 0.15-.035%, Nb 0.3-0.5% | ||
| กลุ่มที่ 3 เป็นเหล็กกล้าผสมที่มีคุณสมบัติ Elastic limit 175 -190 kg/mm2 มีส่วนผสมดังนี้ Ni 25-26%, Ti1.3-1.6%, Al | ||
| 0.15-0.35%, Nb 0.3-0.5% เหล็กมาร์เอจจิ่งทุกประเภทจะมีธาตุคาร์บอนพไม่เกิน 0.03%, แมงกานีส 0.1% กำมะถันและฟอสฟอรัส ไม่เกิน 0.01% | ||
| การอบชุบเหล็กกล้าผสมมาร์เอจจิ่ง การอบชุบเหล็กกล้าผสมชนิดนี้จะต้องทำ 2 ขั้นคือ ขั้นแรกจะต้องชุบให้ได้โครงสร้างมาร์เทนไซต์ก่อนและหลังจากนั้นจึงนำ ไปทำให้ได้ |
||
| ความแข็งโดยการตกผลึกอีกครั้งหนึ่ง สิ่งที่น่าสมใจก็คือโครงสร้างมาร์เทนไซต์ที่กล่าวถึงนี้ไม่ใช่มาร์เทนไซต์ที่เกิดจากอะตอมคาร์บอน แต่จะเป็นมาร์เทนไซต์ที่เกิดจากนิเกิลจะให้ความแข็งได้ไม่สูงมากนัก (28-32 HRc ) แต่เหล็กที่ประกอบด้วยโครงสร้างเป็นมาร์เทนไซต์ของนิเกิลนี้จะมีความเหนียวสูง การอบชุบเหล็กกล้าผสมมาร์เอจจี่งมีขั้นตอนดังนี้ | ||
| เหล็กมาร์เอจจิ่งกลุ่มแรก
(18-20% Ni) ขั้นแรก เผาเหล็กที่อุณหภูมิ 800 -820๐C ใช้เวลา (Holding time) ประมาณ 1 ชั่วโมงต่อความหนา 25 มม.จากนั้นเอาเหล็กออกจากเตาปล่อยให้เย็นในอากาศ ในตอนนี้จะชุบเหล็กในน้ำหรือในน้ำมันจะได้โครงสร้างมาร์เทนไซต์ของนิเกิล เพราะเหล็กมีนิเกิลปริมาณสูง ความสามารถในการชุบแข็งจะดีมาก ความแข็งที่ได้ในขั้นนี้ประมาณ 28-32 HRc สามารถจะฟอร์มรูปร่างโดยการตัดเจาะหรือกลึงได้โดยปราศจากความยุ่งยาก ขั้นที่สอง เป็นการทำ Aging เพื่อให้เกิดความแข็งสูงสุด ถ้าสามารถควบคุมการตกผลึกให้เกิดลักษณะที่มีการยึดเหนี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน (Coherent precipitation) ถ้าใช้เวลานานเกินไปความแข็งที่ได้จะลดลง เนื่องจากผลึกที่เกิดจากการรวมตัวของธาตุผสม แยกตัวและขยายตัวโดยไม่มีแรงยึดเหนี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน (Noncoherent precipitation) ความแข็งที่ได้สูงสุดประมาณ 50 HRc |
| จากการศึกษาด้วยกล้องขยายกำลังสูง (Electron microscope) จะพบว่าผลึกของธาตุผสมที่เกิดส่วนใหญ่จะเป็นการรวมตัวของนิเกิล | ||
| กับไทเทเนียมและโมลิบดินั่ม ให้ผลึกของ Ni3Ti หรือ Ni3Mo ในกรณีที่มีอลูมิเนียมด้วยจะได้ผลึกของ Ni3(Ti,Al) | ||
| เหล็กมาร์เอจจิ่ง
20% Ni การอบชุบกระทำคล้ายคลึงกับประเภทแรก คือ เผาที่อุณหภูมิ 815 องศา ใช้เวลา 1 ชั่วโมง ปล่อยให้เย็นในอากาศจะได้โครงสร้าง |
||
| มาร์เทนไซต์ ที่มีความแข็งประมาณ 26-35 HRc ต่อจากนั้นนำไปทำ Aging ที่อุณหภูมิ 480 องศา - 500๐C โดยใช้เวลาสั้นกว่าคือใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมง หรือถ้าจะทำ Aging ที่อุณหภูมิต่ำที่ 460๐C โดยใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง จะได้เหล็กมีความแข็งประมาณ 50 HRc เช่นเดียวกัน | ||
![]() |
|
รูปที่
STEEL-SAS1
แสดงการอบชุบเหล็กกล้า Maraging 18-20 Ni. |
| เหล็กมาร์เอจจิง
25% Ni การอบชุบจะมีปัญหายุ่งยากกว่าเหล็กมาร์เอจจิงสองชนิดที่กล่าวมาแล้ว ทั้งนี้เพราะเหล็กมาร์เอจจิงชนิดนี้มีปริมาณนิเกิลสูง จึงทำให้ |
||
| อุณหภูมิการเปลี่ยนแปลงจากออสเตนไนท์ไปเป็นมาร์เทนไซท์ (Ms) ลดต่ำลงไปมาก ดังนั้นการปล่อยให้เหล็กเย็นในอากาศ หรือชุบน้ำ จะไม่ได้โครงสร้างมาร์เทนไซต์ แต่จะยังคงได้ออสเตนไนท์ที่อุณหภูมิห้องความแข็งที่ได้ต่ำประมาณ 10 HRc | ||
| ขั้นที่สองเรียกว่าขั้นทำ Ausage เป็นการเผาเหล็กจากสภาพออสเตนไนท์ให้มีอุณหภูมิสูงประมาณ 700๐C เพื่อให้เกิดการตกผลึก | ||
| ของ Ni3(Ti,Al) ทำให้ปริมาณของนิเกิลในออสเตนไนท์ลดลง อุณหภูมิของการเปลี่ยนแปลงจากออสเตนไนท์ไปเป็นมาร์เทนไซต์จะกลับสูงขึ้นอยู่ที่อุณหภูมิ 73 ๐C เวลาที่ใช้ในการทำ Ausage ประมาณ 4 ชั่วโมงจากนั้นปล่อยเหล็กให้อยู่ในอากาศ จะได้โครงสร้างมาร์เทนไซต์ของนิเกิลมีความแข็งประมาณ 30 HRc ในขั้นนี้สามารถทำให้ได้โครงสร้างมาร์เทนไซต์โดยไม่ต้องทำ Ausage ได้เหมือนกัน แต่จะต้องหาวิธีเปลี่ยนโครงสร้างออสเตนไนท์ให้เป็นมาร์เทนไซต์ โดยการชุบในน้ำยาทำความเย็น (Refrigirant) ที่อุณหภูมิ -37๐C หรือโดยการนำเอาเหล็กที่มีโครงสร้างเป็นออสเตนไนท์ที่ได้จากการอบชุบขั้นแรกมาผ่านการฟอร์มรูปเย็น (cold work) ปริมาณการฟอร์มไม่น้อยกว่า 25% (cod deformation) จะทำให้โครงสร้างออสเตนไนท์เปลี่ยนไปเป็นมาร์เทนไซต์ได้เช่นเดียวกัน | ||
| ขั้นที่สามเป็นการทำ Ageing ที่อุณหภูมิ 480๐C ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง ลักษณะการอบชุบเช่นเดียวกับการทำ Ageing | ||
| เหล็กสองชนิดที่กล่าวมาแล็ว จะได้ความแข็งประมาณ 50 HRc เช่นเดียวกัน | ||
![]() |
|
รูปที่
STEEL-SAS2
แสดงการอบชุบเหล็กกล้า Maraging 25 % Ni. |
|
ตาราง
STEEL-SPECIAL
ALLOY-1
|
![]() |
|
รูปที่
STEEL-SAS3
โครงสร้างของเหล็ก Maraging . |
| จากที่ได้อธิบายมาแล้วจะเห็นว่าเหล็กมาร์เอจจิงเป็นเหล็กที่มีคุณสมบัติสูงที่สุดสำหรับทำอุปกรณ์เครื่องจักรกลต่าง ๆ โดยเฉพาะพวก | ||
| ที่ใช้งานหนักและต่อเนื่อง เพราะนอกจากจะมีความแข็งแรงสูงและความแข็งอยู่ในเกณฑ์ดีแล้วเหล็กกล้า ผสมชนิดนี้ยังมีความเหนียวที่ดีอีกด้วย พิจารณาในกรณีของการฟอร์มรูปร่างโดยการตัดเจาะหรือกลึงด้วยแล้วเหล็กมาร์เอจจิ่งจัดว่าเป็นเหล็กที่ดีมาก ยกตัวอย่างเช่น การทำเฟืองเกียร์ หรือชิ้นส่วนอุปกรณ์ที่ซับซ้อน ถ้าเป็นเหล็กกล้าผสมชนิดอื่น (AISI 4130 หรือ 4340) ภายหลังการตัดเฟืองแล้วเหล็กจะต้องถูกนำไปทำการชุบแข็ง จะเป็นการชุบธรรมดาหรือชุบแข็งพื้นผิว เหล็กจะถูกนำไปเผาที่อุณหภูมิสูง (ยกเว้นการทำไนตรายดิง แต่ได้ความหนาของผิวแข็งบาง) หลังจากนั้นจะถูกนำไปชุบน้ำหรือน้ำมัน ซึ่งนับว่าเป็นการเสี่ยงต่อการบิดงอ แตกร้าวอยู่มาก แม้ว่าจะทำแบบ Martempering หรือ Austempering ซึ่งก็นับว่ายุ่งยากพอสมควร หลังจากชุบแข็งแล้วจะต้องไปทำการอบคืนตัวเพื่อลดความแครียวดและเพิ่มความเหนียว ซึ่งก็ได้ความเหนียวไม่สูงมาก โดยความแข็งจะลดลง การเกิดอาการบิดงอหรือแตกร้าวเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเกือบจะไม่มีทางที่จะซ่อมแซม หรือซ่อมแซมได้ก็จะต้องเสียวค่าใช้จ่ายสูง | ||
| ในกรณีของเหล็กมาร์เอจจิงภายหลังการชุบโดยให้ได้โครงสร้างมาร์เทนไซต์แล้วเราสามารถฟอร์มรูปร่างโดยการตัด เจาะ หรือกลึงได้ | ||
| เพราะความแข็งประมาณ 30 HRc เมื่อได้รูปร่างโดยสมบูรณ์แล้วจึงนำไปทำ Ageing ให้ได้คุณภาพทั้งความแข็ง ความเหนียว และความแข็งแรงสูง โดยไม่มีโอกาสเกิดบิดงอหรือแตกร้าว เพราะใช้อุณหภูมิต่ำประมาณ 500 ๐C และจะไม่เกิดการเป็นอ๊อกไซด์ (Scaling) ในขณะทำ Aging ผลงานที่ผลิตได้จะมีคุณภาพที่ดี แต่เนื่องจากเหล็กกล้าผสมชนิดนี้มีราคาแพง จึงเหมาะที่จะใช้กับงานที่ต้องการความแข็งแรงและความเหนียวสูง เช่น ส่วนประกอบของจรวด เพลาเครื่องยนต์แกสเทอร์ไบน์ หรือเพลาเดินเรือทะเล และอื่น ๆ ที่ต้องการน้ำหนักเบาและใช้งานหนักในเวลาติดต่อกันระยะเวลานาน ปัจจุบันเหล็กกล้าผสมผชนิดนี้ยังไม่มีใช้ในประเทศไทย เพราะราคาอยู่ในเกณฑ์สูงมาก | ||
| เหล็กกล้า
Ausforming เหล็กกล้า Ausforming เป็นเหล็กกล้าผสมอีกชนิดหนึ่งที่มีคุณสมบัติทนแรงดึงได้สูงมาก และมีความเหนียวสูง (Tensile strength) |
||
| ประมาณ 200 kg/mm2 , percent elongation 10%) คำว่า Ausforming หมายถึงการฟอร์มรูปร่างของเหล็กจะต้องทำในขณะที่เหล็กมีโครงสร้างเป็นออสเตนไนท์ และเมื่อฟอร์มได้รูปร่างแล็วจะต้องชุบเหล็กในน้ำหรือน้ำมัน เพื่อให้โครงสร้างออสเตนไนท์เปลี่ยนไปเป็นมาร์เทนไซท์ จากนั้นนำไปทำ การอบคืนตัวเพื่อความเหนียวและลดความเครียด จึงจะได้เหล็กที่มีคุณสมบัติดังกล่าว เหตุผลที่สำคัญที่ทำให้เหล็กมีค่าความเค้นแรงดึงสูงถึง 200 kg/mm2 ก็คือ ในขณะที่ทำการฟอร์มรูปร่างในช่วงอุณหภูมิสูงจะทำให้ออสเตนไนท์มีความเครียดเกิดขึ้น และอาจจะทำเกรนขนาดโตแตกออกเป็นขนาดเล็ก ซึ่งเมื่อทำให้เย็นเร็วจะเปลี่ยนไปเป็นมาร์เทนไซต์ที่มีเกรนเล็กและยังมีความเครียดเหลืออยู่จากการฟอร์มรูปร่าง ซึ่งจะมีส่วนทำให้ได้ความเค้นแรงดึงสูง ปัญหาที่สำคัญที่การฟอร์มรูปร่างในขณะที่เหล็กโครงสร้างเป็นออสเตนไนท์ จะทำได้ยากในเหล็กกล้าผสมทั่ว ๆ ไป เพราะเหล็กจะเย็นเสียก่อนที่การฟอร์มรูปร่างจะทำสำเร็จ ออสเตนไนท์อาจจะเปลี่ยนไปเป็นเพิรไลท์เสียก่อนไม่มีโอกาสที่จะได้มาร์เทนไซท์ ดังนั้นเหล็กที่จะใช้กรรมวิธีนี้ซึ่งในปัจจุบันเรียกว่ากรรมวิธีอบชุบแบบ Thermomechanical จะต้องมีลักษณะให้เสถียรภาพของออสเตนไนท์ได้นานพอสำหรับฟอร์มรูปร่าง จากการศึกษาที่ผ่านมาจะบอกให้ว่าเหล็กกล้าผสมที่มีคุณสมบัตินี้จะต้องเป็นเหล็กที่มีโครเมียมเป็นธาตุผสมเกินกว่า 3% เพราะโครเมียมมีบทบาทที่แยกลักษณะของแผ่นภาพ T.T.T . ออกเป็นสองส่วน โดยทำให้ส่วนที่ออสเตนไนท์เปลี่ยนไปเป็นเพิรไลท์สูงขึ้น และทำให้ส่วนที่เป็นเบนไนท์ต่ำลง ตรงช่วงของอุณหภูมิประมาณ 500 ๐C ซึ่งตรงช่วงอุณหภูมินี้บนแผ่นภาพ T.T.T. ออสเตนไนท์จะมีเสถียรภาพอยู่ได้นานพอที่จะฟอร์มรูปร่างได้ทันก่อนการชุลน้ำหรือน้ำมัน (ดังรูปที่ STEEL-SAS4 ) | ||
![]() |
|
รูปที่
STEEL-SAS4
แสดงแผนภูมิ T T T ของเหล็ก AISI H11. |
| เหล็กกล้าผสมที่จัดอยู่ในประเภท Ausforming มีหลายชนิดขึ้นอยู่กับส่วนผสมที่ควรทราบได้แก่ เหล็กมาตรฐาน AISI H11 และ | ||
| 4340 ชนิดปรับปรุงโดยการเพิ่มปริมาณซิลิกอน เพื่อให้มีลักษณะแผ่นภาพ T.T.T. ใกล้เคียงกับ H 11 | ||
| เหล็ก H11 เป็นเหล็กอยู่ในกลุ่มเหล็กทำเครื่องมือร้อน (Hot working tool steel) มีส่วนผสม 0.4%C, 5%Cr, 1.3%Mo, 0.5%V | ||
| จากแผ่นภาพ T.T.T. ช่วงอุณหภูมิ 550 ๐C จะเป็นบริเวณที่มีการแยกระหว่างส่วนที่มีการเปลี่ยนแปลงจากออสเตนไนท์ไปเป็นเพิรไลท์กับส่วนที่เป็นแบนไนท์(ดังรูปที่STEEL-SAS5 ) | ||
![]() |
|
รูปที่
STEEL-SAS5
แสดงช่วงอุณหภูมิที่ใช้ในการอบชุบ และการฟอร์มรูปร่างของเหล็ก Ausforming. |
| การอบชุบในลักษณะใช้ความร้อนและการฟอร์มรูปร่าง (Thermo-mechanical) ของเหล็กชนิดนี้ จะต้องเผาเหล็กที่อุณหภูมิ 850 - | ||
| 900๐C เพื่อให้เป็นออสเตนไนท์ จากนั้นปล่อยให้เหล็กเย็นลงมาที่อุณหภูมิประมาณ 550๐C ทำการฟอร์มรูปร่างที่อุณหภูมินี้โดยการรีดหรือตีขึ้นรูป เสร็จแล้วจึงนำไปชุบน้ำหรือน้ำมัน และทำการอบคืนตัวต่อไป เพื่อลดความเครียดและเพิ่มความเหนียว ลักษณะการทำงานจะเป็น (ดังรูปที่STEEL-SAS6 ) | ||
![]() |
|
รูปที่
STEEL-SAS6
แสดงผลของการฟอร์มรูปร่างที่อุณหภูมิต่างๆ และปริมาณการฟอร์มรูปร่างที่มีต่อคุณสมบัติเชิงกล. |
| แฟคเตอร์ที่มีความสัมพันธ์กับค่าความเค้นแรงดึงที่ได้มีหลายประการดังนี้
คือ 1. ปริมาณการฟอร์มรูปร่าง (Degree of deformation) ปรากกว่าการเปลี่ยนแปลงรูปยิ่งมากความแค้นแรงดึงสูงสุด ที่ได้จะยิ่ง |
||
| สูงขึ้นตามปริมาณการเปลี่ยนรูป (ดังรูปที่STEEL-SAS6 ) | ||
| 2. อุณหภูมิที่ทำ Ausforming ยิ่งต่ำ คือต่ำกว่า 550๐C ค่าความเค้นแรงดึงจะสูงขึ้น แต่ต้องใช้พลังงานมากขึ้นและตรงกันข้ามถ้า | ||
| ทำ Ausforming ที่อุณหภูมิสูงกว่า 550๐C จะได้ความเค้นแรงดึงลดลง | ||
| 3. ปริมาณคาร์บอนในเหล็กมีบทบาทสำคัญมาก
พบว่ายิ่งปริมาณคาร์บอนสูงจะได้ความเค้นแรงดึงสูงตามแต่ความเหนียวจะลดลง
4. ไม่ปรากฏว่าเหล็ก Ausforming ให้คุณสมบัติ Secondary Hardening คือไม่เปลี่ยนแปลงค่าความเค้นแรงดึง |
||
| ในขณะอบคืนตัว แต่ค่าความเค้นแรงดึงจะกลับลดลง เมื่อทำการอบคืนตัวที่อุณหภูมิสูงขึ้น การใช้งานของเหล็ก Ausforming ใช้ทำชิ้นส่วนเครื่องจักรกลที่มีรูปร่างไม่ซับซ้อน เพราะจะต้องฟอร์มรูปร่างในช่วงอุณหภูมิต่ำ และจะต้องรีบชุบน้ำหรือน้ำมันเพื่อให้ได้โครงสร้างสุดท้ายเป็นมาร์เทนไซต์ ขอบเขตการใช้งานจะไม่กว้างขวางเท่ากับเหล็กผสมชนิดอื่น ๆ | ||
| เหล็กกล้าทนการเสียดสีและรับการกระแทก (Wear Resistant Steel) กล่าวโดยทั่วไปเหล็กที่มีความแข็งสูงทนการเสียดสีในขณะใช้งานได้มากมักจะทนต่อแรงกระแทกได้น้อย แม้ว่าจะทำการอบชุบได้ดี | ||
| อย่างไร ก็ตาม ลักษณะของงานบางอย่างเช่น การบดแร่หรือการย่อยหิน เป็นต้น อุปกรณ์ที่ใช้สำหรับงานเช่นนี้จะต้องมีคุณสมบัติทนต่อการเสียดสีที่ผิว และรับแรงกระแทกได้เป็นอย่างดี มีเหล็กหลายชนิดที่ถูกนำมาใช้งาน เช่น เหล็กกล้าผสมโครเมียมสูง (โครงสร้างมาร์เทนไซต์), เหล็กหล่อผสมโครเมียม-โมลิบดินั่ม และเหล็กกล้าผสมแมงกานีสสูง (โครงสร้างออสเตนไนท์) ปรากฏว่าเหล็กประเภทหลังนี้มีคุณสมบัติที่เหมาะที่สุดของงานในลักษณะเช่นนี้ กล่าวคือ มีความต้านทานต่อการเสียดสีที่ผิวสูง และรับแรงกระแทกได้เป็นอย่างดี | ||
| เหล็กผสมแมงกานีสสูงมีส่วนผสมที่สำคัญดังนี้ คาร์บอน 1.0 -1.3%, ซิลิกอน 0.4-1% แมงกานีส 11.0-14.0% และคุณสมบัติเชิง กล | ||
| ดังนี้ | ||
| ความเค้นแรงดึงสูงสุด
ความเค้นพิสูจน์ (0.2%) ความต้านทานแรงกระแทก (charpy impact) เปอร์เซนต์อัตราการยืดตัว (ก่อนขาด) เปอร์เซนต์อัตราการหดตัว (ก่อนขาด) ความแข็ง (ในสภาพหล่อ) |
70-80 kg/mm2
35-37 kg/mm2 10-40 kg-m/ mm2 30-50% 30-40% 170-185 HB |
| เนื่องจากเป็นเหล็กที่มีแมงกานีสผสมอยู่ปริมาณสูง และแมงกานีสเป็นธาตุที่มีอิทธิพลในการรักษาเสถียรภาพของ ออสเตนไนท์ | ||
| ที่ค่อนข้างรุนแรง แต่แมงกานีสสามารถรวมกับคาร์บอนให้คาร์ไบด์ (Mn3C) และจะมีแนวโน้มจับอยู่ตามขอบของเกรน ทำให้เหล็กแมงกานีสสูง มีคุณสมบัติเปราะแตกง่ายในสภาพหล่อ ดังนั้นเหล็กแมงกานีสสูงจึงไม่เหมาะที่จะนำไปใช้งานภายหลังการหล่อ จะต้องนำไปทำการอบชุบเพื่อลดบทบาทของแมงกานีสคาร์ไบด์ตามขอบเกรนให้เหลือน้อยที่สุด โดยการเผาที่อุณหภูมิสูง 1000 - 1100 ๐C แมงกานีสคาร์ไบด์จะสลายตัว และละลายได้ดีในออสเตนไนท์ (ถ้าใช้อุณหภูมิต่ำกว่านี้แมงกานีสคาร์ไบด์ยังมีเสถียรภาพดี อาจไม่สลายตัวหมด) และเมื่อนำเอาเหล็กที่มีอุณหภูมิ 1000 - 1100 ๐C มาทำให้เย็นรวดเร็วโดยการชุบน้ำจะได้เหล็กที่มีโครงสร้างเป็นออสเตนไนท์ (ชนิด Metestable) ที่อุณหภูมิห้อง ซึ่งเป็นหลักที่มีคุณสมบัติเหนียว (Ductility สูง) อาจให้ค่าอัตราการยืดตัวสูงถึง 60% ในตอนนี้เหล็กผสมแมงกานีสสูงจะมีความแข็งต่ำไม่เกิน 200 HB | ||
| ภายหลังเมื่อนำไปใช้งานในลักษณะที่ถูกแรงกระแทกหรือเสียดสีอย่างรุนแรงที่บริเวณ ผิวโครงสร้างที่เป็นออสเตนไนท์จะเปลี่ยน ไปเป็น | ||
| มาร์เทนไซต์ หรือเกิดลักษณะความเครียดภายหลังรับแรงกระแทก (work hardening) ซึ่งจะมีความแข็งสูงถึง 400-500 HB เป็นคุณสมบัติที่นับว่าดีสำหรับลักษณะของงานที่มีการกระแทก เช่น การบดของแข็งเพราะบริเวณผิวที่ได้รับแรงกระแทกเท่านั้นที่จะให้ความแข็งเพิ่มขึ้น ส่วนเนื้อเหล็กที่อยู่ลึกลงไปซึ่งไม่ได้รับผลจากแรงกระแทก โครงสร้างยังคงเป็นออสเตนไนท์อย่างเดิม ทำให้เหล็กยังคงรักษาความเหนียวไว้ได้ดี เมื่อถูกใช้งานสึกหรอไป ส่วนผิวที่เหลือเมื่อรับแรงกระแทกก็จะเปลี่ยนเป็นมาร์เทนไซต์ไปเรื่อย ๆ จนกว่าเหล็กจะหมดสภาพใช้งานสิ่งหนึ่งที่จะต้องพิจารณาก็คือ เหล็กแมงกานีสสูงไม่เหมาะกับงานที่มีแต่การเสียดสีเพียงอย่างเดียว เพราะเหล็กความแข็งที่เพิ่มขึ้นจะต้องได้รับแรงกระแทก | ||
| เหล็กแมงกานีสสูงไม่สามารถตัดเจาะ หรือกลึงได้ง่าย เพระแรงกระทบที่เกิดจากมีดกลึง หรือใบเลื่อย จะไปทำให้เนื้อเหล็กเพิ่มความแข็ง | ||
| ทำให้กลึงหรือตัดได้ยากมาก จะกลึงได้ต้องใช้มีดกลึงที่มีความแข็งสูงเช่น พวกทังสเตนคาร์ไบด์ชนิดพิเศษ และใช้ความเร็วในการตัดต่ำมาก การตบแต่งผิวสามารถกระทำได้โดยใช้หินเจียรนัยขัด | ||
| เหล็กผสมแมงกานีสสูง ถ้านำไปทำการอบคืนตัว (Temper) หรือในกรณีใช้งานที่มีความร้อนระหว่าง 350 ๐C - 500๐C | ||
| ออสเตนไนท์จะค่อย ๆ เปลี่ยนไปเป็นเฟอร์ไรท์กับแมงกานีสคาร์ไบด์ (Mn3C) ซึ่งแมงกานีสคาร์ไบด์จะมีแนวโน้มไปจับอยู่ตามเกรน ทำให้เหล็กเปลี่ยนคุณสมบัติจากเหนียวเป็นเปราะทันที (Temper Brittleness) เหมือนกับเหล็กในสภาพหล่อ | ||
| เหล็กกล้าความเร็วสูง
(High-speed steels) เหล็กกล้าความเร็วสูง เป็นเหล็กกล้าที่พัฒนาขึ้นเพื่อความมุ่งหมายสำหรับงานกลึงหรือตัดโลหะ (Machining) แต่เดิมใช้เหล็กกล้า |
||
| คาร์บอนสูง ภายหลังชุบแข็งจะทำให้เป็นมีดกลึงแต่ความแข็งจะลดลง หลังการใช้งานไปได้ระยะหนึ่งความร้อนที่เกิดขึ้นเนื่องมาจากการเสียดสี จะทำให้ความแข็งของเหล็กลดลงต้องเสียเวลานำไปลับให้คมจึงจะใช้งานได้ เป็นการเสียเวลาและผิวของโลหะจะไม่เรียบถ้าปลายแหลมของมีดกลึงเสียความคม และอีกประการหนึ่งจะใช้ความเร็วในการตัด (Cutting Speed) สูงไม่ได้ ดังนั้นการพัฒนาเหล็กกล้าความเร็วสูงขึ้นมาใช้แทนเหล็กกล้าคาร์บอนสูงจึงเป็นประโยชน์อย่างมากทางด้านงานตัดโลหะ ทำให้ลดค่าใช้จ่ายต่ำลงและเพิ่มผลผลิตได้สูงขึ้น | ||
| การพัฒนาเหล็กกล้าความเร็วสูง เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2404 โดยเริ่มศึกษษเหล็กที่ผสมธาตุตังสเตน 6 เปอร์เซต์เป็นเหล็กที่สามารถชุบแข็ง | ||
| ได้โดยใช้ลมเป่าหลังจากเผาที่อุณหภูมิ 1100๐C การทดลองกระทำโดย Robert Mushet แห่ง Shefield หลังจากนั้นมาอีกประมาณ 20 ปี Maunsel white และ Frederick Taylor จากโรงงานเหล็ก Bethelhem ได้ปรับปรุงคุณภาพของเหล็กกล้าความเร็วสูงใหม่ โดยการเพิ่มปริมาณของตังสเตนและผสมธาตุโครเมียม ในขณะเดียวกันก็ลดปริมาณของธาตุคาร์บอนจาก 2% ลงมาอยู่ระหว่าง 0.6 - 0.8% ทำให้เหล็กกล้าที่มีคุณสมบัติทนความร้อนได้โดยความแข็งไม่เปลี่ยนแปลง สามารถใช้ความเร็วในการตัดสูงถึง 0.3 เมตร/วินาที ความร้อนที่เกิดขึ้นที่ปลายของมีดกลึงสูงจนทำให้ปลายมีดกลึงร้อนจัดจนเป็นสีแดง ความเร็วของมีดยังคงมีสภาพเดิม ซึ่งจะเรียกคุณสมบัติของเหล็กกล้านี้ว่ามีคุณสมบัติ Red hardness | ||
| โครงสร้างและบทบาทของธาตุ วาเนเดียม มีบทบาทที่สำคัญนอกเหนือไปจากการรวมตัวกับคาร์บอนให้คาร์ไบด์พิเศษ (V4C3) ที่มีเสถียรภาพสูงแล้ว ยังสามารถป้องกัน |
||
| การขยายตัวของเกรนออสเตนไนท์ในขณะเผาที่อุณหภูมิสูง ทำให้เหล็กมีความเหนียวดี แต่จะมีส่วนลดความสามารถในการชุบแข็งของเหล็กลงทางด้าน Secondary hardening วาเนเดียมยังคงมีส่วนให้เกิดขึ้นกับเหล็กกล้าความเร็วสูงเช่นเดียวกัน | ||
| โคบอลต์ ไม่สามารถจะรวมตัวกับคาร์บอนให้คาร์ไบด์เหมือนธาตุต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้ว โคบอลต์จะละลายได้หมดในสภาพ Solid | ||
| solution และมีผลทำให้คุณสมบัติ Red hardness ของเหล็กภายหลังการชุบแข็งเพิ่มขึ้นสำหรับโคบอลต์มีผลตรงกันข้ามกับธาตุอื่น ๆ ทางด้านคุณสมบัติความสามารถในการชุบแข็ง แต่เมื่อเทียบกับปริมาณที่ผสมในเหล็กแล้วจะไม่มีผลมากนักเพราะปริมาณของธาตุอื่นมีมากกว่า | ||
| ในการศึกษาโครงสร้างของเหล็กกล้าความเร็วสูง เป็นการยากที่จะศึกษาได้จากแผ่นภาพ phase equilibrium ชนิดสองธาตุ (Binary | ||
| diagram) ได้เพราะเหล็กกล้าความเร็วสูงผสมธาตุต่าง ๆ จำนวนมาก (อย่างน้อย 5 ธาตุ) แต่การศึกษาโครงสร้างกระทำได้โดยอาศัย Pseudo-binary diagram โดยกำหนดให้ตังสเตน 18%, โครเมียม 4% และวาเนเดียม 1% และเหล็กคงที่และแปรค่าเปอร์เซนต์ของคาร์บอนสัมพันธ์กับโครงสร้างและอุณหภูมิ (ดังรูปที่STEEL-SAS7 ) จากไดอะแกรมปรากฏว่ามีลักษณะที่แตกต่างไปจากเฟสไดอะแกรมของเหล็ก-คาร์บอน ดังเช่นจุดยูเต็คตอย์ (E) เลื่อนมาอยู่ที่จุดคาร์บอน 0.24% และมีอุณหภูมิสูงประมาณ 800 ๐C สำหรับจุดที่ออสเตนไนท์สามารถยอมให้ธาตุคาร์บอนละลายไดสูงสุด (S) จะลดลงเหลือเพียง 0.6% C และอุณหภูมิจะสูงขึ้นเป็น 1330 ๐C | ||
![]() |
|
รูปที่
STEEL-SAS7
แสดงPseudo - binary ของเหล็กกล้าความเร็วสูง. |
| จากเหล็กกล้าความเร็วสูงชนิด 18-4-1 ซึ่งมีคาร์บอน 0.78% จะพบว่าโครงสร้างของเหล็กที่อุณหภูมิต่ำกว่า 800 ๐C จะประกอบด้วย | ||
| โครงสร้างพื้นฐานที่เป็นเฟอร์ไรท์ และมีคาร์ไบด์ของตังสเตน โครเมียม และวาเนเดียม ซึ่งจะอยู่ในรูปของ Fe4 W2C, (MoW)6C และ V4C3 กระจายอยู่ทั่วไป และเมื่อเผาเหล็กให้ร้อนเกินกว่า 800 ๐C จะปรากฏโครงสร้างประกอบด้วยออสเตนไนท์และคาร์ไบด์ที่ไม่สลายตัว (Nondissolved Carbide) แม้อุณหภูมิจะสูงจนใกล้จุดหลอมเหลว จะยังปรากฏคาร์ไบด์ที่ไม่สลายตัวกระจัดกระจายอยู่ จะเห็นว่าเป็นการยากที่จะทำให้คาร์ไบด์สลายตัวได้หมดซึ่งจะมีผลต่อการชุบแข็ง | ||
| การอบชุบเหล็กกล้าความเร็วสูง เหล็กกล้าความเร็วสูงภายหลังการหล่อ จะนำมาตีขึ้นรูปที่อุณหภูมิระหว่าง 900 ๐C - 1150๐C และทำการอบเพื่อคลายความเครียดที่ |
||
| อุณหภูมิ 750๐C ปล่อยให้เย็นในอากาศ ในกรณีที่ต้องการให้เหล็กมีความอ่อนตัวสูงเพื่อสามารถกลึงหรือตัดเจาะได้ จะนำเหล็กไปเผาที่อุณหภูมิ 850 - 900๐C และทิ้งไว้ที่อุณหภูมินี้ประมาณ 4 ชั่วโมง และปล่อยให้เย็นในเตา (Furnace cooled) จนถึงอุณหภูมิ 600๐C จึงจะเอาออกจากเตาปล่อยให้เย็นในอากาศ จะได้โครงสร้างสุดท้ายเป็นเฟอร์ไรท์และคาร์ไบด์กระจัดกระจายดังที่ได้กล่าวมาแล้ว | ||
| สำหรับการชุบแข็งเหล็กกล้าความเร็วสูง จะต้องเผาอุณหภูมิสูงระหว่าง 1290 ๐C - 1300 ๐C ทั้งนี้ด้วยเหตุผลที่ว่าเพื่อให้คาร์ไบด์ | ||
| สลายตัวได้มากที่สุด และเพื่อให้ออสเตนไนท์สามารถละลายธาตุคาร์บอนได้ปริมาณมาก เพื่อเปลี่ยนเป็นมาร์เทนไซต์ในขณะเย็นตัวเร็ว จึงจะได้ความแข็งสูง เราสามารถเผาที่อุณหภูมิต่ำได้ เช่นที่อุณหภูมิ 850๐C โครงสร้างของเหล็กจะประกอบด้วยออสเตนไนท์ซึ่งมีคาร์บอนละลายอยู่ในปริมาณต่ำ เมื่อนำเหล็กไปชุบน้ำหรอน้ำมันจะได้โครงสร้างมาร์เทนไซต์ที่มีความแข็งต่ำ เหล็กจะมีคุณสมบัติที่จะใช้เป็นมีดกลึงหรืออุปกรณ์ตั่ดไม่ได้ผล | ||
| การเผาเหล็กที่อุณหภูมิสูงจะมีปัญหาที่จะต้องแก้ไขสองประการคือ ปัญหาเรื่องการเกิดอ๊อคซิเคชั่น และ ปัญหาเรื่องเหล็กจะมีเกรนโต | ||
| ทำให้ คุณสมบัติความเหนียวลดลง การแก้ปัญหาเรื่องอ๊อคซิเคชั่นสามารถแก้ไขได้ โดยการควบคุมบรรยากาศภายในเตาเผาให้มีเสถียรภาพเป็นคาร์เบอร์ไรชิงเล็กน้อย (Carburizing atmosphere) โดยการใช้เศษกลึงเหล็กหล่อคลุมชิ้นเหล็กกล้าความเร็วสูงไว้ หรือจะใช้แก๊สเฉื่อย เช่น อาร์กอน หรือ ไนโตรเจนเป่าเข้าเตาเผาเพื่อไล่แก๊สอ๊อคซิเจนให้เหลือน้อยที่สุด จะเป็นการป้องกันมิให้เหล็กเกิดอ๊อคซิเคชั่น | ||
| สำหรับปัญหาเรื่องเหล็กมีเกรนโตจะแก้ไขได้ยาก จะกระทำได้ก็โดยการเผาในอัตราที่ค่อนข้างสูงและใช้เวลาที่เหล็กอยู่ ในช่วงอุณหภูมิสูง | ||
| ให้สั้น ซึ่งจะต้องอาศัยประสบการณ์ในการควบคุมให้ได้ผล | ||
| ในทางปฏิบัติจะใช้วิธีเผาขั้นแรก (preheating) ที่อุณหภูมิ 850๐C ด้วยอัตราการเผาที่ไม่สูงมากนัก จากนั้นจะนำเอาเหล็กออก | ||
| จากเตา ไปเผาอีกเตาหนึ่งที่เผาเตรียมไว้แล้วที่อุณหภูมิ 1300๐C ในการเผาช่วงที่สองนี้จะมีอัตราค่อนข้างสูง แต่เหล็กจะไม่เกิดการแตกหรือบิดเบี้ยวเพราะโครงสร้างพื้นฐานในช่วงอุณหภูมิเหนือ 850๐C จะเป็นออสเตนไนท์ ภายหลังเมื่อเหล็กถูกเผาจนมีอุณหภูมิ 1300๐C เท่ากันทั้งที่ผิวและใจกลางแท่งแล้ว จะนำเอาเหล็กออกจากเตาทำให้เย็นโดยการชุบในน้ำมัน หรือใช้ลมเป่า (air blast) จะได้โครงสร้างเป็นมาร์เทนไซต์และออสเตนไนท์เหลือค้าง เนื่องจากเหล็กกล้าความเร็วสูงมีความสามารถในการชุบแข็งอยู่ในเกณฑ์สูง เพราะธาตุผสมต่าง ๆ ที่ผสมในเหล็กจะมีบทบาทในการเลื่อน S-Curve หรือ T.T.T. curve ไปทางขวามือ ทำให้อัตราการเย็นวิกฤต (Critical cooling rate) ช้ามาก และอีกประการหนึ่งอุณหภูมิการสิ้นสุดของการเปลี่ยนเป็นมาร์เทนไซต์ (Mf) จะเลื่อนลงไปอยู่ต่ำกว่า 0๐C จึงทำให้เหล็กภายหลังการชุบแข็งมีออสเตนไนท์เหลือค้างอยู่เป็นจำนวนมาก ดังภาพแสดงจาก S Curve การทำเทมเปอร์ริงเหล็กกล้าความเร็วสูง ถ้าทำในช่วงอุณหภูมิ 300 - 400๐C ความแข็งของเหล็กจะลดลงเล็กน้อย เนื่องจากเหล็กลดความเครียดและมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง โดยเฉพาะออสเตนไนท์เหลือค้างบางส่วนจะปรับตัวให้คาร์ไบด์และเฟอร์ไรท์ทำเทมเปอร์ริงในช่วงอุณหภูมิ 400 - 600๐C เหล็กจะมีความแข็งเพิ่มขึ้นเพราะเกิดปรากฏการณ์ Secondary hardening โดยธาตุตังสเตน, โครเมียม และวาเนเดียม จะจับตัวกับคาร์บอนให้คาร์ไบด์ ที่เล็กละเอียดกระจัดกระจายอยู่ในโครงสร้างพี้นฐานมาร์เทนไซต์ การให้ผลึกของคาร์ไบด์ในช่วงอุณหภูมิไม่เกิน 600๐C จะเป็นไปในลักษณะ Coherent precipitate อยู่ในสภาพที่เรียกว่านิวเคลียส หรือ Embryo และถ้าทำเทมเปอร์ริงที่อุณหภูมิสูงกว่า 600๐C จะเกิดการรวมตัวและขยายตัวของผลึกคาร์ไบด์ เปลี่ยนเป็นลักษณะ Noncoherent คือแยกตัวออกเป็นผลึกคาร์ไบด์ที่ไม่เชื่อมประสานกับโครงสร้างพื้นฐานทำให้ความแข็งลดลง (ดังรูปที่STEEL-SAS8 ) | ||
![]() |
|
รูปที่
STEEL-SAS8
แผนภูมิ TTT ของเหล็กกล้าความเร็วสูง. |
| ในทางปฏิบัติการทำเทมเปอร์ริง มักจะกระทำสองครั้ง (Double Tempering) หรือบางกรณีอาจทำสามครั้ง เหตุผลที่ต้องทำสอง | ||
| ครั้งเพราะในขณะทำเทมเปอร์ริงครั้งแรก ออสเตนไนท์เหลือค้างจะมีการปรับตัว (Conditioned) ซึ่งเปลี่ยนบางส่วนไปเป็นมาร์เทนไซต์ในขณะปล่อยให้เย็น ทำให้เกิดความเครียดขึ้นในชิ้นงาน เพราะการเปลี่ยนจากออสเตนไนท์ไปเป็นมาร์เทนไซต์จะมีการขยายตัวเล็กน้อย ดังนั้นเพื่อทำเทมเปอร์ริงในครั้งที่สองจะเป็นการทำลายความเครียดที่เกิดจากการทำเทมเปอร์ริงครั้งแรกให้หมดไป ยิ่งทำเทมเปอร์ริงครั้งที่สามจะยิ่งทำให้ความเครียดถูกทำลายจนหมดจะทำให้ชิ้นงานไม่เปลี่ยนรูปในขณะใช้งาน โครงสร้างสุดท้ายของเหล็กกล้าความเร็วสูงภายหลังการอบชุบ จะประกอบด้วยโครงสร้างพื้นมาร์เทนไซต์และมีคาร์ไบด์ชนิดไม่สลายตัว (Nondissolved) เป็นเม็ดกลมกระจัดกระจาย อยู่ทั่วไปในโครงสร้างพื้น และยังมีคาร์ไบด์ชนิด Coherent precipitate เกิดอยู่ในโครงสร้างมาร์เทนไซต์ซึ่งจะมองไม่เห็นภายใต้การขยายของกล้องไมโครสโคปที่กำลังขยายต่ำ จะเห็นลักษณะ ของ Coherent precipitate ได้ ต้องอาศัยกล้องไมโครสโคปอีเล็คตรอน ลำแสงผ่าน (Transmission Electron) | ||
![]() |
|
รูปที่
STEEL-SAS9
แสดงการเปลี่ยนแปลงความแข็งที่อุณหภูมิ อบคืนตัวต่าง ๆของเหล็กกล้าความเร็วสูง. |
| เหล็กกล้าไร้สนิม (Stainless Steel) |
| บทนำ เหล็กทั่ว ๆ ไป จะเกิดสนิมได้ง่ายในบรรยากาศที่มีความชื้น และการเกิดสนิมจะเกิดต่อ ๆ ไปไม่มีการหยุดกล่าวคือสนิมจะเกิดหนาขึ้น |
||
| เรื่อย ๆ ยิ่งถ้าเหล็กอยู่ในน้ำก็จะยิ่งเป็นสนิม หรือผุกร่อนไปได้ เนื่องจากเกิดปฏิกิริยาไฟฟ้าเคมี (Electrochemical) เพราะเหล็กมีความเป็นแอโนด (anodic) สูง | ||
|
เมื่อธาตุโครเมียมในเหล็กให้มีปริมาณสูง ๆ เหล็กจะมีคุณสมบัติต้านทานต่อการเกิดสนิมได้มาก ขึ้นจนกระทั่งไม่เกิดสนิมแม้จะอยู่ในน้ำ |
||
| หรือในสาร ละลายที่เป็นกรดเจือจางกล่าวได้ว่า เหล็กผสมโครเมียมมีคุณสมบัติเป็น Anodic ลดลงหรือมี Cathodic เพิ่มขึ้น เหล็กที่มีคุณสมบัติดังกล่าวนี้จะเรียกว่า เหล็กกล้าไร้สนิม (Stainless Steel) หรือ Inoxydable | ||
| โครเมียมเป็นธาตุที่สำคัญในเหล็กกล้าไร้สนิม ตัวโครเมียมเองมี Anodic สูงกว่าไฮโดรเจน (เราจัดว่าไฮโดรเจนอยู่ตรงกลางระหว่าง | ||
| Anode และ Cathodic กล่าวคือ ค่า electropotential มีค่าเป็นศูนย์) โครเมียมมีคุณสมบัติที่พิเศษอยู่ประการหนึ่ง คือ เมื่ออยู่ในเกรดไนตริค หรือกรดโครมิค ในตอนแรกจะมีคุณสมบัติเป็น Anodic แต่พอทิ้งไว้สักครู่มันจะกลับกลายเป็น cathodic ซึ่งมีค่า electropotential ไปทางด้าน Cathodic ประมาณ 0.8-0.9 โวลต์ ทำให้ไม่เกิดการผุกร่อนต่อไป คุณสมบัติเช่นนี้เรียกว่า Passivity หรือ Passive State ที่เป็นเช่นนี้เพราะโครเมียมเมื่อรวมกับออกซิเจนจะเกิดเป็นโครเมียมอ๊อกไซด์ เป็นฟิล์มที่เกาะติดแน่นและมีความทึบจนเป็นเสมือนเกราะป้องกันไม่ให้อีเล็คตรอนเคลื่อนที่ผ่าน หรือผ่านได้น้อยลง ทำให้ปฏิกิริยาไฟฟ้าเคมีเกิดได้ยากขึ้น การสึกหรอจึงหยุด | ||
| เมื่อผสมโครเมียมในเหล็กจะพบว่าต้องมีโครเมียมมากกว่า 12% (ประมาณ 1 อะตอมโครเมียม ต่อ 7 อะตอมของเหล็ก) จึงทำให้ | ||
| คุณสมบัติ Passivity นี้ได้ จากการทดลองวัดคุณสมบัติ Anodic และ Cathodic ของเหล็กผสมโครเมียมที่ปริมาณต่าง ๆ กัน ทดลองในสารละลายของกรดกำมะถันเจือจาง ปรากฏ (ดังรูปที่ STEEL-SAS10 ) (จะเกิด Oxide film ที่มีความหนาประมาณ 100 ๐A ถึง 300 ๐A คลุมผิวเหล็กไว้) | ||
![]() |
|
รูปที่
STEEL-SAS10
|
| เนื่องจากในเหล็กทั่ว ๆ ไป จะมีคาร์บอนผสมอยู่ เมื่อผสมโครเมียมลงไปโครเมียมเป็นธาตุที่รวมกับคาร์บอนได้ดีให้โครเมียมคาร์ไบด์ | ||
| ด้วยเหตุนี้ปริมาณของโครเมียมในเหล็กจะลดลงต่ำกว่า 12% (ถ้าผสมโครเมียมเพียง 12%) ทำให้เหล็กไม่มีคุณสมบัติต้านทานการเป็นสนิมได้ โดยทั่ว ๆ ไปจะผสมโครเมียมตั้งแต่ 15-18% เพื่อให้มีปริมาณโครเมียมสูงกว่า 12% แม้ว่าจะมีโครเมี่ยมรวมกับคาร์บอนเสียบ้างก็ตาม | ||
| การเกิดโครเมียมคาร์ไบด์ ส่วนใหญ่จะเกิดอยู่ตามขอบเกรน (grain boundary) ดังนั้น ถ้าในเหล็กมีโครเมียมต่ำกว่า 15% | ||
| อาจจะทำให้ตามบริเวณขอบเกรนของเหล็กมีโครเมียมต่ำกว่า 12% อาจจะทำให้เหล็กเกิดการสึกกร่อนขึ้นได้ตามบริเวณขอบเกรน ซึ่งเรียกว่า Intergranular Corrosion การเกิดผุกร่อนลักษณะนี้จะเกิดตามเกรน และกินลึกลงไปเมื่อเกรนที่ถูกกัดกร่อนหลุดไปทีละเกรน ดูที่ผิวอาจจะมองเห็ไม่มากแต่ลึกลงไปอาจจะลึกมากก็ได้ (ดังรูปที่ STEEL-SAS11 ) | ||
![]() |
|
รูปที่
STEEL-SAS11
|
| วิธีแก้ไขหรือป้องกันการเกิด
Intergranular corrosion 1. การอบชุบ (Heat treatment) โดยกอนนำชิ้นงานที่ผ่านการหล่อ หรือขึ้นรูปมาเผาที่ 1000๐C เพื่อให้โครเมียมคาร์ไบด์สลายตัว |
||
| และกลายเป็นสารละลายในสภาพของแข็ง (Solid Solution) ในออสเตนไนท์ จากนั้นทำให้เย็นโดยการชุบน้ำ เพื่อไม่ให้โครเมียมและคาร์บอนมีโอกาสรวมตัวเป็นคาร์ไบด์ได้อีก | ||
| 2. ควรหลีกเลี่ยงการทำอบคืนตัว (Temper) หรือเผาเหล็กในช่วงอุณหภูมิ 650๐C - 700๐C เพราะจะทำให้อะตอมคาร์บอน | ||
| สามารถ เคลื่อนไหว (diffusion) ไปรวมกับโครเมียมเกิดโครเมียมคาร์ไบด์ตามบริเวณขอบเกรนได้ | ||
| 3. ลดปริมาณของคาร์บอนในเหล็กให้ต่ำจนถึงปริมาณ 0.03% เพื่อให้คาร์บอนละลายในเฟอร์ไรท์ได้หมดไม่มีส่วนเกิน มารวม | ||
| กับโครเมียม (อาจจะทำให้เหล็กมีราคาสูงเพราะการลดปริมาณคาร์บอนให้ต่ำมาก ๆ จะต้องใช้ฟลักซ์มาก และความร้อนสูง) | ||
| 4. เพิ่มปริมาณโครเมียมให้สูงมาก ๆ อาจจะสูงถึง 18-20% เพื่อให้มีโครเมียมเหลืออยู่ไม่ต่ำกว่า 12% ตามขอบเกรน |
| 5. ผสมธาตุบางตัวลงไป เช่น Ti, Nb, Mo, W & V ลงไปดึงคาร์บอนเสียเพื่อจะได้ไม่รวมกับโครเมียม ธาตุที่กล่าวมาจะเป็นธาตุที่มีการ | ||
| รวมตัวสัมพันธ์ (Affinity) กับคาร์บอนสูงมากกว่าโครเมียม วิธีนี้เป็นที่นิยมมากในอุตสาหกรรมผลิตเหล็กไร้สนิม ธาตุ Ti และ Nb เมื่อรวมกับคาร์บอนจะมีอัตราส่วน Ti/C = 4 Nb/C = 8 โดยน้ำหนัก ในทางปฏิบัติคิดปริมาณของ Ti และ Nb ตามสูตร | ||
| % Ti / 6(C%
- 0.02%) % Nb / 10(C% - 0.02%) |
| ในงานเชื่อม เหล็กไร้สนิม เราจะพบว่าบริเวณห่างจากรอยเชื่อมประมาณ 25 มม. จะเกิดเป็นแนวกว้าง (Band) ซึงจะถูกกัดกร่อนได้ง่าย | ||
| เมื่อนำไปใช้งาน เนื่องจากบริเวณนี้จะมีอุณหภูมิอยู่ในช่วง 650๐C - 700๐C ทำให้เกิดโครเมียมคาร์ไบด์ ดังนั้นงานที่ต้องการเชื่อมจะต้องนำไปทำการชุบความร้อนภายหลังเชื่อมก่อนใช้งาน ถ้าทำการอบชุบความร้อน ยากลำบากเพราะชิ้นโตจะต้องเลือกเหล็กชนิดที่มีปริมาณโครเมียมสูง หรือคาร์บอนต่ำ หรือประเภทที่ผสม Ti หรือ Nb เพื่อป้องกันการเกิดการกัดกร่อนตามขอบเกรน (Intergranular corrosion) ภายหลัง | ||
| จากที่ได้กล่าวมาแล้วในบทนำถึงเรื่องราวของเหล็กกล้าไร้สนิม ในตลาดกาค้าเรามักจะเข้าใจกันเสมอว่าเหล็กกล้าไร้สนิม คือ เหล็กที่ | ||
| ต้องประกอบด้วย
โครเมียม 18% และนิเกิล 8% และมักจะเรียกกันจนคุ้นเคยว่าเหล็กกล้าไร้สนิม
18/8 ซึ่งจัดเป็นหลักไร้สนิมที่ใช้ประโยชน์ ได้กว้าง ขวางที่สุด ความจริงแล้วเหล็กกล้าไร้สนิมมีหลายประเภทมากมายขึ้นอยู่กับปริมาณโครเมียมและขึ้นอยู่กับโครงสร้าง ในที่นี้เราจะแยกประเภทของ เหล็กกล้าไร้สนิม โดยอาศัยลักษณะแตกต่างของโครงสร้างออกเป็น 3 ประเภทคือ |
||
| 1. เหล็ก
เฟอร์ริติค สเตนเลส 2. เหล็ก มาร์เทนซิติค สเตนเลส และ 3. เหล็ก ออสเตนนิติค สเตนเลส |
| 1.เหล็ก
เฟอร์ริติค สเตนเลส (Ferritic stainless steel) เป็นเหล็กที่มีโครงสร้างเป็นเฟอร์ไรท์ และเป็นเหล็กที่ผสมโครเมียมอยู่ ระหว่าง 15 - 16% ก่อนที่จะได้อธิบายถึงคุณสมบัติของ |
||
| เหล็กชนิดนี้จำเป็นต้องกล่าวถึงบทบาทของโครเมียมในเหล็กเสียก่อน การศึกษาจะอาศัยแผ่นภาพ equilibrium diagram ของเหล็กกับโครเมียมและ pseudo-binary diagram ของ Fe-Cr-C | ||
| จากแผ่นภาพสมดุลย์ Fe-Cr จะพบว่าโครเมียมเป็นธาตุที่ช่วยในการขยายพื้นที่ของ a และลดอาณาเขตของg ให้แคบลง โดยจะปิด | ||
| g -loop ที่ปริมาณโครเมียม12 - 13% โดยมีพื้นที่ของ a+g ล้อมรอบอยู่ เมื่อปริมาณของโครเมียมเพิ่มขึ้นจนถึงปริมาณ 45% จะพบเฟส s ที่อุณหภูมิต่ำประมาณ 820 ๐C ลงมา โดยจะเกิดพื้นที่ของ s และมีพื้นที่ของเฟส a + s ล้อมรอบอยู่และขยายกว้างขวางขึ้นเมื่ออุณหภูมิลดลง (ดังรูปที่STEEL-SAS12 ) | ||
![]() |
|
รูปที่
STEEL-SAS12
|
| เฟส s มีส่วนสำคัญมากในการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของเหล็กได้ เพราะ s มีคุณสมบัติแข็งและเปราะและสามารถตกผลึก | ||
| (precipitation) ได้ง่ายที่อุณหภูมิต่ำ ถึงแม้ว่าจะมีโครเมียมไม่ถึง 45% เพียงแค่ 20% ถ้าเผาเหล็กอยู่ในช่วงอุณหภูมิ 650๐C - 800 ๐C จะเกิดปฏิกิริยา a > a+s แต่อัตราการเกิด s ช้ามากถ้าเหล็กดึงรีด หรือตีขึ้นรูปมาก่อน การเกิด s จะมีอัตราตกผลึกเร็วขึ้น ซึ่งเมื่อเกิด s ขึ้นแล้วเหล็กจะมีความแข็งเพิ่มขึ้น แต่คุณสมบัติทาง ductility จะลดลงอย่างรวดเร็ว | ||
| การศึกษาจากแผ่นภาพ pseudo-binary diagram (Fe-Cr-C) โดยศึกษาเปรียบเทียบตามปริมาณของโครเมียมในเหล็กที่ 6, 12 | ||
| และ 18% จะเห็นได้ว่า เมื่อมีคาร์บอนผสอยู่ด้วยในเหล็ก เฟส g จะถูกกำจัดพื้นที่แคบลงเมื่อมีปริมาณโครเมียมเพิ่มขึ้น และปริมาณคาร์บอนที่สามารถจะละลายได้มากที่สุดใน g ก็จะลดลงโดยลำดับ ดังเช่น เหล็ก 18%พื้นที่ของ g จะถูกลดแคบลงโดยการลดปริมาณคาร์บอนใน g ทางด้านขวาและถูกลดอาณาเขตด้วยพื้นที่ g+ s ทางด้านซ้าย(ดังรูปที่ STEEL-SAS13 ) | ||
![]() |
|
รูปที่ STEEL-SAS13
ภาพ Phase equilibrium diagram ของ Fe-Cr-C ที่เปอร์เซนต์โครเมี่ยมต่าง ๆกัน. |
| นอกจากนี้เมื่อเหล็กมีคาร์บอนสูงตั้งแต่ประมาณ 0.4% จะปรากฏมีโครเมียมคาร์ไบด์เกิดขึ้นและมีเสถียรภาพสูงจนถึงจุดหลอมเหลว | ||
| ดังนั้นในเหล็กทีมีทั้งโครเมียมและคาร์บอนสูงจะเผาเหล็กให้เป็นออสเตนไนท์ โดยสมบูรณ์จะทำได้ยากมาก | ||
| เหล็กเฟอร์ริติคสเตนเลส แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ |
| - เหล็กเฟอร์ริติค
สเตนเลสคาร์บอนต่ำ จะผสมโครเมียม 15-18% และมีคาร์บอนไม่เกิน 0.12% โครงสร้างจะเป็นเฟอร์ไรท์ไม่สามารถทำ Heat treatment |
||
| เพิ่มความแข็งได้ การที่กำหนดปริมาณคาร์บอนไว้ให้ต่ำไม่เกิน 0.12% เพราะไม่ต้องการให้เกิดการรวมตัวระหว่างคาร์บอนกับโครเมียม ซึ่งจะไปทำให้คุณสมบัติทางด้านทนต่อการกัดกร่อนลดลง เพื่อที่จะให้ได้เฟอร์ไรท์อย่างสมบูรณ์จะเผาเหล็กที่อุณหภูมิประมาณ 1000 ๐C เพื่อให้คาร์ไบด์ที่มีอยู่สลายตัวหมด จากนั้นจึงทำการ quench ในน้ำ การใช้งานจะต้องระมัดระวังไม่ให้อยู่ช่วง 550 - 700 ๐C เพราะอาจจะทำให้เกิดเฟส s ขึ้นมาได้ซึ่งจะทำให้เหล็กเสียคุณสมบัติ ductility | ||
| ในการเชื่อมเหล็ก เฟอร์ริติค สเตนเลส อาจจะเกิดโครงสร้าง Martensite ขึ้นได้ ตรงบริเวณรอยเชื่อม ซึ่งจะทำให้เกิดแตกร้าว | ||
| ขึ้นได้ในขณะใช้งาน (ถ้าเหล็กมีปริมาณคาร์บอนต่ำมาก ๆ อาจจะไม่เกิด Martensite) ปกติในการเชื่อมจะพยายามให้สเตนเลสที่มีปริมาณคาร์บอนต่ำกว่า 0.03% | ||
| เหล็กเฟอร์ริติค สเตนเลสภายหลังการทำเนอร์มาลไลซิง ที่อุณหภูมิ 800 - 900 ๐C จะได้ความแข็งแรงดึงสูงสุด (Tensile | ||
| strength) 58 kg/mm2 ความเค้นจุดคราด (Yield strength) 33 kg/mm2 และอัตราการยืดตัว (% elongation) 22% | ||
| คุณสมบัติของเหล็กเฟอร์ริติค สเตนเลส จะสามารถทนต่อการเป็นสนิมได้ดี ในบรรยากาศทั่ว ๆ ไป ยกเว้นในน้ำทะเล และใน | ||
| บรรยากาศอุตสาหกรรมบางประเภท
โดยเฉพาะที่เป็นกรด - สามารถทนต่อกรดไนตริคได้ทุกความเข้มข้นจนถึงอุณหภูมิ 60 - 70 ๐C - ทนกรดฟอสฟอรัส ได้เฉพาะกรดเจือจางและที่อุณหภูมิต่ำ - ทนกรดอซิติค ได้ทุกความเข้มข้นจนถึงอุณหภูมิ 50 ๐C - ทนกรด Citric และ Tartaric ได้ทุกความเข้มข้น ได้เฉพาะที่อุณหภูมิต่ำ |
||
| การใช้งานโดยทั่วไปจะใช้ทำพวกอ่างล่าง (Sink) ในห้องครัว, ทำมีด, ช้อนซ้อม และชิ้นงานประเภทตกแต่งจัดเป็น เหล็ก | ||
| ที่มีราคาถูกเมื่อเปรียบเทียบกับเหล็กสเตนเลสชนิดอื่น ๆ เพราะมีแต่โครเมียม | ||
| - เหล็กเฟอร์ริติค สเตนเลสชนิดทนต่อความร้อน (Refractory Ferritic stainless Steel) เป็นเหล็กที่ผสมโครเมียมสูงกว่าประเภทเฟอร์ริติคชนิดแรก กล่าวคือ ผสมโครเมียมประมาณ 25-30% และมีคาร์บอน 0.3% | ||
| เป็นเหล็กที่มีคุณสมบัติทนต่อความร้อนได้ดีที่อุณหภูมิสูงเกิน 1000 ๐C จนอาจถึง 1300 ๐C ขึ้นอยู่กับปริมาณของโครเมียมโครงสร้างของเหล็กชนิดนี้จะประกอบด้วยแมทริกซ์เป็นเฟอร์ไรท์ และมีโครเมียมคาร์ไบด์ตกผลึกอยู่ทั่ว ๆ ไป | ||
| เนื่องจากมีปริมาณโครเมียมสูง ในขณะใช้งานนาน ๆ จะปรากฏ Sigma phase (o) เกิดขึ้นมีปริมาณมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ | ||
| คุณสมบัติเปราะแความเหนียวลดลง (ที่อุณหภูมิ 550 -750 ๐C ) จะเริ่มเกิด Sigma phase และอาจจะเกิดคุณสมบัติการแข็งแรงตัวโดยการตกผลึก (precipitation hardening) ที่อุณหภูมิประมาณ 475 ๐C ในกรณีใช้งานจำเป็นระวังไม่ให้รับแรงมาก ๆ ที่อุณหภูมิสูง จากสาเหตุนี้เองทำให้การใช้งานไม่กว้างขวางเท่าที่ควร ทั้ง ๆ ที่อาจจะมีราคาถูกกว่าเหล็กทนความร้อนชนิดอื่น ๆ | ||
| การใช้งาน สามารถทำการขึ้นรูปโดยการตี (Forging ) และการรีด (Rolling) ได้ที่อุณหภูมิสูง ส่วนมากใช้ทำส่วนประกอบ | ||
| ของเตา เช่นส่วนต่าง ๆ ที่ใช้ยึดเตา ตระกลับเตา ทำท่อสำหรับแก๊สร้อน โดยเฉพาะทนได้ดีกับแก๊ส SO2 และ SO3 | ||
| เหล็กเฟอร์ริติค สเตนเลสทนความร้อนบางชนิด อาจจะมีปริมาณคาร์บอนสูงจนอยู่ในลักษณะของเหล็กหล่อโครเมียมสูง (2-3%) | ||
| สามารถใช้ได้เช่นเดียวกัน แต่จะมีคุณสมบัติแข็งและเปราะมากกว่าประเภทที่กล่าวถึง คุณสมบัติทนต่อความร้อนของเหล็กเฟอร์ริติค สเตนเลส สามารถปรับปรุงได้โดยการผสมอลูมิเนียม สามารถทนความร้อนได้สูงมากจนถึงอุณหภูมิ 1350 ๐C แต่จะเปราะมาก ดังตัวอย่างเช่น | ||
| - เหล็ก
เฟอร์ริติค สเตนเลส 20% Cr ผสม Al 3.5% ทนความร้อนได้สูง 1250 ๐C - เหล็ก เฟอร์ริติค สเตนเลส 30% Cr ผสม Al 5% ทนความร้อนได้สูง 1250 ๐C - 1300 ๐C - เหล็ก เฟอร์ริติค สเตนเลส 30-35% Cr ผสม Al 6% ทนความร้อนได้สูง 1300 องศา - 1350 ๐C |
| 2.เหล็กกล้าไร้สนิมมาร์เทนซิติค
(Martensitic Stainless Steel) เหล็กมาร์เทนซิติค สเตนเลส เป็นเหล็กที่มีโครงสร้างเป็นมาร์เทนไซต์ ซึ่งจะให้คุณสมบัติทั้งความแข็งและคุณสมบัติต้าน ทาน |
||
| การกัดกร่อน เราแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ตามปริมาณของคาร์บอนและโครเมียม | ||
| - เหล็กมาร์เทนซิติค สเตนเลส คาร์บอนต่ำ มีคาร์บอนไม่เกิน 0.15% โครเมียมระหว่าง 12 -14 %เมื่อเผาที่อุณหภูมิ 1000 ๐C | ||
| แล้วชุบน้ำมันจะได้เหล็กที่มีโครงสร้างเป็นมาร์เทนไซท์ของโครเมียม (เพราะปริมาณคาร์บอนต่ำ ซึ่งจะแตกต่างกับมาร์เทนไซท์ของคาร์บอน) เป็นโครงสร้างที่ให้ค่าความเค้นแรงดึงสูง 140 kg/mm2 ค่าความเค้นจุดครากสูง 120 kg/mm2 และมีอัตราการยืดตัวระหว่าง 10-15% ถ้านำเหล็กนี้มาทำการอบคืนตัวที่อุณหภูมิประมาณ 450 - 500 ๐C ค่าความเค้นแรงดึงจะไม่ลดลง แต่ค่าอัตราการยืดตัวจะสูงขึ้น | ||
| ในการทำอบนิ่ม (Annealing) ที่อุณหภูมิ 800 - 900 ๐C ใช้เวลาประมาณ 1-3 ชั่วโมง จะได้ค่าความเค้นแรงดึง สูงสุด | ||
| ประมาณ 50-70 kg/mm2 , อัตราการยืดตัว 25-30% | ||
| การใช้งานจะใช้เมื่อต้องการชิ้นส่วนของเครื่องจักรกลที่ทนแรงสูง ๆ และมีคุณสมบัติทนต่อการกัดกร่อนเช่น เพลาของ Gas | ||
| turbine, Valve, Crank shaft และพวกใบมีดสำหรับบดเนื้อ | ||
| - เหล็กมาร์เทนซิติค สเตนเลส คาร์บอนปานกลาง มีคาร์บอนประมาณ 0.2-0.4% โครเมียม 13-15% เนื่องจากเป็นเหล็กที่มี | ||
| คาร์บอนสูงขึ้น ดังนั้นเมื่อทำการชุบแข็ง โครงสร้างที่ได้จะเป็นมาร์เทนไซต์ที่แข็งอยู่ในช่วง 50-55 HRc และมีอัตราการยืดตัว ประมาณ 5-10% ถ้าทำอบนิ่ม (Annealing) ที่อุณหภูมิประมาณ 1000 ๐C จะได้ความเค้นแรงดึงสูงสุดประมาณ 60-70 kg/mm2 และอัตราการยืดตัวประมาณ 25% | ||
| ในการชุบแข็งจะต้องเผาที่อุณหภูมิ 1000 ๐C - 1100 ๐C ทั้งนี้เพื่อให้ออสเตนไนท์ที่สม่ำเสมอ เหล็กชนิดนี้จะมี | ||
| โครเมียมคาร์ไบด์อยู่บ้าง แต่จะให้สลายตัวหมดเมื่อเผาที่อุณหภูมิ 1000 ๐C - 1100 ๐C เมื่อเผาจนได้ออสเตนไนท์สม่ำเสมอแล้ว เราทำการชุบในน้ำก็จะได้โครงสร้างที่เป็นมาร์เทนไซต์ที่สม่ำเสมอด้วย เหล็กชนิดนี้เหมาะสำหรับทำเป็นอุปกรณ์สำหรับตัด โดยเฉพาะอุปกรณ์ที่ใช้ในการผ่าตัดในโรงพยาบาล และมีดตัดทั่ว ๆ ไป ในโรงงานอุตสาหกรรมทั่ว ๆ ไป จะเรียกว่า Cutlery stainless ในบางกรณีอาจใช้ทำพวกชิ้นส่วนจักรกลที่ต้องการทั้งความแข็งและความเหนียว | ||
| - เหล็กมาร์เทนซิติค สเตนเลส ชนิดคาร์บอนสูง เหล็กสเตนเลสชนิดนี้จะมีคาร์บอนระหว่าง 0.6-1% เนื่องจากมีปริมาณ | ||
| คาร์บอนสูงจึงต้องเพิ่มปริมาณโครเมียมเป็น 14-16% | ||
| จาก pseudo binary diagram จะเห็นว่าเมื่อปริมาณโครเมียมและคาร์บอนสูงขึ้น จะพบว่าเกิดโครเมียมคาร์ไบด์ (Cm) | ||
| ที่อุณหภูมิสูง ดังนั้นในการชุบแช็งจะไม่มีโอกาสที่จะได้มาร์เทนไซต์ที่สม่ำเสมอ เพราะจะปรากฏคาร์ไบด์ที่ไม่สลายตัว (Nondisolved carbide) เกิดอยู่ตลอดเวลาไม่สามารถทำให้คาร์ไบด์นี้หมดไปได้ ทำให้ความสามารถในการชุบแข็ง (Hardenability) ของเหล็กลดลง ในการชุบแข็งที่อุณหภูมิ 1000 -1100 ๐C โดยการชุบน้ำจะได้มาร์เทนไซต์ความแข็ง 55-60 H Rc ซึ่งจะได้ความแข็งต่ำกว่าเหล็กคาร์บอนธรรมดา (60-66 HRc ) ทั้งนี้เพราะคาร์บอนจำนวนหนึ่งจะไปรวมกับโครเมียมคาร์ไบด์ทำให้ปริมาณคาร์บอนในออสเตนไนท์ต่ำความแข็งจึงลดลง | ||
| คาร์ไบด์ที่เกิดในเหล็กนี้จะมีลักษณะเป็นโครงสร้างยูเต็คติค (Eutectic structure) ซึ่งเรียกว่า Lederburite แก้ไข | ||
| ปรับปรุงให้คุณสมบัติทางด้านการกัดกร่อนทำได้โดยการผสม Ti หรือ Nb ลงไปเล็กน้อยเพื่อให้ดึงคาร์บอนไม่ให้รวมกับโครเมียมมากนัก | ||
| การใช้งานเหล็กชนิดนี้เหมาะสำหรับอุปกรณ์ตัด เช่นเดียวกับประเภทที่ 2 อาจจะดีกว่าตรงที่มีความแข็งสูงกว่าและทนทาน | ||
| ใช้งานได้นานกว่า แต่จะเสียตรงที่เปราะแตกหักได้ง่ายกว่า และในการชุบแข็งจะต้องทำ การอบคืนตัว (Tempering) เสมอ | ||
| - เหล็กมาร์เทนซิติค สเตนเลส ประเภทคาร์บอนต่ำ โครเมียมสูง จัดเป็นเหล็กพิเศษ โดยปรับปรุงจากประเภทที่ 1 เพื่อเพิ่ม | ||
| คุณสมบัติทางด้านคุณสมบัติทนการกัดกร่อนได้ดี โดยผสมโลหะนิเกิล 2-4% และเพิ่มปริมาณโครเมียมเป็น 15-20% ซึ่งทำให้เผาที่อุณหภูมิ 950 ๐C - 1000 ๐C จะได้ออสเตนไนท์ 100% เพราะนิเกิลเป็นธาตุช่วยให้ g มีเสถียรภาพเมื่อชุบในน้ำมันจะได้คุณสมบัติ | ||
| ความเค้นแรงดึงสูงสุด
ความเค้นจุดคราก อัตราการยืดตัว |
120 kg/mm2
100 kg/mm2 11% |
| เหล็กกล้าไร้สนิมชนิดนี้จะไม่ลดความแข็งแรงถ้าทำการอบคืนตัวที่อุณหภูมิต่ำกว่า 500 ๐C แต่ความเหนียวจะกลับดีขึ้น | ||
| ในกรณีที่ต้องการคุณสมบัติทนความร้อนสูงกว่า 500 ๐C สามารถทำได้โดยการผสมตังสเตนและโมลิบดินั่มลงไปเล็กน้อย | ||
| การใช้งานเหมาะสำหรับทำชิ้นส่วนจักรกลที่ต้องการความแข็งแรงสูง และทนการกัดกร่อนได้ดี โดยเฉพาะในน้ำและในน้ำทะเล | ||
| ได้ดีมาก | ||
| 3. เหล็กกล้าไร้สนิมออสเตนนิติค (Austenitic Stainless Steels) |
| เหล็ก Austenitic stainless ผลิตครั้งแรกตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งแรก โดยมีส่วน 20% Cr, 7% Ni, 0.35% C ต่อมาได้ | ||
| ปรับปรุงค้นคว้าจนได้ส่วนผสม 18% Cr, 8% Ni, 0.15% C ซึ่งเป็นเหล็กที่ผลิตกันในปัจจุบัน และลดปริมาณคาร์บอนให้ต่ำจนถึง 0.03% C เพื่อคุณสมบัติทางด้านความต้านทานการกัดกร่อนปัจจุบันนี้เหล็กกล้าไร้สนิมออสเตนไนท์ ที่ผลิตกันในอุตสาหกรมมมีส่วนผสมแตกต่างกันมาก จะพบว่ามีปริมาณโครเมียมตั้งแต่ 14-30% และนิเกิลระหว่าง 8-35% และบางทีก็ผสมธาตุอื่น ๆ ลงไปอีก เช่น อาจจะผสม Mo, Ti, Nb, Cu, Si และ Mn เพื่อปรับปรุงคุณสมบัติด้านอื่น ๆ ให้ดีขึ้น | ||
| การศึกษาโครงสร้างของเหล็กกล้าไร้สนิมออสเตนไนท์ ต้องอาศัยไดอะแกรมกึ่งธาตุสองตัว (pseudo binary equilibrium | ||
| diagram) โดยศึกษาโครงสร้างที่เปลี่ยนแปลง เมื่อส่วนผสมโครเมียม, นิเกิล และคาร์บอนในเหล็กเปลี่ยนแปลง | ||
| เนื่องจากธาตุนิเกิล เป็นธาตุที่มีอิทธิพลทำให้ออสเตนไนท์มีเสถียรภาพและโครเมียมที่มีผลตรงกันข้ามกล่าวคือ มีอิทธิพลทำ | ||
| ให้เฟอร์ไรท์มีเสถียรภาพ ดังนั้นผลของธาตุทั้งสองจึงหักล้างกัน แต่ปรากฏว่าผลของนิเกิลรุนแรงกว่าสามารถทำให้ได้โครงสร้างเป็นออสเตนไนท์ ได้ที่อุณหภูมิห้องเมื่อมีปริมาณสูงถึง 8% (ดังรูปที่STEEL-SAS14 ) | ||
![]() |
|
รูปที่
STEEL-SAS14
แสดงบทบาทของนิเกิลที่มีต่อโครงสร้าง ในเหล็ก 18 % โครเมี่ยม. |
| จากการชุบแข็งด้วยความร้อนเหล็ก 18/8 โดยเผาที่อุณหภูมิ 1000 ๐C ทำให้เย็นโดยการชุบน้ำจะได้โครงสร้างเป็นออสเตนไนท์ | ||
| ซึ่งเป็นโครงสร้างกึ่งเสถียรภาพที่อุณหภูมิห้อง ในการชุบแข็ง (quench) อาจจะทำให้ได้โครงสร้างเป็นมาร์เทนไซต์ได้เหมือนกัน แต่จะต้องชุบแข็งให้อุณหภูมิต่ำกว่า 0 ๐C มาก เพราะอุณหภูมิที่จะเปลี่ยนจากออสเตนไนท์ไปเป็นมาร์เทนไซต์ จะอยู่ต่ำกว่า 0 ๐C เพราะ Ni เมื่อละลายอยู่ในออสเตนไนท์จะมีบทบาทออสเตนไนท์มีเสถียรภาพมากจะเปลี่ยนเป็นมาร์เทนไซต์ก็ต่อเมื่ออุณหภูมินั้นต่ำมาก ๆ ดังนั้นเหล็กกล้าไร้สนิมออสเตนนิติค จึงมีคุณสมบัติให้ความแข็งแรงและความเหนียงสูง และมีคุณสมบัติทนต่อการกัดกร่อนได้ดี และที่อุณหภูมิห้องอัตราการเกิดแพร่ซึม (Diffusion) มีน้อยมาก ดังนั้นออสเตนไนท์จึงไม่มีการเปลี่ยนแปลง | ||
| ที่อุณหภูมิ 500 ๐C - 800 ๐C จะพบว่าจะเกิดการแพร่ซึมของธาตุคาร์บอนได้ ทำให้เกิดการตกผลึกของโครเมียมคาร์ไบด์ | ||
| และจะเกิดอยู่ตามรอบ ๆ เกรน นอกจากเกิดคาร์ไบด่แล้วอาจจะเกิดเฟอร์ไรท์กระจัดกระจายทั่ว ๆ ไปในโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นออสเตนไนท์ | ||
| เหล็กกล้าไร้สนิมออสเตนนิติคส่วนใหญ่เมื่อทำอบชุบด้วยความร้อน โดยการอบชุบน้ำจากอุณหภูมิ 1000 ๐C แล้วจะไม่ทำการอบคืนตัว | ||
| เพื่อไม่ให้เกิดโครเมียมคาร์ไบด์ จากเหล็ก 18/8 (0.05 -0.1%) ภายหลังชุบน้ำเหล็กจะมีความเค้นแรงดึงสูงสุด 55-65 kg/mm2 ความเค้นจุดคราก 20-30 kg/mm2 และจะได้อัตราการยืดตัว 40-60% จากคุณสมบัตินี้จะเห็นว่าเหล็กกล้าไร้สนิมออสเตนนิติคสามารถแปรได้หลายวิธี เช่น การรีด, การดึง, การอัดขึ้นรูปและสามารถทำเหรียญ (Coining) ได้ | ||
| เนื่องจากออสเตนไนท์สามารถเปลี่ยนเป็นมาร์เทนไซต์ได้ที่อุณหภูมิต่ำกว่า 0 ๐C ดังนั้นถ้าเราอบชุบเหล็กชนิดนี้ในอากาศเหลวอาจจะ | ||
| ได้เหล็ก ที่มีความเค้นแรงดึงสูงถึง 190 kg/mm2 และมีอัตราการยืดตัวประมาณ 25% | ||
| การปรับปรุงคุณสมบัติของเหล็กชนิดนี้สามารถทำได้อีกโดย วิธีการเพิ่มความแข็งโดยความเครียดภายหลังจากการอบชุบ ให้ได้ | ||
| โครงสร้างที่เป็นออสเตนไนท์ (100%) แล้วนำมาทำการขึ้นรูปเย็น (Cold work) จะเกิดการเปลี่ยนแปลงจาก g >> g + มาร์เทนไซต์ ซึ่งจะให้ค่าความเค้นแรงดึงสูงสุด สูงขึ้นไปอีกประมาณ 3 เท่า ดังเช่น | ||
| สภาพ อบชุบ
สภาพหลังการขึ้นรูปเย็น |
ความเค้นแรงดึง
ความเค้นจุดคราก ความเค้นแรงดึง ความเค้นจุดคราก |
61 kg/mm2
26 kg/mm2 180 kg/mm2 152 kg/mm2 |
| สำหรับคุณสมบัติความเหนียว
(Ductility) จะลดลงเล็กน้อย นอกจากการเพิ่มความแข็งโดยอาศัยความเครียด (Strain hardening) แล้วเหล็กกล้าไร้สนิมออสเตนนิติคยังสามารถทำการ |
||
| ชุบแข็งด้วยการตกผลึก (Precptiation hardening) ได้ แต่จะได้ความเค้นแรงดึงไม่สูงนักขึ้นอยู่กับปริมาณของคาร์บอนในเหล็กดังตัวอย่าง เช่น เหล็กที่มีคาร์บอน 0.2-0.4% ภายหลังการอบชุบจาก 1000 ๐C จนได้ออสเตนไนท์อย่างสม่ำเสมอแล้วนำไปที่อุณหภูมิ 700 ๐C จะทำให้เกิดคาร์ไบด์ตกผลึกถ้าควบคุมเวลาได้พอเหมาะก็จะได้เหล็กที่มีความเค้นแรงดึงสูงสุด 70-80 kg/mm2 ความเค้นจุดคราก 30.50 kg/mm2 | ||
| นอกจากคุณสมบัติของเหล็กกล้าไร้สนิมออสเตนนิติค ที่กล่าวมาแล้วในบางประเภท เมื่อผสมโบรอนด้วยอาจจะให้คุณสมบัติเพิ่ม | ||
| ความแข็งด้วยการตกผลึก (Preciptitation hardening) โดยการตกผลึกของโบรอนคาร์ไบด์และจะได้ความเค้นแรงดึงสูงสุด 70 -80 kg/mm2 โดยการเผาหลังการอบชุบ ที่อุณหภูมิ 700 - 750 ๐C | ||
| มีการทดลองทำการชุบแข็งด้วยการเพิ่มความเครียดและกระทำการชุบแข็งด้วยการตกผลึกต่อเนื่องกัน ผลปรากฏว่าได้เหล็กที่มี | ||
| ความเค้นแรงดึงสูง 160 kg/mm2 และมีความเค้นจุดคราก 150 kg/mm2 โดยมีค่าอัตราการยืดตัว 7% | ||
| การแบ่งประเภทของเหล็กกล้าไร้สนิมออสเตนนิติค เนื่องจากเป็นเหล็กที่แพร่หลายในอุตสาหกรรมมาก จึงมีบริษัทผลิตเหล็ก | ||
| ประเภทนี้ออกสู่ตลาดมากมายหลายชนิด และมีส่วนผสมแตกต่างกันออกไปตามลักษณะการใช้งานอย่างไรก็ตามประเภทที่แพร่หลายและรู้จักกันมากที่สุดก็คือ เหล็กกล้าไร้สนิมออสเตนนิติค 18/8 โดยอาจจะมีธาตุไทเทเนียมหรือนิโอเบียมผสมอยู่ทำหน้าที่เป็นตัวควบคุมปริมาณคาร์บอน ในออสเตนไนท์ทั่ว ๆ ไป จะมีส่วนผสม | ||
| Cr 17 - 20% Ni 7 - 14% C 0.03 - 0.2% | ||
| ประเภทที่ต้องการคุณสมบัติทางด้านการกัดกร่อนสูง ๆ จะผสมโมลิบดินั่มซึ่งมักจะเขียนเป็น 18/8-Mo และประเภทที่ต้องการ | ||
| คุณสมบัติทางด้านความเหนียว (ductility) สูง ๆ สำหรับงานในประเภทขึ้นรูปแบบดึงขึ้นรูป (Deep drawing) มักจะมีธาตุนิเกิลสูง เช่น เหล็ก 12/12 จากการแยกประเภทและกำหนดมาตรฐานของแต่ละประเภท มีดังนี้ | ||
| - เหล็กกล้าไร้สนิมออสเตนนิติค แยกออกเป็นกลุ่มย่อย ๆ คือ |
| ประเภทคาร์บอนต่ำ น้อยกว่า 0.08% |
|
มาตรฐาน
|
อเมริกา(AISI)
|
304 | (C 0.08%) |
| ฝรั่งเศษ (NORME) | Z 5 CN 18-08 | (C 0.05%) | |
| เยอรมัน (DIN) | 4301 - x5 Cr Ni 18-9 | (C 0.07%) | |
| สวีเดน (SIS) | 2332 | (C 0.10%) |
| ประเภทคาร์บอน ปานกลาง 0.08 - 0.2% |
|
มาตรฐาน
|
อเมริกา (AISI) | 320 | (C:0.08-0.20%) |
| ฝรั่งเศษ (NORME) | Z 8 Cn 18-08 | (C 0.12%) | |
| เยอรมัน (DIN) | 4300-12 Cr Ni 18-08 | (C:0.08-0.2%) | |
| สวีเดน (SIS) | 2330 & 2331 | (C 0.15%) |
| ประเภทผสม Ti และ Nb (คาร์บอนต่ำกว่า 0.10%) |
|
มาตรฐาน
|
อเมริกา (AISI) | 321 (Ti) & 347 (Nb) |
| ฝรั่งเศษ (NORME) | Z 8 CNT 18-08 (Ti) | |
| เยอรมัน
(DIN) |
4541-X
10 Cr Ni Ti 18-9 4550-X 10 Cr Ni Ti 18-9 |
|
| สวีเดน (SIS) | 2334, 2335, 2340 |
| -
เหล็กกล้าไร้สนิมออสเตนนิติค 18/8 - Mo เหล็กประเภทนี้จะประกอบ ด้วย Cr : 18-20%, Ni : 8-14%, Mo : 2-3%, C : 0.10% (อาจจะผสม Ti หรือ Nb สำหรับใช้ในงานเชื่อมโดยเฉพาะ) |
|
มาตรฐาน
|
อเมริกา
(AISI) |
316 (C 0.08%)
317 (Mo : 3-4%) |
(C 0.10%) |
| ฝรั่งเศษ (NORME) | Z 8 C N D T 18-08 (Ti) | (C 0.08%) | |
| เยอรมัน
(DIN) |
4401-S Cr
Ni Mo 18-10 4571-X 10 Cr Ni Mo Ti 18-10 |
(C 0.07%) (C 0.10%) |
|
| สวีเดน (SIS) | 2342 | (C 0.10%) |
| -
เหล็กกล้าไร้สนิมออสเตนนิติค ประเภทที่ทนต่อการกัดกร่อน โดยเฉพาะสำหรับใช้งานในอุตสาหกรรมเคมีส่วนใหญ่จะต้องผสมทั้งโครเมียม
นิเกิลสูง และยังผสมธาตุที่ช่วยเพิ่มคุณสมบัติทาง ด้านทนต่อการกัดกร่อน เช่น Mo และ Cu ดังตัวอย่างเช่น |
| Cr : 20-25%,
Ni : 25-30%, Mo : 4-5% Cu : 1.5-4%, C : 0.10% |
| -
เหล็กกล้าไร้สนิมออสเตนนิติค ประเภทที่ต้องการความเหนียวสูง เพื่อใช้ในงานแปรรูปชนิดดึงขึ้นรูปสูง (Deep drawing) เช่นทำ อ่างล้าง, ภาชนะ และอื่น ๆ ส่วนใหญ่เหล็กประเภทนี้จะผสม |
||
| นิเกิลสูง เช่น เหล็ก 12/12 หรือ 18/12 | ||
| คุณสมบัติคงทนต่อการกัดกร่อนของเหล็กกล้าไร้สนิมออสเตนนิติค |
| เหล็กกล้าไร้สนิมออสเตนนิติค 18/18 ธรรมดาจัดว่าเป็นเหล็กชนิดเดียวที่สามารถทนต่อการกัดกร่อนในบรรยากาศทั่ว ๆ ไปได้ดี | ||
| แม้บรรยากาศที่อยู่ใกล้ทะเล ยกเว้นในบรรยากาศที่มีแก๊ส SO2 หรือ แก๊สบางชนิดที่เป็นพวกกัดกร่อนสูง (corrosive) ที่เกิดจากโรงงานอุตสาหกรรม | ||
| เหล็กกล้าไร้สนิมออสเตนนิติค 18/18 เมื่ออยู่ในน้ำทะเลโดยเฉพาะที่มี micro-organism เหล็กจะไม่สามารถทนต่อการกัดกร่อนได้ | ||
| ยิ่งเป็นเหล็กที่ไม่มี Ti หรือ Nb จะถูกกัดกร่อนในลักษณะการกัดกร่อนตามขอบเกรน แม้จะเป็นเหล็กประเภท 18/18 ก็ยังทนได้ไม่ดีนัก | ||
| ความคงทนต่อกรดของเหล็กกล้าไร้สนิมออสเตนนิติค |
| กรดไนตริค |